ตอนที่3
“คุณชายกลับมาแล้วขอรับ!”
สิ้นเสียงนั้นก็พลันมีเสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้องเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตูจวน
ร่างสูงโปร่งในชุดเกาะเหล็กของซูอี้หานกระโดดลงจากม้าอย่างคล่องแคล่ว เขาก้าวเข้ามาในจวนด้วยท่วงท่าสง่างามใบหน้าคมคาย
ทันทีที่ลู่เยียนหรันมองเห็นใบหน้าของซูอี้หาน ดวงตาคู่สวยก็พลันเบิกตากว้างเล็กน้อย ดวงตาสั่นไหว มือเรียวเล็กกำแน่นใต้แขนเสื้อ นางพยายามข่มความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาในใจ ทั้งความเจ็บปวด ความคับแค้น ความหวาดกลัว
เมื่อร่างสูงสง่างามนั้นก้าวผ่านนางไป ลู่เยียนหรันทำได้เพียงหลบสายตาลง มือเรียวเล็กกำแน่นจนสั่นอยู่ใต้แขนเสื้อ
บัดนี้รอบข้างนางเต็มไปด้วยเสียงถามไถ่พูดคุย หัวเราะ ยินดีทว่าในหัวใจนางกลับอยากออกไปให้ไกลจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
“เยียนหรัน”
น้ำเสียงของซูอี้หานดังขึ้นเบื้องหน้า
ลู่เยียนหรันชะงักเล็กน้อย แล้วเงยหน้าขึ้นด้วยใบหน้าที่เรียบสงบที่สุด ดวงตาคู่สวยของนางทอดมองใบหน้าของเขานิ่ง ๆ ทว่ามือเรียวใต้แขนเสื้อนั้นกลับสั่นเล็กน้อย
ซูอี้หานกระตุกยิ้ม ดวงตาคมของเขาเบิกกว้างเล็กน้อยพลันกวาดสายตามองลู่เยียนหรันในอาภรณ์ที่งดงามนั้น
ในใจรู้สึกหงุดหงิดยิ่งนักกับการแต่งตัวของนาง เขาจากไปไม่กี่ปีนางก็กลายเป็นพวกคุณหนูสูงศักดิ์ที่วัน ๆ เอาแต่แต่งหน้าสวย สวมใส่อาภรณ์เบาบางและรัดรูปจนไม่น่าดูเช่นนี้ได้
ริมฝีปากหยักได้รูปของเขากำลังจะอ้าปากพูดขึ้นทว่ากลับถูกเสียงหนึ่งหยุดลงเสียก่อน
“พี่อี้หาน”
น้ำเสียงอ่อนโยนนั้นทำให้ทุกสายตาพลันหันไปจับจ้องที่นางทันที
ร่างบอบบางในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าอ่อนหวานนั้นก้มลงเล็กน้อยอย่างอ่อนแอ ดวงตาคู่สวยของนางหลุบลงเล็กน้อยดูแล้วช่างเป็นสตรีที่บอบบางและอ่อนแอยิ่งนัก
ไป๋อิงเยว่ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าอ่อนช้อย นางก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังของซูอี้หาน
ซูอี้หานหันไปประคองนางอย่างทะนุถนอม ดวงตาคมจดจ้องใบหน้าอ่อนหวานนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย เขาขยับเข้าไปหานางแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“อาเยว่อย่าได้กลัวไป”
ซูอี้หานยิ้มบางอย่างอ่อนโยนแล้วหันกลับมายังบรรดาเหล่าญาติ ๆ และฮูหยินผู้เฒ่าที่กำลังจ้องมองมาที่สตรีผู้มาใหม่นั้นด้วยสายตาเดียวกัน
เขารีบเอ่ยขึ้นทันที
“ท่านย่า นางชื่อ ไป๋อิงเยว่ เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตข้าที่ชายแดน และตอนนี้นางก็กำลังตั้งครรภ์ลูกของข้าอยู่”
ซูอี้หานหยุดพูดแล้วหันไปทางลู่เยียนหรันที่ยืนนิ่งอยู่ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เยียนหรัน ข้ารู้ว่าทำผิดต่อเจ้า แต่เพราะช่วยชีวิตข้านางจึงยอมสละร่างกาย ข้าต้องรับผิดชอบต่ออาเยว่”
คำพูดของซูอี้หานทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าซูชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าฉายแววตึงเครียดทันที ก่อนจะหันไปทางลู่เยียนหรันผู้เป็นคู่หมั้นของซูอี้หานที่เฝ้ารอเขามานานถึงสามปี
ไป๋อิงเยว่ทรุดกายลงคุกเข่าทันที ใบหน้าอ่อนหวานนั้นเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาจนดูน่างสงสารยิ่งนัก นางก้มหน้าเล็กน้อยเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่น
“พี่สาวได้ปรดสงสารข้ากับลูกด้วย”
“อาเยว่!”
ซูอี้หานอุทานด้วยความตกใจ เขารีบย่อลงหวังจะประคองไป๋อิงเยว่ให้ลุกขึ้นทว่านางกลับไม่ยอมลุกขึ้นอย่างเด็ดขาด
“อาเยว่เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้!”
ไป๋อิงเยว่เงยใบหน้างดงามที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาขึ้นมองซูอี้หานด้วยแววตาน่าสงสารที่สุดแล้วเอ่ยขึ้นอย่างเนื้อน้อยต่ำใจ
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านแม่ทัพ… เพื่อจะได้อยู่กับท่านไม่ว่าจะเป็นเพียงทาสรับใช้ข้าก็ยอม…”
น้ำเสียงนางสั่นปนกับเสียงสะอื้นเล็กน้อยจนคนฟังนั้นพลันรู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก
ซูอี้หานมองสตรีที่อ่อนแอน่าทะนุถนอมตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสารทว่าสายตาคมของเขากลับหันไปมองลู่เยียนหรันที่ยังคงยืนนิ่ง ใบหน้าเย็นชาและดูหยิ่งผยองยิ่งนัก
เมื่อเห็นท่าทางของลู่เยียนหรันที่เอาแต่ยืนนิ่งไม่สนใจพวกเขาเลย ซูอี้หานก็พลันรู้สึกโมโหขึ้นมาทันที ดวงตาคมกริบจ้องไปยังลู่เยียนหรันแล้วพูดขึ้น
“เยียนหรัน อาเยว่ขอร้องเจ้าถึงเพียงนี้เหตุใดเจ้าถึงได้กลายเป็นคนใจดำเช่นนี้ได้!”
ลู่เยียนหรันยืนนิ่งงัน คิ้วเรียวงามนั้นขมวดเล็กน้อย มือเรียวเล็กกำแน่นใต้แขนเสื้อ
นางรู้ว่าทั้งสองคนนี้นั้นมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมาก่อนจะกลับเมืองหลวงแล้ว แต่ในชาติที่แล้วกว่าไป๋อิงเยว่จะยอมรับว่าตั้งครรภ์กับซูอี้หานนั้นก็เป็นหลังจากนี้อีกสามเดือนในวันแต่งงานของนางกับซูอี้หาน
เป็นเช่นนี้ก็ดีในชาตินี้นางไม่มีทางยอมแต่งกับซูอี้หานเป็นแน่ งั้นก็ใช้เหตุผลนี้เพื่อถอนหมั้นกับเขา
….
