ตอนที่5
ตอนที่5 ใจดำนัก
เรือนพักลู่เยียนหรัน
สายลมยามเช้าพัดต้องเข้ามาในห้องที่เงียบสงบ ร่างบอบบางของลู่เยียนหรันนอนอยู่บนเตียงกว้าง สีหน้านางเต็มไปด้วยความทุกทรมาน เหงื่อเย็นไหลเต็มใบหน้า
ภาพในวันที่นางต้องตายไปพร้อมลูกในท้องนั้นพลันตามหลอกหลอนในฝัน หยดน้ำตาแห่งความสิ้นหวังและเสียใจไหลรินออกมาจากหางตา
“คุณหนู! คุณหนู!”
เสียงเรียกของรั่วเจียงปลุกให้ลู่เยียนหรันสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝันที่น่ากลัวนั้น ดวงตาที่ชุ่มไปด้วยน้ำตาเบิกกว้างราวกับรอดพ้นจากนรกอีกครั้ง
“คุณหนูท่านฝันร้ายหรือเจ้าคะ”
รั่วเจียงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นนางทรุดกายนั่งอยู่ข้างเตียง สองมือกุมมือของลู่เยียนหรันไว้แน่น
ลู่เยียนหรันพยักหน้าเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงช้า ๆ นางยกมือขึ้นเช็ดหยาดน้ำตาบนใบหน้าของตนเองออก ก่อนจะเลื่อนมากุมที่หัวใจ ความเจ็บปวดใจที่นางได้รับนั้นยังคงอยู่
มันช่างเจ็บปวดยิ่งนัก เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เจ็บจนนางไม่อาจขยับตัวได้ นิ้วเรียวเล็กกุมหน้าอกเอาไว้แน่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับรั่วเจียง
“ฝันร้ายมันผ่านไปแล้ว”
รั่วเจียงที่ขอบตาแดงระเรื่อและมีหยาดน้ำตาคลออยู่พลันพยักหน้าอย่างยินดี นางเผยรอยยิ้มออกมาอย่างโล่งอก
ลู่เยียนหรันยิ้มบางแล้วยื่นมือไปเช็ดน้ำตาของสาวใช้ผู้ภักดีออกอย่างแผ่วเบา รั่วเจียงเป็นสาวใช้ที่ติดตามนางมาจากตระกูลลู่นางก็เป็นเสมือนญาติคนสุดท้ายของนาง
“เจ้าไปเก็บของ เราจะออกไปจากที่นี่กัน”
รั่วเจียงขมวดคิ้วเล็กน้อก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่น
“คุณหนูหากเราออกไปจากที่นี่แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนกันเจ้าค่ะ…”
กล่าวจบนางก็เงยหน้าขึ้นมองคุณหนูของตนที่ยังคงมีคราบน้ำตาอยู่ ดวงตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาอีกครั้ง พวกนางนั้นไร้ซึ่งที่อยู่เพราะตระกูลลู่นั้นอยู่ไกลถึงชายแดน ถึงจะไปได้ทว่าก็กลัวว่าคงจะไม่ปลอดภัย
เพราะการเดินทางนั้นช่างลำบากและเสี่ยงอัตราย อีกทั้งคุณหนูของนางยังคงมีสมรสประราชทานที่ฝ่าบาททรงประทานให้อยู่ ที่ไม่อาจฝ่าฝืนได้ง่าย ๆ
ลู่เยียนหรันนั่งนิ่ง หยดน้ำตาอุ่นกลับไหลริน ไร้ที่พึ่งหรือ ครอบครัวของนางสละชีวิตเพื่อแผ่นดินแต่ยามนี้นางกลับไร้ที่พึ่งพา ต้องอาศัยอยู่ใต้ชายคาของผู้อื่น มือเรียวเล็กกำแน่นราวกับคิดตกแล้วอย่างไรเสียนางก็จะไม่อยู่ที่นี่
“เจ้าไปนับสินเดิมของข้ามาให้ละเอียด”
“เจ้าค่ะ”
กล่าวจบ รั่วเจียงก็ลุกขึ้นแล้วคารวะนางอย่างนอบน้อมก่อนจะหมุนกายก้าวออกไปทันที
ลู่เยียนหรันหันไปมองตามแผ่นหลังของสาวใช้คนสนิทจนลับสายตาไปในที่สุด นางลุกขึ้นจากเตียงทอดมองออกไปยังบานหน้าต่างที่ยังคงเปิดแง้มไว้
สายลมเย็นโชยเข้ามาแผ่วเบาทำให้บรรยากาศช่างเย็นสบายยิ่งนัก สิบห้าปี นางอาศัยอยู่ที่จวนตระกูลซูมาเนิ่นนานถึงสิบห้าปีแล้ว
ลู่เยียนหรันก้มลงมองกำไลหยกพยัคฆ์บนข้อมือของนางด้วยดวงตาที่เอ่อคลอด้วยน้ำตา มือเรียวเล็กยกขึ้นลูบไล้ผิวหยกอุ่นนั้นทว่าในหัวใจกับเย็นยะเยือกจนสุดขีด ไม่รู้ว่าเมื่อใดกันหยดน้ำตาก็พลันร่วงหล่นใส่กำไลหยกบนข้อมือเสียแล้ว
หลังจาก ท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่ชาย สู้ตายในสนามรบเพื่อปกป้องชายแดนไว้ ก็เหลือเพียงนางที่อายุเพียงหกขวบและท่านย่าที่แก่ชรา เมื่อท่านย่ารู้ข่าวการสิ้นของตระกูลลู่ท่านก็ตรอมใจตายไปเพียงไม่กี่วัน
เหลือเพียงข้าคนเดียว ฝ่าบาทสงสารจึงมีราชโองการแต่งงานให้ข้ากับตระกูลซูที่เป็นเพื่อนร่วมรบกับท่านพ่อของข้าและส่งตัวข้าในวัยหกขวบมาอยู่ในการดูแลของตระกูลซู
เด็กน้อยที่กำลังอ้างว้างนั่งร้องให้อย่างเดียวดาย ในวันนั้นเป็นวันแรกที่ข้าได้พบกับซูอี้หานในวัยแปดขวบ เขารูปร่างสูงโปร่งใบหน้างดงามและมีรอยยิ้มที่อ่อนโยน
“อย่าร้อง จากนี้ข้าจะปกป้องเจ้าเอง เจ้าคือภรรยาของข้า ข้าไม่มีวันให้ใครมารังแกเจ้าแน่”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักแน่นนั้นฝังลงในใจของข้า ใบหน้าเล็กที่เปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาเงยหน้าขึ้น ดวงตากลม ๆ จ้องมองเด็กชายตรงหน้านิ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับเล็กน้อย
ใบหน้าเล็ก ๆ กลม ๆ พ่วงแก้มของนางแดงระเรื่อจากการร้องให้นั้นช่างน่ารักยิ่งนัก เด็กชายยิ้มให้อย่างไร้เดียงสา เขาหยิบกำไลหยกพยัคฆ์ออกจากอกเสื้ออย่างระมัดระวัง แล้ววางลงบนมือเล็ก ๆ ของลู่เยียนหรัน
“กำไลประจำตระกูล มอบให้เฉพาะภรรยาเอกเท่านั้น มันเป็นของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว”
“อืม”
เด็กหญิงตัวน้อยพยักหน้ารับอย่างน่าเอ็นดู ดวงตากลมโตที่แดงระเรื่อจากการร้องให้จ้องมองเด็กชายตรงหน้าด้วยความชื่นชมในใจก่อนจะเผยรอยยิ้มไร้เดียงสา
“ข้าจะรักษามันอย่างดี”
เด็กชายยิ้มอ่อนโยนแล้วยกมือขึ้นลูบศีรษะของเด็กหญิงอย่างเอ็นดู ตั้งแต่นั้นมา นางก็อยู่ในความดูแลของเขาเรื่อยมา เขาไม่ชอบให้นางแต่งหน้าทาปาก นางก็ไม่แต่ง เขาไม่ชอบให้นางสวมอาภรณ์สีสันงดงามและรัดรูป นางก็ยินดีเชื่อฟังเขา
เขาชอบชาน้ำค้าง นางก็ตื่นแต่เช้าเพื่อเก็บน้ำค้างจากดอกไม้มาชงให้อย่างใส่ใจ
หยดน้ำตาอุ่น ๆ ร่วงหล่นลงบนกำไลหยกอุ่นนั้นอีกครั้ง คำลวงของเขาทำให้นางต้องตายพร้อมกับลูกในท้อง ความรักความผูกพันที่มีมาด้วยกันตั้งแต่เด็กนั้นสำหรับเขาช่างไร้ค่า
มือเรียวเล็กกำกำไลหยกนั้นไว้แน่น ก่อนจะค่อย ๆ ถอนมันออกมาจากข้อมือของนางแล้ววางมันลงไปยังกล่องไม้ข้างเตียง
“คุณหนูลู่คุณชายใหญ่เชิญท่านไปพบเจ้าค่ะ”
เสียงของสาวใช้ดังขึ้นหน้าประตูห้อง
ลู่เยียนหรันยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง
“วันนี้ข้าไม่สบาย ไม่อยากพบใคร”
กล่าวจบ ลู่เยียนหรันก็ไม่ได้ใส่ใจอีก นางขยับร่างกายนอนลงแล้วหันหลังให้สาวใช้ทันที
“เจ้าค่ะ”
สาวใช้ที่ยืนอยู่หน้าห้องได้แต่ตอบรับด้วยน้ำเสียงนอบน้อม แล้วก็ก้าวจากไป
เมื่อเสียงฝีเท้าของสาวใช้ค่อย ๆ ไกลออกไปจนไม่ได้ยินเสียงอีก ลู่เยียนหรันจึงค่อย ๆ ยันกายขึ้นมาอีกครั้งแล้วก้าวลงจากเตียงอย่างช้า ๆ
สายลมยามเช้าที่เย็นสดชื่นช่วยคลายความทุกข์ในใจได้บ้างเล็กน้อย นางก้าวตรงไปหลังจากกั้นเพื่อชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์
ลู่เยียนหรันเลือกอาภรณ์สีสดใสที่นางชอบออกมาสวมใส่ ใบหน้าก็แต่งแต้มตามใจของนาง ในชาตินี้นางไม่เอาชีวิตไปผูกไว้กับเขานางจะเลือกทำสิ่งที่นางชื่นชอบ มือเรียวเล็กหยิบหวีขึ้นมาหวีผมอย่างใจเย็น
เสียงฝีเท้าหนักแน่นด้านนอกดังขึ้น ลู่เยียนที่กำลังหวีผมอยู่ชะงักมือไปเล็กน้อยเมื่อเสียงฝีเท้านั้นก้าวมาหยุดอยู่หน้าห้องของนาง
“ไหนว่าไม่สบาย…”
น้ำเสียงเยียบเย็นของซูอี้หานดังขึ้น
ลู่เยียนหรันหันไปตามเสียงนั้นทว่ายังไม่ทันได้ตั้งตัวร่างสูงโปร่งนั้นก็พลันถือวิสาสะก้าวเข้ามาในห้องของนางเสียแล้วแถมยังก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านางอย่างรวดเร็ว
….
