ตอนที่3 มีดหมอ
ห้องลับใต้ดินใต้เรือนอักษรพิรุณเย็นเยียบราวกับสุสานร้าง แสงจากคบเพลิงที่ผนังหินส่องแสงริบหรี่วูบไหว สาดสะท้อนเงาของคนสองคนและร่างไร้วิญญาณหนึ่งร่างให้ทาบทาบไปบนกำแพง บรรยากาศอึดอัดหนักอึ้งราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น
ซูเจินยืนอยู่หน้าแท่นหินเย็นเฉียบที่มีร่างไร้ศีรษะของขุนนางเคราะห์ร้ายนอนทอดกายอยู่ หลังจากที่หยางอวี้เฉินสั่งให้องครักษ์เงาเคลื่อนย้ายศพลงมาที่นี่อย่างลับที่สุด เขาก็สั่งให้นางกลับไปยังเรือนพักของตนเพื่อหยิบ ‘เครื่องมือทำมาหากิน’ ของนางมา
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นเหม็นสาบของน้ำตาเทียนสีดำที่ยังคงหยดติดอยู่ตรงรอยตัดที่ลำคอ ทำให้บรรยากาศยิ่งดูสยดสยองและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของศาสตร์มืด มือเรียวที่เคยจับเพียงตำรายาและเข็มฝังเข็ม บัดนี้กำลังค่อยๆ คลี่ห่อหนังสัตว์สีเข้มที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อออกอย่างระมัดระวัง
เมื่อห่อหนังถูกกางออกเต็มที่ เครื่องมือโลหะเรียงรายนับสิบชิ้นก็ปรากฏแก่สายตา มีทั้งมีดผ่าตัดขนาดต่างๆ ที่ตีจากเหล็กกล้าชั้นดี คีมคีบ ตะขอขนาดเล็ก และเข็มเงินเรียวยาวสำหรับทดสอบพิษ ทั้งหมดนี้คืออุปกรณ์ประจำตัวของ ‘อู่จั้ว’ หรือนักชันสูตรศพที่นางแอบลักลอบนำติดตัวเข้ามาในจวนอ๋อง
"เตรียมพร้อมมาดีนี่..."
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นจากมุมมืดด้านหลัง หยางอวี้เฉินกอดอกพิงผนังหิน ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของนางไม่วางตา
"มีดพวกนั้นคมกริบไร้ที่ติ ซ่อนของอันตรายเช่นนี้ไว้ใต้จมูกข้ามาได้ตั้งหลายเดือน ดูท่าข้าคงต้องสั่งโบยองครักษ์หน้าประตูเสียแล้วที่ตรวจค้นหมากอย่างเจ้าไม่ละเอียดพอ"
ซูเจินไม่ตอบโต้ นางเลือกหยิบมีดเล่มที่เล็กและบางที่สุดขึ้นมาถือไว้ สัมผัสเย็นเยียบของด้ามโลหะช่วยเรียกสติและสมาธิของนางให้กลับคืนมา
"หม่อมฉันเป็นหมอ ย่อมต้องมีมีดสำหรับกรีดบาดแผลหรือผ่ารีดพิษเพคะ... เพียงแต่คืนนี้ สิ่งที่หม่อมฉันต้องผ่า ไม่ใช่คนเป็น"
"เช่นนั้นก็เริ่มเสียที ข้าอยากรู้ใจจะขาดแล้วว่านอกจากพิธีกรรมปาหี่ของพวกแดนใต้ ศพนี้ยังมีความลับอันใดซ่อนอยู่อีก"
ซูเจินพยักหน้าเล็กน้อย นางก้าวเข้าไปประชิดแท่นหิน สายตาจดจ่ออยู่กับรอยตัดเหวอะหวะที่ลำคอ ปัญหาแรกของนางคือ ‘น้ำตาเทียนสีดำ’ ที่เคลือบปิดบาดแผลเอาไว้ เทียนอาคมนี้แข็งเกร็งและเกาะติดผิวหนังอย่างแน่นหนา หากใช้มีดแซะออกโดยแรง อาจทำให้ร่องรอยของบาดแผลเดิมเสียหายได้
นางหยิบตะเกียงน้ำมันดวงเล็กที่เตรียมมาด้วย จุดไฟจนสว่าง ก่อนจะนำมีดผ่าตัดไปลนไฟจนใบมีดร้อนจัดเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ จากนั้นจึงค่อยๆ นำใบมีดที่ร้อนระอุนั้นไปทาบลงบนก้อนเทียนสีดำตรงรอยตัด
ฉ่า...
เสียงของเหลวระเหยดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับกลุ่มควันสีเทาหม่นที่ลอยคลุ้งขึ้นมา กลิ่นเหม็นไหม้ที่รุนแรงกว่าเดิมปะทะเข้าโสตนาสิก มันไม่ใช่แค่กลิ่นขี้ผึ้ง แต่เป็นกลิ่นเหม็นสาบสางคล้ายเนื้อเน่าและเถ้ากระดูก ซูเจินต้องกลั้นหายใจขณะที่มือยังคงนิ่งสนิท ค่อยๆ ใช้ปลายมีดร้อนละลายและปาดเอาเทียนสีดำแห่งมนตร์มืดนั้นออกทีละชั้นๆ อย่างใจเย็น
หยางอวี้เฉินที่ยืนมองอยู่ห่างๆ เริ่มหรี่ตาลง ท่าทีสงบนิ่งและฝีมือที่เชี่ยวชาญของสตรีตรงหน้าดึงดูดความสนใจของเขาอย่างประหลาด นางไม่มีทีท่าขยะแขยงศพ ไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่อสิ่งลี้ลับ ราวกับว่ากำแพงน้ำแข็งที่นางสร้างขึ้นมานั้นแข็งแกร่งจนไม่มีสิ่งใดทำลายได้
...แต่เขาเกลียดความสมบูรณ์แบบที่ควบคุมไม่ได้ เขย่ากำแพงนั้นดูสักนิดจะเป็นไรไป?
ในขณะที่ซูเจินกำลังเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่การแซะเทียนก้อนสุดท้ายที่ฝังลึกอยู่ใกล้กับหลอดลม จู่ๆ แสงตะเกียงที่ส่องสว่างก็ถูกบดบังด้วยเงาร่างสูงใหญ่ นางรับรู้ได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ซ่านเข้ามาใกล้แผ่นหลัง ตามมาด้วยกลิ่นไม้กฤษณาอันคุ้นเคยที่โชยมาเตะจมูก กลบกลิ่นเหม็นสาบของศพไปจนสิ้น
กึก...
มีดในมือของซูเจินชะงักไปเสี้ยววินาที เมื่อแผ่นหลังบอบบางของนางสัมผัสได้ถึงแผงอกกว้างที่แนบชิดลงมา หยางอวี้เฉินไม่ได้เพียงแค่เดินเข้ามาดูใกล้ๆ แต่เขาจงใจก้าวเข้ามาซ้อนทับอยู่ด้านหลังนางจนแทบจะหลอมรวมเป็นร่างเดียวกัน ท่อนแขนล่ำสันทั้งสองข้างของเขายื่นไปค้ำยันกับขอบแท่นหิน กักขังร่างระหงของนางไว้ในวงแขนอย่างสมบูรณ์แบบ
"ท... ท่านอ๋อง"
ซูเจินเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามรักษาระดับน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว ทว่าก้อนเนื้อในอกซ้ายกลับเต้นกระหน่ำอย่างควบคุมไม่อยู่
"ข้ามองไม่ถนัด"
เขากระซิบตอบข้างใบหู น้ำเสียงแหบพร่าและจงใจลากเสียงยาว ลมหายใจอุ่นจัดของเขารดรินลงบนต้นคอขาวผ่องของนาง ทำให้ไรขนอ่อนลุกซัน
"เจ้าทำต่อไปสิ ข้าเพียงแค่อยากเห็นรอยแผลนั้นชัดๆ"
นี่ไม่ใช่การดูศพ แต่เป็นการคุกคาม!
ซูเจินรับรู้ได้ถึงเจตนาอันตรายของบุรุษเบื้องหลัง เขาจงใจใช้สรีระและบุรุษเพศที่เหนือกว่ามากดดันนาง ข่มขวัญนาง และทดสอบว่านางจะรักษาสมาธิไว้ได้หรือไม่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้นเช่นนี้ ร่างกายของเขาร้อนผ่าวราวกับเตาไฟที่กำลังแผดเผาแผ่นหลังของนาง ทุกครั้งที่เขาขยับตัว หรือแม้แต่จังหวะการหายใจเข้าออก แผงอกแกร่งนั้นก็จะเสียดสีกับแผ่นหลังของนางอย่างแนบแน่น สร้างความรู้สึกปั่นป่วนที่ทั้งอึดอัดและเย้ายวนอย่างประหลาด
"หากท่านอ๋องทรงประทับอยู่ใกล้ถึงเพียงนี้... หม่อมฉันเกรงว่าอาจจะพลาดพลั้งทำลายเบาะแสได้เพคะ"
นางพยายามประท้วง ขยับตัวหนีไปด้านหน้าเล็กน้อย แต่ก็ติดขอบแท่นหินที่วางศพอยู่ ไร้หนทางหลบเลี่ยง
หยางอวี้เฉินเหยียดยิ้มร้ายกาจในความมืด เขาจงใจโน้มใบหน้าลงมาต่ำยิ่งกว่าเดิม จนปลายจมูกโด่งสันเฉียดผ่านติ่งหูของนางไปอย่างอ้อยอิ่ง
"หากมือของเจ้าสั่นจนทำลายหลักฐาน... ข้าก็อาจจะเปลี่ยนใจ ยึดมีดเล่มนั้นมาแล้วใช้มันกรีดลงบนคอของเจ้าแทน... มือเจ้านิ่งมาตลอดไม่ใช่หรือซูเจิน หรือว่าการที่ข้ายืนอยู่ตรงนี้... ทำให้เจ้าหวั่นไหวจนจับมีดไม่อยู่เสียแล้ว"
ถ้อยคำยั่วยุนั้นราวกับเข็มที่ทิ่มแทงความหยิ่งทะนงของนาง ซูเจินขบกรามแน่น ดวงตาหงส์วาวโรจน์ขึ้นด้วยความดื้อรั้น นางจะยอมให้เขาปั่นหัวและมองว่านางเป็นเพียงสตรีอ่อนแอที่พ่ายแพ้ต่อสัมผัสของบุรุษไม่ได้!
"หม่อมฉันเป็นอู่จั้ว เมื่ออยู่หน้าศพ สมาธิย่อมอยู่ที่ศพเพคะ"
นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นลงกว่าเดิม สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกวาบหวามที่แล่นริ้วไปตามกระดูกสันหลัง มือเรียวที่จับมีดผ่าตัดกระชับแน่นขึ้น ไม่มีอาการสั่นเทาให้เห็นแม้แต่น้อย
หยางอวี้เฉินลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของสตรีในอ้อมแขน แววตาของเขาฉายแววพึงพอใจและลุ่มหลงอย่างปิดไม่มิด นางช่างดื้อรั้นและเย่อหยิ่ง ยิ่งบีบคั้นก็ยิ่งงดงาม
ซูเจินใช้ปลายมีดที่ร้อนจัดแซะก้อนเทียนสีดำชิ้นสุดท้ายออกจนหมด เผยให้เห็นเนื้อเยื่อที่ถูกตัดขาดด้านในอย่างชัดเจน เมื่อปราศจากเทียนอาคมปิดบัง ความจริงของบาดแผลก็ปรากฏขึ้น
นางใช้คีมคีบเหล็กขนาดเล็ก ค่อยๆ แหวกดูรอยแยกของกล้ามเนื้อและหลอดลมที่ขาดวิ่น
"ท่านอ๋องดูนี่สิเพคะ"
นางเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบและความตึงเครียดทางอารมณ์ลงชั่วขณะ
"บาดแผลนี้แปลกประหลาดมาก รอยตัดไม่ได้เรียบกริบเหมือนถูกฟันด้วยดาบหรือกระบี่ แต่ขอบแผลมีลักษณะฉีกขาดหลุดลุ่ย... ราวกับถูกครูดด้วยของมีคมขนาดเล็กจำนวนมาก"
หยางอวี้เฉินขยับสายตาจากต้นคอขาวผ่องของนางไปยังบาดแผลบนศพ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน
"ครูดงั้นหรือ หากเป็นเส้นเอ็นเหล็กสำหรับรัดคอ ขอบแผลก็ควรจะเรียบเนียนกว่านี้ไม่ใช่หรือ"
"นั่นคือจุดที่น่าสงสัยเพคะ"
ซูเจินอธิบายต่อ นางใช้ปลายตะขอเล็กๆ เกี่ยวเอาเศษเนื้อเยื่อที่ขอบแผลขึ้นมาให้เขาดู
"นอกจากรอยฉีกขาดแล้ว หากท่านอ๋องสังเกตให้ดี จะเห็นว่าเนื้อเยื่อบริเวณนี้มีสีคล้ำอมม่วง ผิดจากรอยเลือดที่ตายตกตามปกติ... รอยนี้คือร่องรอยของการตายของเนื้อเยื่ออย่างเฉียบพลัน"
เพื่อยืนยันข้อสันนิษฐาน นางวางมีดลงและหยิบเข็มเงินเล่มยาวออกมาจากห่อหนัง นางแทงเข็มเงินลึกลงไปในเนื้อเยื่อสีคล้ำนั้น ทิ้งไว้เพียงอึดใจเดียวแล้วดึงออก
ทันทีที่ปลายเข็มสัมผัสกับอากาศ สีเงินวาววับของโลหะก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทราวกับถูกชุบด้วยน้ำหมึก
"มีพิษ!"
หยางอวี้เฉินเอ่ยเสียงต่ำ แววตาของเขาคมปลาบขึ้นมาทันที
"และไม่ใช่พิษธรรมดาเพคะ"
ซูเจินพยักหน้า สีหน้าเคร่งเครียด
"พิษชนิดนี้มีฤทธิ์กัดกร่อนและทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตในพริบตา เมื่อพิจารณาจากรอยฉีกขาดของบาดแผลและพิษที่ซึมลึก หม่อมฉันมั่นใจว่าอาวุธที่ใช้สังหารขุนนางผู้นี้... คือ 'ลวดหนามกระดูกงู'
"ลวดหนามกระดูกงู?"
"เป็นอาวุธสังหารที่ทำจากเส้นใยโลหะผสมพิเศษ เส้นเล็กบางดุจเส้นผมแต่วิเศษนักเพราะมันถูกถักร้อยเข้าด้วยกันอย่างสลับซับซ้อน และตลอดทั้งเส้นจะเต็มไปด้วย 'หนามเงี่ยง' ขนาดจิ๋วที่มองแทบไม่เห็นด้วยตาเปล่า"
ซูเจินอธิบายภาพในหัวออกมา
"ฆาตกรอาบพิษไว้ที่เส้นลวดนี้ เมื่อลอบเข้ามาทางด้านหลังและใช้มันรัดคอเหยื่อ เงี่ยงหนามจะเกี่ยวฝังลึกลงไปในเนื้อ พิษจะแล่นเข้าสู่เส้นเลือดใหญ่ในเสี้ยววินาที ทำให้เหยื่อเป็นอัมพาต ไม่อาจส่งเสียงร้องหรือดิ้นรนขัดขืนได้... จากนั้น ฆาตกรก็เพียงแค่ออกแรงกระตุกดึงเส้นลวดไขว้กัน... ลวดหนามก็จะบดขยี้และฉีกกระชากลำคอจนขาดสะบั้นออกจากบ่าอย่างโหดเหี้ยม"
ภาพการสังหารที่นางบรรยายช่างสมจริงและน่าสยดสยอง ชี้ให้เห็นถึงความเหี้ยมโหดและวรยุทธ์ที่สูงส่งของฆาตกร
หยางอวี้เฉินนิ่งฟังอย่างตั้งใจ ความคิดของเขาแล่นเร็วปรื๋อ อาวุธพิสดารและวิธีการลงมือที่ไร้ร่องรอยเช่นนี้ ไม่ใช่ฝีมือของนักเลงหัวไม้หรือทหารเลวทั่วไป แต่เป็นฝีมือของมือสังหารระดับสูงที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี และที่สำคัญ... มันสอดคล้องกับข่าวกรองลับที่เขาเพิ่งได้รับมาเมื่อไม่กี่วันก่อน
"สำนักเงาโลหิต..."
ชายหนุ่มพึมพำชื่อหนึ่งออกมา น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
ซูเจินชะงัก
"สำนักนักฆ่าในตำนานที่รับจ้างสังหารด้วยราคาสูงลิบลิ่วน่ะหรือเพคะ?"
"ใช่ สำนักที่รับเงินซื้อชีวิตคนโดยไม่สนว่าจะเป็นขุนนางหรือยาจก"
หยางอวี้เฉินตอบ ดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะที่ถูกกดทับไว้
"และเห็นได้ชัดว่านายจ้างของพวกมันในครั้งนี้ ทุ่มเงินมหาศาลเพื่อจัดฉากฆาตกรรมศพไร้หัว และนำเทียนมนตร์ดำจากแดนใต้มาตกแต่งศพ เพื่อลากข้าลงนรกข้อหากบฏ... ช่างเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเสียจริง"
เขาละสายตาจากศพ ก้มลงมองสตรีที่ยังคงถูกกักขังอยู่ในวงแขนของเขา ซูเจินเพิ่งรู้ตัวว่าตลอดการสนทนา นางและเขายังคงอยู่ในท่าทีที่แนบชิดกันจนเกินงาม แผ่นหลังของนางยังคงพิงอยู่กับอกกว้างของเขา และท่อนแขนของเขายังคงล้อมกรอบนางไว้ไม่ยอมปล่อย
เมื่อการชันสูตรเบื้องต้นเสร็จสิ้น ความกดดันจากคดีลดลง ทว่าความตึงเครียดระหว่างชายหญิงกลับพุ่งสูงขึ้นมาแทนที่ ซูเจินรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิร่างกายของเขาที่ดูเหมือนจะร้อนขึ้นกว่าเดิม นางพยายามขยับตัวออกห่าง
"ท... ท่านอ๋อง หม่อมฉันชันสูตรเสร็จแล้ว ขอประทานอนุญาต..."
"เจ้าทำได้ดีมาก อู่จั้วน้อย"
หยางอวี้เฉินไม่ปล่อยให้นางผละหนี เขากลับโน้มตัวลงมาใกล้กว่าเดิม จนใบหน้าหล่อเหลาเหลี่ยมมุมนั้นอยู่ห่างจากใบหน้านางเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นๆ รินรดพวงแก้มที่เริ่มซับสีระเรื่อของนาง มือใหญ่ข้างหนึ่งที่เคยวางค้ำแท่นหิน เลื่อนขึ้นมาเชยคางมนของนางให้เงยขึ้นสบตาเขา
ดวงตาคมกริบของเขาไม่ได้มองนางอย่างเย็นชาเหมือนในคราแรก แต่มันเจือไปด้วยประกายแห่งความปรารถนาและแรงดึงดูดที่ลึกล้ำ เขาค้นพบว่าสตรีตรงหน้านี้เปรียบเสมือนสุราเลิศรส ยิ่งได้สัมผัส ยิ่งได้ลองเชิง ก็ยิ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นและความปรารถนาที่จะครอบครอง
"มือของเจ้านิ่ง และสายตาของเจ้าก็เฉียบคม สมแล้วที่รอดชีวิตอยู่ในจวนข้ามาได้จนถึงป่านนี้" เขากระซิบ น้ำเสียงแหบพร่าและเย้ายวนราวกับกำลังร่ายมนตร์ "ข้าชักจะถูกใจหมากตัวนี้ของศัตรูเสียแล้วสิ..."
นิ้วหัวแม่มือของเขาเกลี่ยเบาๆ ลงบนริมฝีปากล่างของนางอย่างจงใจ สัมผัสหยาบกร้านจากปลายนิ้วบุรุษนักรบทำให้นางสะดุ้งสุดตัว ดวงตาหงส์เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและสับสน นางไม่เคยใกล้ชิดบุรุษใดมากเท่านี้มาก่อน และการที่บุรุษผู้นั้นคือชินอ๋องผู้ทรงอำนาจ ยิ่งทำให้นางทำตัวไม่ถูก
"แต่จำไว้ ซูเจิน..."
เขาลดเสียงลงจนเป็นเพียงเสียงกระซิบที่แฝงความอันตราย
"ความฉลาดของเจ้าคือดาบสองคม หากเจ้าใช้มันเพื่อช่วยข้า ข้าจะตกรางวัลให้เจ้าอย่างงาม ทว่า... หากเจ้าคิดจะใช้มันเพื่อทรยศข้า หรือหันปลายมีดผ่าศพเล่มนั้นมาทางข้า..."
เขาก้มลงมาจนริมฝีปากเฉียดผ่านริมฝีปากของนางไปอย่างฉิวเฉียด ฝากไว้เพียงสัมผัสแผ่วเบาที่ทำให้หัวใจของนางแทบหยุดเต้น
"...ข้าจะสอนให้เจ้ารู้ว่า นรกบนดินที่แท้จริง... หน้าตาเป็นเช่นไร"
คำขู่ที่มาพร้อมกับสัมผัสอันเร่าร้อนทำให้นางแทบจะทรงตัวไม่อยู่ หยางอวี้เฉินผละตัวออกไปอย่างเชื่องช้า ปล่อยให้นางเป็นอิสระจากกรงเล็บของเขา เขากลับมายืนหยัดเต็มความสูงด้วยท่าทีสง่างามและเยือกเย็นดังเดิม ราวกับความชิดใกล้เมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา
"เก็บเครื่องมือของเจ้าซะ"
เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"พรุ่งนี้รุ่งสาง ข้าจะให้องครักษ์เงาสืบหาร่องรอยของสำนักเงาโลหิต ส่วนเจ้า... เตรียมตัวให้พร้อม เราจะต้องไปตามหาสิ่งสำคัญที่ขาดหายไปของศพนี้กัน"
ซูเจินหอบหายใจเบาๆ พยายามเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา นางรีบก้มหน้าลงเก็บเครื่องมือลงในห่อหนังด้วยมือที่แอบสั่นเทาเล็กน้อย
"สิ่งสำคัญ... ท่านอ๋องหมายถึง ศีรษะ ของขุนนางผู้นี้หรือเพคะ"
นางถามเสียงแผ่ว
หยางอวี้เฉินหันหลังเดินไปที่บันไดทางขึ้นห้องลับ เขากระตุกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย
"ศีรษะที่ถูกตัดขาด ย่อมมีร่องรอยของพิษและอาวุธที่ชัดเจนกว่านี้ และที่สำคัญ... ฆาตกรที่ใช้มนตร์ดำจัดฉาก ไม่มีทางโยนศีรษะทิ้งไปเฉยๆ มันต้องนำไปประกอบพิธีกรรมที่ไหนสักแห่งในเมืองหลวงแห่งนี้อย่างแน่นอน... และเมื่อใดที่เราหาศีรษะนั้นพบ เราก็จะได้ตัวหนอนบ่อนไส้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังทั้งหมด"
ชายหนุ่มหยุดฝีเท้า หันกลับมามองหมอหญิงที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงตะเกียงสลัว แววตาของเขาทอประกายล้ำลึก
"ไปพักผ่อนซะ อู่จั้วน้อย... พรุ่งนี้ เกมกระดานแห่งความตายนี้ จะเริ่มเดินหมากอย่างแท้จริงแล้ว"
ทิ้งคำพูดเหล่านั้นไว้ ชินอ๋องก็เดินลับหายขึ้นไปด้านบน ปล่อยให้ซูเจินยืนอยู่ลำพังกับศพไร้หัว ทว่าความรู้สึกร้อนผ่าวจากสัมผัสของเขา และกลิ่นไม้กฤษณาที่ยังคงลอยอวลอยู่ในอากาศ กลับตราตรึงอยู่ในห้วงคำนึงของนางอย่างไม่อาจลบเลือน... เกมนี้ ไม่ได้มีเพียงชีวิตที่เป็นเดิมพัน แต่นางอาจจะต้องสูญเสียหัวใจให้แก่พญามัจจุราชผู้นี้ด้วยก็เป็นได้
