ตอนที่6
ซูอี้หานยืนจ้องสตรีตรงหน้า คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าใบหน้าของนางนั้นซีดเผือด เขาถอนหายใจแล้วยกมือใหญ่ขึ้นหมายจะสัมผัสหน้าผากของนางว่าร้อนหรือไม่ทว่าลู่เยียนหรันกลับหลบฝ่ามือของเขาทันที
ซูอี้หานขมวดคิ้วแน่น พลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาในใจเมื่อก่อนนางไม่ใช่หรือที่อยากจะออดอ้อนเขา ไม่สบายเมื่อไหร่ก็พลันหาโอกาสเข้าใกล้เขา ให้เขาป้อนยาให้ มุกเดิม ๆ เช่นนี้เขาก็เริ่มชักเบื่อแล้ว เขาลดมือลงแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“อีกสองวันท่านย่าให้เจ้าไปวัดสือหมิงกับข้า ไปเตรียมตัวเสียให้พร้อม”
กล่าวจบ ดวงตาคมก็พลันกวาดมองอาภรณ์สีสันสดใสที่นางสวมในใจพลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา เป็นถึงคุณหนูสูงศักดิ์แต่กลับแต่งกายยั่วยวนเช่นนี้ราวกับสตรีในหอนางโลม
“ชุดนี้สีฉูดฉาดเกินไป แถมยังรัดรูปขนาดนี้เจ้าไปเปลี่ยนเถิดไม่เหมาะกับเจ้า”
เขากล่าวขึ้นแล้วจ้องมองลู่เยียนหรันที่ยังคงนั่งนิ่งเงียบอยู่ที่เดิม ใบหน้านางเรียบนิ่งเกินไป เขารู้ว่านางกำลังงอนเขาอยู่จึงได้ทำท่าทีเย็นชาเช่นนี้ใส่เขาเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขา
ซูอี้หานถอนหายใจอย่างจนใจก่อนจะพูดต่ออย่างใส่ใจ
“เยียนหรันเจ้ายังโกรธที่ข้าพาอาเยว่มาหรือ อย่างไรนางก็กำลังตั้งครรภ์อยู่ เรื่องที่จะให้นางมาเป็นภรรยาเสมอภาคกับเจ้าก็เพียงเพื่อปลอบประโลมนางให้นางได้คลอดบุตรออกมาอย่างปลอดภัยเท่านั้น ส่วนภรรยาเอกที่ข้าใส่ใจที่สุดก็ยังคงเป็นเจ้า เจ้าก็ใจกว้างหน่อยเถิด”
ดวงตาคมทอดมองสตรีที่ยังคงมีท่าทางเย็นชากับเขาอยู่ นางรักเขามากถึงเพียงนี้ก็ต้องโกรธเขาเป็นธรรมดาทว่านางนั้นถูกท่านย่าเลี้ยงดูตามใจมาดั้งแต่เด็กจนนิสัยเย่อหยิ่งเอาแต่ใจ
ไม่เหมืนกับอาเยว่ที่หัวอ่อนและมีฐานะต่ำต้อย เขาต้องปกป้องอาเยว่เพราะน่าช่างน่าสงสารยิ่งนักหากเขาไม่ปกป้องนางแล้วในเมืองหลวงที่ใหญ่โตเช่นนี้นางจะอยู่ได้อย่างไร แม้เขาจะลำเอียงไปบ้างทว่าคนเดียวที่เขารักจริง ๆ ก็คือเยียนหรันจริง ๆ
ดวงตาคมยังคงจ้องมองใบหน้างดงามตรงหน้าที่มีสีหน้าเย็นชานั้น ในหัวใจก็พลันรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนึ่งกดทับจนเจ็บปวดร้าวไปหมด
เขายกมือใหญ่ขึ้นหมายจะสัมผัสใบหน้างดงามนั้นเพื่อปลอบโยนนางทว่าลู่เยียนกลับหันหนีแล้วลุกขึ้นยืนก่อนจะก้าวถอยหลังไปสองก้าวออกห่างจากเขาไปทันทีแล้วยกมือประสานคารวะเล็กน้อยอย่างห่างเหิน
“คุณชาย ชายหญิงอยู่ตามลำพังหากใครมาพบเข้าก็คงเป็นเรื่องไม่งาม ได้ปรดออกไปด้วยเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงเย็นชานั้นทำให้ซูอี้หานพลันรู้สึกหงุดหงิดในใจขึ้นมาทันที คิ้วเข้มของเขาขมวดแน่น ดวงตาคมนั้นพลันมืดมนลง
ร่างสูงใหญ่นั้นกลับไม่ได้ก้าวจากไปอย่างที่นางคาดไหว้ทว่าเขากลับก้าวฉับ ๆ เข้ามาหานางทันที ลู่เยียนหรันไม่ทันได้ตั้งตัว นางก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณของตนทว่าร่างบอบบางนั้นกลับถูกมือใหญ่ของเขาคว้าเอาไว้แล้วดึงเข้าอ้อมกอดทันที
ลู่เยียนหรันชะงักไปชั่วครู่ สองมือเรียวเล็กยกขึ้นดันอกกว้างของเขาเอาไว้ ใบหน้างดงามเงยขึ้นเล็กน้อยดวงตาคู่งามนั้นเริ่มแดงระเรื่อทว่ากลับยังคงเด็ดเดี่ยว
“ท่านจะทำอะไรปล่อยข้า!”
ลู่เยียนหรันพูดขึ้นพร้อมกับกำมือแน่นแล้วทุบลงบนอกแกร่งของเขาอย่างแรง
ซูอี้หานถอนหายใจอย่างจนใจ มือใหญ่อีกข้างยกขึ้นรวบข้อมือเล็ก ๆ ทั้งสองข้างของนางไว้แน่น ดวงตาคมจ้องมองนางอย่างอ่อนโยนและใส่ใจ
“อาหรัน… นางก็เป็นเพียงสตรีน่าสงสารคนหนึ่งเท่านั้น หัวใจของข้ามีเพียงเจ้า”
น้ำเสียงของเขาอ่อนลงทันที เขารู้ว่านางเสียใจและโกรธเขามากแต่เขาก็ได้แต่ขอให้นางเข้าใจเขาบ้าง บุรุษที่ใดก็มีภรรยาหลายคนเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่านางจะอยู่ในสถานะไหน หัวใจของเขาก็ยังคงรักเพียงเยียนหรันเท่านั้น
“อย่าโกรธอีกเลยนะ”
ดวงตาคมของเขาจดจ้องนางด้วยแววตาที่อ่อนลง มือใหญ่ที่กำลังโอบกอดนางอยู่ก็พลันรัดแน่นขึ้น กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของนางลอยแตะปลายจมูกของเขาพลันทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวไม่เป็นจังหวะจนเขาไม่อาจควบคุมมันได้เลย
ลู่เยียนหรันหันหน้าหนีดวงตาคมนั้น คิ้วเรียวงามของนางขมวดแน่น คำหวานเหล่านี้ในชาติที่แล้วเขาก็ใช้หลอกนางจนนางถึงกับเชื่อสนิทใจจนทำให้ตนเองต้องตายไปพร้อมกัลลูกที่ยังไม่เกิด ชาตินี้คำหวานเหล่านี้เขาเก็บเอาไว้หลอกเด็กเถิด
ซูอี้หานมองใบหน้างดงามที่เอาแต่หันหนีสายตาเขา เขาถอนหายใจแผ่วกำลังจะพูดอธิบายกับนางต่อทว่าเสียงร้อนรนเสียงหนึ่งก็พลันดังขึ้นเสียก่อน
“ท่านแม่ทัพ! ท่านแม่ทัพ! ได้โปรดช่วยคนหนูของบ่าวด้วยเจ้าค่ะ”
เสี่ยวซุนสาวใช้คนสนิทของไป๋อิงเยว่คุกเข่าแล้วก้มหน้าลงเล็กน้อยร้องให้สะอึกสะอื้นพลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือปนเสียงสะอื้นให้
ซูอี้หานเมื่อเห็นท่าทางร้อนรนของสาวใช้ของไป๋อิงเยว่เขาก็พลันคลายมือออกทันทีแล้วเอ่ยถามขึ้น
“นางเป็นอะไร!”
เสี่ยวซุนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ใบหน้านางเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาจนดูน่าสงสารยิ่งนัก
“คุณหนูปวดท้องเจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพช่วยคุณหนูด้วยนะเจ้าคะ”
น้ำเสียงอ้อนวอนปนเสียงสะอื้นให้จนคนฟังพลันรู้สึกใจหายทันที
ซูอี้หานขมวดติ้วแน่นดวงตาคมฉายแววสับสนเล็กน้อย ใบหน้าคมนั้นหันกลับมาจ้องสตรีตรงหน้าที่เขานั้นปล่อยนางออกจากอ้อมแขนไปตอนไหน เขาเองก็ไม่สามารถตอบได้
ลู่เยียนหรันก้าวถอยหลังออกห่างเขาไปสองก้าวทันที แล้วยกมือขึ้นประสานย่อกายอย่างนอบน้อม ใบหน้างดงามก้มลงเล็กน้อยหลบสายตาของเขา พร้อมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เชิญท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ”
ซูอี้หานพลันยกมือขึ้นอยากจะจับมือนางทว่ากลับชะงักอยู่กลางอากาศ ก่อนจะดึงมือกลับแล้วสะบัดแขนเสื้ออย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะก้าวเท้ายาว ๆ ออกไปจากห้องทันที
เมื่อเสียงฝีเท้าหนักแน่นนั้นไกลออกไปแล้วลู่เยียนหรันจึงเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาคู่สวยของนางทอดมองออกไปยังนอกประตูด้วยสายตาเย็นชา
….
