ตอนที่ 6 หมากรุกกระดานแรก
ควันจางๆ จากถ่านไม้กฤษณาที่เพิ่งได้รับพระราชทานมาใหม่ช่วยให้ความหนาวเหน็บภายในตำหนักมู่ตานทุเลาลง บรรยากาศที่เคยดูซอมซ่อบัดนี้กลับดูอบอุ่นและมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างประหลาด เสบียงอาหารชั้นเลิศ ผ้าห่มแพรเนื้อหนา และตะเกียงน้ำมันที่ให้แสงสว่างโชติช่วงถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบตามคำสั่งด่วนของฮ่องเต้เมื่อคืนที่ผ่านมา
หลินชิงเยียน นั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้ที่บัดนี้มีกระดานหมากรุกไม้ชิงชันวางเด่นอยู่ตรงกลาง นางไม่ได้จับเครื่องดนตรี แต่กลับหยิบเม็ดหมากสีขาวขึ้นมาพิจารณาอย่างตั้งใจ
"คุณหนูเจ้าคะ... เอ้ย แม่นางหลิน" ชุ่ยเอ๋อร์ กระซิบด้วยความตื่นเต้นขณะจัดเตรียมน้ำชาพู่เอ๋อร์ "วันนี้คนจากกรมวังมาที่นี่กันมืดฟ้ามัวดิน พวกเขาแทบจะคลานเข่าเข้ามาหาเราเลยเจ้าค่ะ บ่าวเห็นสีหน้าของกงกงที่เคยดูถูกเรา บัดนี้ซีดเผือดราวกับกระดาษ"
"นั่นคือรสชาติของอำนาจที่ยืมมา ชุ่ยเอ๋อร์" ชิงเยียนวางหมากขาวลงบนกระดานด้วยเสียงดัง แป๊ก "ฝ่าบาททรงมอบสิ่งเหล่านี้ให้ ไม่ใช่เพราะทรงรักใคร่ข้า แต่เพราะทรงต้องการ 'ลองเชิง' ข้าต่างหาก"
ยังไม่ทันที่น้ำชาจะหายร้อน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าปักลายมังกรก็ดังขึ้นที่หน้าตำหนักอีกครั้ง โดยไม่มีเสียงประกาศจากขันทีหน้าห้อง เป็นสัญญาณว่าพระองค์ต้องการเสด็จเป็นการส่วนตัว
เซียวจื่อเซียน ก้าวเข้ามาในห้อง พระองค์ทรงสวมฉลองพระองค์สีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆมงคล แววตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ ห้องที่ดูสะอาดตาขึ้นมาก ก่อนจะหยุดลงที่สตรีที่นั่งนิ่งอยู่หลังกระดานหมาก
"เจ้าดูไม่แปลกใจเลยที่ข้ามา" ฮ่องเต้ตรัสเสียงเรียบ พลางทรุดองค์ลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับนาง
ชิงเยียนย่อกายถวายพระพรอย่างอ่อนช้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบพระเนตร "ทูลฝ่าบาท ในเมื่อหม่อมฉันทิ้ง 'เงื่อนงำ' ไว้กลางสายลมเมื่อคืน หากพระองค์ไม่เสด็จมา หม่อมฉันคงต้องผิดหวังในปรีชาญาณของจักรพรรดิแห่งแคว้นชิงเป็นแน่เพคะ"
"เจ้าช่างสามหาวนัก!" ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว แต่แววตาไม่ได้มีความโกรธเคือง "เจ้าเรียกสิ่งที่ทำเมื่อคืนว่าเงื่อนงำงั้นหรือ? การดีดพิณจนสายขาด และการใช้คำพูดกระทบกระเทียบข้า... เจ้าไม่กลัวหัวหลุดจากบ่าหรือไง?"
"หากฝ่าบาททรงต้องการศีรษะของหม่อมฉัน หม่อมฉันคงไม่มีโอกาสได้นั่งจิบชาอยู่ตรงนี้เพคะ" ชิงเยียนเลื่อนตลับหมากสีดำไปทางพระองค์ "ในเมื่อพระองค์ทรงมาเพื่อค้นหาความจริง... เช่นนั้น ให้หมากกระดานนี้เป็นผู้ตอบคำถามดีหรือไม่เพคะ?"
เซียวจื่อเซียนมองกระดานหมากแล้วยกยิ้มที่มุมปาก "เจ้ากล้าท้าทายข้าเดินหมาก? เจ้ารู้หรือไม่ว่าในแผ่นดินนี้ไม่มีใครชนะข้าได้ แม้แต่ราชครูหลิน พ่อของเจ้าเอง"
"นั่นเพราะท่านพ่อทรงเดินหมากด้วยความ 'ยำเกรง' เพคะ แต่หม่อมฉันจะเดินหมากด้วยความ 'จริงใจ' ฝ่าบาททรงเดินก่อนเถิดเพคะ"
การประลองปัญญาเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทว่ารุนแรงในเชิงกลยุทธ์ ฮ่องเต้ทรงเดินหมากด้วยกระบวนท่าที่ดุดัน เน้นการโจมตีและเข้าควบคุมพื้นที่กลางกระดานอย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือนบุคลิกของพระองค์ที่ปกครองด้วยความเด็ดขาดและเฉียบพลัน
ส่วนชิงเยียน นางกลับเดินหมากด้วยวิธีที่แปลกประหลาด นางไม่ได้ตั้งรับอย่างเหนียวแน่น แต่กลับปล่อยให้ฮ่องเต้รุกเข้ามาในแดนของนางอย่างง่ายดาย จนดูเหมือนนางกำลังจะพ่ายแพ้
"เจ้าเดินหมากแบบนี้ เจ้ากำลังจะตายในอีกไม่กี่ตา" ฮ่องเต้ตรัสพลางวางหมากดำกดดัน "เหมือนชีวิตของเจ้าในวังหลัง... หากเจ้ายังทำตัวโอนอ่อนตามลมเช่นนี้ ฉินกุ้ยเฟยจะกลืนกินเจ้าไม่เหลือซาก"
ชิงเยียนไม่ตอบ นางเพียงแต่ยิ้มแล้ววางหมากขาวลงในจุดที่ดูเหมือนไม่มีความหมาย "ทูลฝ่าบาท การยอมให้ศัตรูรุกเข้ามาจนถึงใจกลาง มิใช่เพราะขลาดเขลา... แต่เพราะต้องการให้ศัตรู 'เผยช่องโหว่' ที่เกิดจากความชะล่าใจเพคะ"
ทันใดนั้นเอง ฮ่องเต้ทรงชะงักเมื่อทอดพระเนตรดูภาพรวมของกระดาน หมากขาวที่ชิงเยียนวางทิ้งไว้ตามจุดต่างๆ ที่ดูเหมือนไร้ค่า บัดนี้กลับเชื่อมโยงกันเป็นข่ายใยที่โอบล้อมหมากดำของพระองค์ไว้ทั้งหมด เพียงเดินอีกตาเดียว หมากของมังกรจะถูกตัดเส้นทางเดินทัพทั้งหมด
พระองค์ทรงนิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเงยพระพักตร์มองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
"เจ้า... เจ้าซ่อนกลยุทธ์นี้ไว้ตั้งแต่เริ่ม" เซียวจื่อเซียนตรัสด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย "เจ้าไม่ได้พยายามจะชนะข้า แต่เจ้ากำลังแสดงให้ข้าเห็นว่า... สิ่งที่เห็นว่ามั่นคงที่สุด อาจจะพังทลายลงได้จากจุดเล็กๆ ที่เรามองข้าม"
"เพคะ" ชิงเยียนลดสายตาลง "เหมือนกับราชสำนักของพระองค์ในตอนนี้ ขุนนางที่ดูจงรักภักดีที่สุดอาจเป็นคนที่กำลังขุดรากถอนโคนบัลลังก์ และสนมที่ดูอ่อนโยนที่สุดอาจเป็นคนที่วางยาพิษในถ้วยชาของพระองค์"
คำพูดที่ตรงไปตรงมาของนางเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงปมในใจของฮ่องเต้ พระองค์ทรงคว้าข้อมือของชิงเยียนไว้ แรงบีบนั้นแรงจนนางรู้สึกเจ็บ แต่ดวงตาของนางยังคงจ้องมองพระองค์อย่างไม่เกรงกลัว
"เจ้าไปรู้อะไรมา? ใครส่งเจ้ามาพูดเช่นนี้?"
"ไม่มีใครส่งหม่อมฉันมาเพคะ ชาติก่อน... เอ้อ หม่อมฉันหมายถึง ประสบการณ์ที่หม่อมฉันพบเจอมา สอนให้รู้ว่าความตายมักมาในรูปแบบของรอยยิ้ม" ชิงเยียนเอ่ยเสียงนิ่ง "ฝ่าบาททรงอ้างว้างเพราะทรงไม่กล้าไว้ใจใคร แต่หากพระองค์ทรงต้องการหมากสักตัวที่พร้อมจะพลีชีพเพื่อรักษาขุนบนกระดาน... หม่อมฉันขอเสนอตัวเป็นหมากตัวนั้นเพคะ"
เซียวจื่อเซียนค่อยๆ ปล่อยมือ แววตาที่เคยแข็งกร้าวราวกับน้ำแข็งเริ่มสั่นคลอน "เจ้าต้องการอะไรเป็นสิ่งตอบแทน? อำนาจ? ยศถาบรรดาศักดิ์? หรือหัวใจของข้า?"
ชิงเยียนคลี่ยิ้มขื่น "หม่อมฉันต้องการเพียง 'ชีวิต' เพคะ ชีวิตที่หม่อมฉันสามารถกุมชะตาของตนเองได้ โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับความเมตตาที่จอมปลอมของผู้อื่น และเพื่อสิ่งนั้น... หม่อมฉันจะถวายทั้งชีวิตและสติปัญญาให้เป็นอาวุธในพระหัตถ์ของพระองค์"
คืนนั้น ฮ่องเต้ไม่ได้ทรงร่วมเรียงเคียงหมอนกับนางในฐานะนางสนม แต่พระองค์กลับประทับอยู่ที่ตำหนักมู่ตานจนเกือบถึงรุ่งสาง ทั้งสองพูดคุยกันถึงสถานการณ์บ้านเมืองและการคานอำนาจในวังหลวงอย่างลึกซึ้ง
นี่คือครั้งแรกที่เซียวจื่อเซียนทรงรู้สึกว่าพระองค์ไม่ได้อยู่เพียงลำพังบนบัลลังก์ที่หนาวเหน็บ
ตัดภาพมาที่จวนโหว (หลินเยี่ยฉือ)
ในเวลาเดียวกัน ความสงบสุขในจวนโหวที่เยี่ยฉือใฝ่ฝันถึงกลับกลายเป็นฝันร้ายที่เริ่มจะชัดเจนขึ้น เยี่ยฉือนั่งอยู่กลางลานจวนที่มืดมิด มือของนางแดงก่ำจากการคุกเข่าล้างถาดน้ำชาที่แม่สามีแกล้งสั่งให้ทำซ้ำไปซ้ำมา
"ท่านโหว... ท่านโหวกลับมาหรือยัง?" นางถามสาวใช้อย่างอ่อนแรง
"ทูลฮูหยิน... ท่านโหวเพิ่งเสด็จกลับมาเจ้าค่ะ แต่... แต่ท่านตรงไปที่เรือนอนุหวังทันที เห็นว่าอนุหวังทรงฝันร้ายและมีอาการปวดท้อง ท่านโหวจึงสั่งว่าคืนนี้ห้ามใครรบกวนเจ้าค่ะ"
เยี่ยฉือกรีดร้องในใจด้วยความโศกเศร้า นางจำได้ว่าชาติที่แล้วชิงเยียนเคยเล่าว่าเซี่ยจวินเป็นคนรักครอบครัวและให้เกียรติภรรยาเอกเป็นที่สุด แต่นางไม่เคยรู้เลยว่า 'เกียรติ' นั้น ชิงเยียนต้องแลกมาด้วยการยอมก้มหัวให้แม่สามีจนแทบไม่มีศักดิ์ศรี และการจัดการกับอนุภรรยาด้วยความใจเย็น
"ทำไม... ทำไมมันไม่เป็นอย่างที่ข้าคิด!" เยี่ยฉือขว้างถ้วยชาลงบนพื้นจนแตกกระจาย "ข้ายอมทิ้งตำแหน่งพระสนมเพื่อมาที่นี่ เพื่อความสบาย... แต่ข้ากลับต้องมาตกระกำลำบากยิ่งกว่าตอนอยู่ที่จวนราชครูเสียอีก!"
นางยังไม่รู้เลยว่า ความเจ็บปวดที่นางได้รับในตอนนี้ เป็นเพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่นางเคยทำไว้กับชิงเยียน และหมากกระดานแรกที่ชิงเยียนเริ่มเดินในวังหลวงนั้น... กำลังจะส่งผลกระทบวงกว้างมาถึงตัวนางในไม่ช้า
ยามรุ่งสาง ณ วังหลวง
ราชโองการฉบับหนึ่งถูกประกาศออกมาท่ามกลางความตกตะลึงของวังหลัง
"ฉางไจ้หลินชิงเยียน มีความดีความชอบในการปรนนิบัติและมีสติปัญญาเป็นที่พึงพระทัย สถาปนาขึ้นเป็น 'หลินเหริน' พร้อมประทานตำหนักฉีเสียงให้เป็นที่พำนัก!"
การเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วทั้งที่เพิ่งเข้าวังได้ไม่กี่วัน และการประทานตำหนักใหม่ที่อยู่ใกล้ตำหนักทรงงานของฮ่องเต้ ทำให้ชื่อของหลินชิงเยียนกลายเป็นเป้าหมายที่ทุกคนในวังหลังต้องจับตามอง
ในตำหนักจิ่งเหริน ฉินกุ้ยเฟยถึงกับเขวี้ยงแจกันล้ำค่าลงบนพื้น แววตาของนางเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
"หลินชิงเยียน... ข้าประมาทเจ้าเกินไปจริงๆ เจ้าไม่ได้เป็นแค่ดอกไม้ป่า แต่มันคือวัชพืชที่ต้องถอนรากถอนโคน!"
หมากกระดานแรกจบลงด้วยชัยชนะของชิงเยียน แต่นี่เป็นเพียงบทเริ่มต้นของสงครามที่แท้จริง!
