บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 การเผชิญหน้ากับฮ่องเต้ทรราช

กลิ่นอายของฤดูหนาวในวังหลวงช่างบาดลึกถึงกระดูก โดยเฉพาะที่ ตำหนักมู่ตาน อันอ้างว้างแห่งนี้ แสงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดส่องลงมามิได้ช่วยให้ความหนาวเหน็บทุเลาลง แต่กลับช่วยเปิดเผยความทรุดโทรมของสถานที่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ฝุ่นหนาเตอะบนขื่อคา เศษใบไม้แห้งที่ทับถมอยู่ในอุทยานเล็กๆ และเครื่องเรือนที่ผุพังจนแทบใช้งานไม่ได้ ทั้งหมดนี้คือ "ของขวัญ" ต้อนรับจากฉินกุ้ยเฟยที่ต้องการฝัง หลินชิงเยียน ไว้ในหลุมศพที่ยังมีลมหายใจ

"คุณหนูเจ้าคะ... ข้าวต้มมื้อเช้านี้ช่างเจือจางนัก มีแต่เศษข้าวไม่กี่เม็ดลอยอยู่ในน้ำแกงใสๆ" ชุ่ยเอ๋อร์ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขณะยกถาดอาหารเข้ามา "คนจากโรงครัวหลวงช่างสามหาวนัก พวกเขาบอกว่าเสบียงสำหรับตำแหน่ง 'ฉางไจ้' มีเท่านี้ แต่บ่าวเห็นกับตาว่าพวกเขายกเป็ดปักกิ่งและรังนกไปส่งที่ตำหนักของสนมโจว!"

ชิงเยียนนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองที่มัวหมอง นางใช้ปลายนิ้วแตะชาดสีแดงอ่อนแต้มลงบนริมฝีปากเบาๆ ใบหน้าที่ซีดเซียวจากการพักผ่อนน้อยกลับดูงดงามราวกับดอกไม้ที่เบ่งบานท่ามกลางหิมะ

"ชุ่ยเอ๋อร์ อย่าไปถือสาคนพวกนั้นเลย พวกเขาคือหญ้าบนหลังคา ลมพัดไปทางไหนก็เอนไปทางนั้น" ชิงเยียนเอ่ยเสียงเรียบ "ในยามที่เราตกต่ำที่สุด เราจะได้เห็นธาตุแท้ของคนได้ชัดเจนที่สุด เจ้าจงเอาปิ่นปักผมเงินของข้าไปมอบให้ขันทีที่ดูแลโรงครัว บอกเขาว่าข้าธาตุไฟแรง อยากทานเพียงอาหารมังสวิรัติเบาๆ และขอให้นำน้ำมันตะเกียงมาให้ข้าเพิ่มก็พอ"

"แต่คุณหนู นั่นเป็นของหมั้นหมายจาก..."

"ของนอกกายไม่มีค่าเท่ากับ 'โอกาส' หรอกชุ่ยเอ๋อร์" ชิงเยียนตัดบท ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยความมุ่งมั่น "จงทำตามที่ข้าสั่ง วันนี้ข้ามีงานใหญ่ต้องทำ"

ตลอดทั้งวัน ชิงเยียนมิได้เอาแต่นั่งโศกเศร้า นางสั่งให้ชุ่ยเอ๋อร์ช่วยกันทำความสะอาดศาลาร้างกลางอุทยานของตำหนักมู่ตาน นางไม่ได้ขัดสีฉวีวรรณให้มันดูใหม่เอี่ยม แต่กลับปล่อยให้เถาวัลย์บางส่วนพันรอบเสาไม้เพื่อให้ดูขรึมขลังและลึกลับ นางจัดวางกระถางดอกมะลิที่เพิ่งหามาได้ไว้ในมุมที่ลมจะพัดกลิ่นหอมกระจายออกไปนอกกำแพงวัง

เมื่อตะวันลับขอบฟ้า และความมืดมิดเข้าปกคลุมทั่วทุกสารทิศ ชิงเยียนสวมอาภรณ์สีขาวนวลปักลายกิ่งเหมยที่ดูเรียบง่ายทว่าขับเน้นรูปร่างที่โปร่งบางราวกับกิ่งหลิว นางหยิบพิณกู่เจิ้งคู่ใจออกมาวางไว้กลางศาลา แสงตะเกียงน้ำมันส่องสว่างนวลตาในวงแคบๆ สร้างภาพลักษณ์ราวกับนางเซียนที่หลุดออกมาจากภาพวาด

นางเริ่มบรรเลงเพลงพิณอีกครั้ง แต่คราวนี้จังหวะของมันต่างจากคืนแรก บทเพลง "อาลัยหงส์" ถูกดีดออกมาด้วยท่วงทำนองที่รวดเร็วและทรงพลังในช่วงแรก ก่อนจะค่อยๆ แผ่วลงคล้ายเสียงกระซิบของคนที่กำลังจะสิ้นลม เป็นบทเพลงที่พรรณนาถึงความอยุติธรรมและการต่อสู้ของจิตวิญญาณ

ทางด้านอุทยานหลวงที่อยู่ถัดไปไม่ไกล เซียวจื่อเซียน หรือฮ่องเต้ผู้มีฉายาทรราชหน้าตาย กำลังดำเนินประพาสท่ามกลางความหนาวเหน็บ พระองค์ทรงสวมชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทขลิบทอง แววตาคมปลาบดุจเหยี่ยวมองออกไปในความมืดด้วยความว่างเปล่า ปัญหาการเมืองในราชสำนักและความมักใหญ่ใฝ่สูงของตระกูลฉินทำให้พระองค์ทรงระเหี่ยใจจนไม่อยากประทับอยู่ในตำหนักใหญ่

จู่ๆ เสียงพิณที่ทรงจำได้จากเมื่อคืนก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันรุนแรงและกระแทกใจมากกว่าเดิม

"เพลงนี้... ใครเป็นผู้เล่น?" ฮ่องเต้ตรัสถามเสียงเย็น

"ทูลฝ่าบาท เป็นทิศทางจากตำหนักมู่ตานเช่นเดิมพะยะค่ะ" องครักษ์เงาทูลตอบ

เซียวจื่อเซียนนิ่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง ท่วงทำนองที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นนั้นทำให้พระองค์ตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด "ไม่ต้องตามข้ามา ข้าจะไปดูด้วยตาตัวเอง"

พระองค์ทรงดำเนินไปตามทางเดินแคบๆ ที่เต็มไปด้วยวัชพืช จนกระทั่งถึงรั้วกำแพงที่ชำรุดของตำหนักมู่ตาน กลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิผสมกับกลิ่นแป้งหอมอ่อนๆ ลอยมาปะทะนาสิก พระองค์ทรงหยุดยืนอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่ มองผ่านช่องว่างไปยังศาลาร้างกลางอุทยาน

ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้หัวใจที่เย็นชามานานของจักรพรรดิถึงกับกระตุก สตรีในชุดขาวนั่งอยู่ท่ามกลางแสงโคมนวลตา ปลายนิ้วเรียวงามกรีดกรายลงบนสายพิณอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าของนางงดงามจนลืมหายใจ ดวงตาที่ดูเศร้าสร้อยแต่ทระนงนั้นจ้องมองไปยังดวงจันทร์ราวกับจะท้าทายโชคชะตา

ชิงเยียนรู้ดีว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องนางอยู่ นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอำนาจที่แผ่ออกมา แม้จะดูเหี้ยมเกรี้ยมทว่ากลับเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว นางตัดสินใจเดินหมากขั้นสุดท้ายโดยการแสร้งทำเป็นดีดสายพิณจนขาดบาดนิ้วตัวเอง

"อ๊ะ!"

เสียงพิณหยุดกะทันหัน ชิงเยียนชักมือกลับมา ก้มลงมองปลายนิ้วที่มีหยดเลือดสีแดงสดซึมออกมา นางไม่ได้ร้องไห้ แต่กลับยิ้มออกมาบางๆ อย่างขมขื่น

"แม้แต่สายพิณ... ก็ยังทนความอัดอั้นของข้าไม่ได้งั้นหรือ?" นางพึมพำเสียงแผ่วแต่ดังพอที่คนหลังพุ่มไม้จะได้ยิน

เซียวจื่อเซียนก้าวออกมาจากเงามืดทันที ความสุขุมที่มีมลายหายไปชั่วขณะเมื่อเห็นหยดเลือดบนนิ้วนาง "บาดเจ็บแล้วยังจะฝืนเล่นไปเพื่ออะไร?"

ชิงเยียนแสร้งทำเป็นตกใจ นางรีบลุกขึ้นลนลานย่อกายลงถวายพระพรจนร่างแทบจะทรุดลงกับพื้น "หม่อมฉัน... ฉางไจ้หลินชิงเยียน ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ! หม่อมฉันมิทราบว่าพระองค์จะเสด็จมาในสถานที่รกร้างเช่นนี้... ขอพระองค์ทรงประทานอภัยที่หม่อมฉันทำกิริยาไม่เหมาะสมเพคะ!"

ฮ่องเต้ดำเนินเข้าไปใกล้ นางถอยหลังด้วยความหวาดกลัวตามสัญชาตญาณ (ที่แสร้งทำ) แต่พระองค์กลับเอื้อมพระหัตถ์ที่แข็งแรงมาคว้าข้อมือของนางไว้ พระเนตรคมกริบจ้องมองบาดแผลเล็กๆ บนนิ้วมือนาง

"ใครให้เจ้ามาพำนักที่นี่?" พระองค์ตรัสถามเสียงต่ำที่แฝงไปด้วยโทสะ

"ทูลฝ่าบาท... กรมวังจัดสรรให้ตามความเหมาะสมของยศเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงฉางไจ้ตัวเล็กๆ ได้มีที่ซุกหัวนอนในวังหลวงก็นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นแล้วเพคะ"

คำตอบของนางฟังดูถ่อมตนทว่าเจ็บแสบ เซียวจื่อเซียนมองไปรอบๆ ตำหนักที่มืดมิดและไร้ผู้คน ความรู้สึกผิดบางอย่างเกิดขึ้นในใจ พระองค์รู้ดีว่านี่คือฝีมือของฉินกุ้ยเฟย สตรีที่พระองค์ต้องไว้หน้าเพราะฐานะทางทหารของบิดานาง

"ในวังหลวงแห่งนี้... ความงดงามคือบาป และความอ่อนแอคือคำสั่งประหาร เจ้าเข้าใจหรือไม่?" ฮ่องเต้ปล่อยข้อมือนางแล้วไขว้หลัง "เจ้าเล่นเพลงเมื่อครู่... เจ้ากำลังตัดพ้อข้างั้นหรือ?"

ชิงเยียนเงยหน้าขึ้นสบพระเนตร ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยความกล้าหาญที่ไม่มีสนมคนใดกล้าทำ "หม่อมฉันมิกล้าตัดพ้อโอรสสวรรค์เพคะ หม่อมฉันเพียงแต่เสียดาย... เสียดายที่แผ่นดินชิงมีจักรพรรดิที่เก่งกาจและเปี่ยมไปด้วยปรีชาสามารถ แต่พระองค์กลับยอมให้กำแพงวังหลวงบดบังความจริงไปเสียหมด พระองค์ทรงเห็นเพียงหงส์ที่ปั้นแต่งด้วยทองคำในตำหนักหน้า แต่กลับมองไม่เห็นดอกไม้ป่าที่กำลังถูกเหยียบย่ำในมุมมืดเพคะ"

บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัด องครักษ์เงาที่แอบอยู่ถึงกับหลั่งเหงื่อเย็น นี่คือนางสนมคนแรกในประวัติศาสตร์ที่กล้าตราหน้าฮ่องเต้ว่า 'หูตาเบา'

เซียวจื่อเซียนจ้องมองชิงเยียนเนิ่นนาน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างที่ไม่มีใครเคยได้ยินมานานนับปี เป็นเสียงหัวเราะที่เย็นชาทว่าแฝงความพึงใจ

"ดี! หลินชิงเยียน! เจ้านี่มันปีศาจน้อยชัดๆ" ฮ่องเต้โน้มตัวลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน กลิ่นหอมของดอกมะลิจากกายนางทำให้พระองค์รู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด "เจ้าบอกว่าข้าถูกบดบังความจริงงั้นหรือ? เช่นนั้นข้าจะรอดู... ว่าดอกไม้ป่าอย่างเจ้าจะเบ่งบานไปได้นานแค่ไหนท่ามกลางพายุในวังหลวง"

พระองค์หยิบผ้าเช็ดหน้าสีดำปักลายมังกรโยนลงบนโต๊ะพิณ "เช็ดเลือดของเจ้าเสีย อย่าให้คาวเลือดของเจ้ามาทำลายกลิ่นดอกมะลิในตำหนักนี้"

ก่อนจะเดินจากไป ฮ่องเต้หันมาสั่งเสียงเด็ดขาด "กงกงหลี่! พรุ่งนี้จงสั่งคนนำถ่านอบอุ่นและเสบียงชั้นเลิศมาส่งที่ตำหนักมู่ตาน หากข้าเห็นว่านางต้องทานข้าวต้มใสๆ อีก... หัวของพวกเจ้าทุกคนจะหลุดจากบ่า!"

ชิงเยียนก้มลงกราบส่งเสด็จ มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มผู้ชนะ แผ่นหลังของฮ่องเต้ที่เดินจากไปดูไม่เย็นชาเท่าเดิมอีกต่อไป

"ท่านเริ่มติดกับแล้ว... เซียวจื่อเซียน" นางพึมพำกับตัวเอง

ในขณะที่ชิงเยียนเริ่มจุดประกายไฟในหัวใจของจักรพรรดิ... ณ จวนโหว หลินเยี่ยฉือ กำลังกรีดร้องด้วยความคับแค้นใจ เมื่อพบว่าชุดผ้าไหมที่นางเตรียมมาถูกแม่สามีสั่งให้เอาไปเผาทิ้ง โดยอ้างว่า 'สีสันฉูดฉาดเกินไป ไม่เหมาะกับฮูหยินผู้เพียบพร้อม'

สงครามในวังหลวงเริ่มต้นขึ้นด้วย 'เสน่ห์' แต่สงครามในจวนโหวเริ่มต้นด้วย 'น้ำตา' และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกงเกวียนกำเกวียนที่กำลังจะหมุนกลับมาทับผู้ที่ก่อมันขึ้น!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel