บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 คืนแรกในวังหลัง

แสงจันทร์นวลตาฉาบไล้ลงบนหลังคากระเบื้องสีหม่นของ ตำหนักมู่ตาน สถานที่ที่ถูกขนานนามว่าเป็น "ตำหนักลืมเลือน" ตั้งอยู่สุดเขตพระราชฐานทิศตะวันตก ความเงียบสงัดของที่นี่แตกต่างจากความคึกคักในตำหนักอื่นราวกับคนละโลก ลมฤดูหนาวพัดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้ส่งเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงคร่ำครวญของเหล่าสตรีที่เคยถูกฝังทั้งเป็นอยู่ในกรงทองแห่งนี้

หลินชิงเยียน นั่งอยู่บนเตียงไม้แคบๆ ที่มีฟูกปูเพียงชั้นเดียว นางมองดูเงาของตัวเองที่สะท้อนบนผนังด้วยแสงเทียนริบหรี่ ในมือถือผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กที่ปักลายดอกเหลียน (บัวหลวง) ซึ่งนางปักเองในวันที่ตัดสินใจจะกลับมาแก้ไขโชคชะตา

"คุณหนูเจ้าคะ... บ่าวเช็ดฝุ่นพอให้เอนหลังได้แล้วเจ้าค่ะ แต่ที่นอนนี้ช่างหยาบกระด้างนัก ผ้าห่มก็บางเหลือเกิน หากเป็นที่จวน ท่านพ่อคงไม่ยอมให้คุณหนูต้องลำบากเช่นนี้" ชุ่ยเอ๋อร์ เอ่ยเสียงสั่นขณะจัดวางตะเกียงน้ำมันตัวเก่า

ชิงเยียนคลี่ยิ้มบางเบา นางยื่นมือไปกุมมือที่เย็นเฉียบของสาวใช้คนสนิท "ชุ่ยเอ๋อร์ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเรามาที่นี่เพื่ออะไร? ความลำบากกายเป็นเรื่องชั่วคราว แต่ความตายในชาติก่อนนั้นเป็นเรื่องนิรันดร์ หากข้าทนความเย็นของผ้าห่มผืนนี้ไม่ได้ ข้าจะทนต่อความอำมหิตของคนในวังได้อย่างไร"

นางลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่บานหน้าต่าง มองออกไปเห็นยอดกำแพงวังที่สูงตระหง่าน บดบังอิสรภาพของนางไปโดยสิ้นเชิง

ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักจิ่งเหริน สถานที่ประทับของ ฉินกุ้ยเฟย ผู้ทรงอำนาจ บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานราคาแพงและแสงโคมโชติช่วง ฉินกุ้ยเฟยนั่งอยู่บนตั่งทองคำ สวมชุดแพรไหมสีแดงเพลิงที่ปักลายหงส์ทองคำสลับทับทิม นางกำลังให้พนักงานนวดคลึงที่ฝ่าเท้าอย่างสบายอารมณ์

"นางเด็กตระกูลหลินนั่น... ตอนนี้อยู่ที่ไหน?" กุ้ยเฟยเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเยือกเย็น

"ทูลพระสนม กงกงหลี่จัดให้นางไปอยู่ที่ตำหนักมู่ตานท้ายวังตามคำสั่งของพระนางแล้วเพคะ" นางกำนัลคนสนิทรายงานพร้อมรอยยิ้มประจบ "ที่นั่นไร้ผู้คน ไร้แสงไฟ ฮ่องเต้มิเคยเสด็จผ่านแม้แต่เงา อีกไม่กี่เดือนนางคงจะกลายเป็นคนบ้าที่ถูกลืมไปเองเพคะ"

ฉินกุ้ยเฟยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ "ดี... นางมีความงามที่อันตรายเกินไป ดวงตาของนางนิ่งสงบจนข้าหงุดหงิด คนอย่างหลินชิงเยียนไม่ควรได้รับโอกาสให้เห็นหน้าฮ่องเต้แม้แต่ครั้งเดียว เจ้าจงสั่งคนให้คอยตัดเบี้ยหวัดและเสบียงของตำหนักมู่ตานเสีย ทำให้พวกนางรู้ว่า... ในวังนี้ ใครคือเจ้าชีวิตที่แท้จริง"

"รับด้วยเกล้าเพคะ"

กลับมาที่ตำหนักมู่ตาน ชิงเยียนรู้ดีว่าคืนแรกนี้คือบททดสอบแรก นางไม่ได้ล้มตัวลงนอนทันที แต่นางกลับหยิบ ตลับยา ขนาดเล็กที่ซ่อนไว้ในสาบเสื้อออกมา ภายในคือผงสมุนไพรพิเศษที่นางเตรียมมาเพื่อบำรุงผิวพรรณและสร้างกลิ่นกายที่เฉพาะตัว กลิ่นของมันหอมละมุนดุจดอกพุดซ้อนยามค่ำคืน เป็นกลิ่นที่ดูบริสุทธิ์แต่เย้ายวนลึกๆ

"ชุ่ยเอ๋อร์ ช่วยข้าต้มน้ำร้อนสักนิด ข้าจะอาบน้ำ"

"คุณหนู... อากาศหนาวเช่นนี้ น้ำร้อนในครัวหลวงคงถูกตัดไปแล้วเจ้าค่ะ บ่าวเห็นขันทีเฝ้าประตูเดินไปนอนหลับตั้งแต่หัวค่ำแล้ว"

ชิงเยียนพยักหน้าอย่างไม่แปลกใจ "ไม่เป็นไร น้ำเย็นก็ได้ ข้าต้องล้างคราบฝุ่นจากการเดินทางออกไปเสียให้หมด วังหลังคือเวทีการแสดง และข้าต้องพร้อมที่จะปรากฏตัวในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดเสมอ แม้จะมีเพียงนกฮูกเป็นคนดูในตอนนี้ก็ตาม"

นางผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วใช้น้ำเย็นจัดลูบไล้ไปตามผิวกาย ความเย็นสะท้านทำให้ร่างบางสั่นสะท้าน แต่นางกลับกัดฟันสู้ ความเจ็บปวดนี้เทียบไม่ได้เลยกับพิษที่กัดกินลำไส้ในวันนั้น นางนึกถึงใบหน้าของหลินเยี่ยฉือ พี่สาวที่บัดนี้คงกำลังเสวยสุข (หรืออาจจะระทม) อยู่ในจวนโหว

พี่สาว... ท่านส่งข้ามาในที่ที่มืดมิดที่สุด เพราะท่านคิดว่าแสงสว่างจะส่องมาไม่ถึงข้า

แต่ท่านลืมไปว่า... ยิ่งมืดเท่าไหร่ แสงเทียนเพียงเล่มเดียวก็จะยิ่งดูโดดเด่นและมีค่ามากเท่านั้น

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ชิงเยียนสวมชุดนอนสีขาวสะอาดตานั่งลงที่โต๊ะไม้ นางหยิบ กู่เจิ้ง (พิณจีน) ตัวเก่าที่นางขอติดตัวมาด้วยขึ้นมาวาง แม้สายของมันจะเริ่มเก่าและไม้มีรอยถลอก แต่นางกลับสัมผัสมันด้วยความทะนุถนอม

นางเริ่มขยับปลายนิ้วเบาๆ เสียงพิณกังวานออกมาท่ามกลางความเงียบ บทเพลงที่นางเล่นมิใช่เพลงรื่นเริงหรูหรา แต่มันคือบทเพลง "เหมยฮวาในหิมะ" ซึ่งเป็นเพลงที่พรรณนาถึงความอดทนของดอกไม้ที่เบ่งบานท่ามกลางความหนาวเหน็บเพียงลำพัง

เสียงพิณแว่วไปตามสายลม พุ่งผ่านกำแพงที่ชำรุดออกไปสู่เขตอุทยานหลวงที่อยู่ไม่ไกล

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เซียวจื่อเซียน ฮ่องเต้ผู้มีฉายาทรราชหน้าตาย ทรงดำเนินเล่นในอุทยานหลวงเพียงลำพัง องครักษ์เงาติดตามอยู่ไกลๆ ตามพระราชประสงค์ พระองค์มักจะใช้ความมืดและความเงียบเพื่อสงบสติจากความวุ่นวายในราชสำนักและการแก่งแย่งของเหล่าขุนนาง

จู่ๆ เสียงพิณที่แฝงไปด้วยความเหงาและเยือกเย็นก็ลอยมากระทบโสตประสาท

พระองค์ทรงหยุดนิ่ง แววตาคมปลาบดุจพยัคฆ์หันไปทางทิศตะวันตก "นั่นคือทิศของตำหนักมู่ตานมิใช่หรือ?"

"พะยะค่ะฝ่าบาท" องครักษ์เงาปรากฏตัวขึ้นทูลตอบ "เป็นตำหนักร้างที่ใช้พำนักของเหล่านางสนมใหม่ที่ถูกลืมพะยะค่ะ"

เซียวจื่อเซียนขมวดคิ้ว บทเพลงนี้ไม่มีความประจบประแจงเหมือนที่พระองค์มักจะได้ยินจากเหล่าสนมโปรด มันมีความหยิ่งทะนงและความเศร้าที่ลึกซึ้ง ราวกับผู้เล่นกำลังระบายความในใจกับดวงจันทร์มากกว่าที่จะเรียกร้องความสนใจจากใคร

"ใครพำนักอยู่ที่นั่น?"

"ทูลฝ่าบาท... คือแม่นาง หลินชิงเยียน บุตรสาวราชครูหลินพะยะค่ะ"

ชื่อนี้ทำให้ฮ่องเต้หนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง พระองค์ทรงจำได้ว่าราชครูหลินมีบุตรสาวสองคน คนพี่คือเยี่ยฉือที่เคยมีท่าทีทะเยอทะยานจนพระองค์ทรงรำคาญใจ แต่นี่คือคนน้อง... คนที่ถูกส่งมาอยู่ในที่รกร้างแห่งนี้ตั้งแต่วันแรก

"หลินชิงเยียนงั้นหรือ..." พระองค์พึมพำ มุมปากที่เคยเรียบตึงกลับขยับเพียงนิด "น่าสนใจ เพลงของนาง... มีกลิ่นอายของความตายและความหวังผสมกันอยู่อย่างประหลาด"

แต่พระองค์มิได้เสด็จไปที่นั่นทันที ฮ่องเต้ผู้ระแวดระวังทรงรู้ดีว่าสตรีในวังมักจะมีอุบายร้อยแปด พระองค์เพียงแต่ยืนสดับฟังจนจบเพลง ก่อนจะดำเนินกลับตำหนักที่ประทับโดยมิได้ตรัสอะไรอีก

ชิงเยียนหยุดมือจากการเล่นพิณ นางสัมผัสได้ถึงกระแสลมที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย แม้จะไม่เห็นใคร แต่นางก็เดาได้ว่าเสียงพิณของนางคงจะเดินทางไปถึงใครบางคนแล้ว

"คุณหนูเจ้าคะ ดึกมากแล้ว พักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ" ชุ่ยเอ๋อร์เอ่ยเตือน

ชิงเยียนพยักหน้า นางดับเทียนแล้วล้มตัวลงนอนบนฟูกที่แข็งกระด้าง ความมืดมิดเข้าปกคลุมห้อง แต่ในหัวของนางกลับแจ่มชัดด้วยแผนการขั้นต่อไป

คืนแรกผ่านไปแล้ว... ข้าได้วางหมากตัวแรกทิ้งไว้ในสายลม

พรุ่งนี้ ความลำบากจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆ และข้า... จะแสดงให้ฉินกุ้ยเฟยเห็นว่า ยิ่งนางกดข้าให้ต่ำเพียงใด ข้าก็จะยิ่งถีบตัวขึ้นสูงได้แรงเพียงนั้น

นางหลับตาลงพร้อมกับความแค้นที่เปลี่ยนเป็นพลังขับเคลื่อน ในความมืดมิดของคืนแรกในวังหลวง หลินชิงเยียนไม่ได้ฝันร้ายเหมือนที่เคยเป็นมาตลอดหลายปี แต่นางฝันถึงวันที่นางจะได้ยืนอยู่เหนือทุกคนในวังแห่งนี้ วันที่ความยุติธรรมจะถูกทวงคืนด้วยน้ำมือของนางเอง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel