ตอนที่ 4 รอยสัก
แม้ชินอ๋องหยางอวี้เฉินจะกล่าวทิ้งท้ายราวกับบทสนทนาและการชันสูตรในค่ำคืนนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว ทว่าสัญชาตญาณของนักชันสูตรศพที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือดของซูเจิน กลับร้องเตือนว่างานของนางยังไม่จบ ร่างระหงที่กำลังง่วนอยู่กับการเก็บเครื่องมือโลหะลงในห่อหนังสัตว์ชะงักงัน นางปรายตามองร่างไร้ศีรษะที่ทอดกายอยู่บนแท่นหินเย็นเฉียบอีกครั้ง
ความตายมักทิ้งร่องรอยไว้เสมอ และร่องรอยเหล่านั้นมักซ่อนอยู่ในที่ที่ไม่มีใครคาดคิด
"เดี๋ยวก่อน..."
ซูเจินพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่วเบา
นางละมือจากห่อเครื่องมือ เดินกลับไปที่แท่นหินอีกครั้ง หยางอวี้เฉินที่เพิ่งก้าวเท้าขึ้นบันไดศิลาไปได้เพียงสองขั้นชะงักฝีเท้า เขายังไม่ได้จากไปไหน ชายหนุ่มเพียงหันกลับมา ยืนกอดอกพิงผนังอุโมงค์ทางขึ้น ปล่อยให้ความมืดมิดครึ่งหนึ่งอาบไล้ใบหน้าหล่อเหลาเหลี่ยมมุม ดวงตาคมกริบดุจพญามัจจุราชจดจ้องมองทุกการกระทำของหมากตัวน้อยอย่างเงียบเชียบ
ซูเจินไม่ทันสังเกตเห็นสายตาที่จับจ้องอยู่ สมาธิของนางจดจ่ออยู่กับร่างบนแท่นหิน นางใช้มือที่พันด้วยผ้าไหมสีขาวของหยางอวี้เฉิน ค่อยๆ ปลดสายคาดเอวและสาบเสื้อชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดออก อาภรณ์เนื้อดีถูกแหวกออกทีละชั้นๆ เผยให้เห็นผิวหนังซีดเซียวที่เริ่มปรากฏรอยจ้ำเลือดสีม่วงคล้ำจากการตกตะกอนตามแรงโน้มถ่วง
นางกวาดสายตาสำรวจแผงอก ลำตัว และช่วงท้องอย่างละเอียด ไม่มีบาดแผลจากการถูกแทง ไม่มีรอยฟกช้ำจากการต่อสู้ ทุกอย่างดูปกติดีจนกระทั่ง... มือเรียวของนางออกแรงพลิกตะแคงร่างที่เริ่มแข็งทื่อนั้นเล็กน้อย เพื่อตรวจสอบบริเวณแผ่นหลังและช่วงไหล่ด้านซ้าย
แสงจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กที่วางอยู่ใกล้มือ สาดส่องกระทบลงบนผิวเนื้อใต้ร่มผ้า เผยให้เห็นรอยหมึกสีดำทะมึนที่ตัดกับผิวขาวซีดของศพอย่างชัดเจน
ลมหายใจของซูเจินสะดุดกึก ดวงตาหงส์เบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นตระหนกที่แผ่ซ่านทะลุขั้วหัวใจ
บนลาดไหล่ด้านซ้ายค่อนไปทางแผ่นหลังของศพ ปรากฏ 'รอยสักรูปแมงป่อง' ขนาดเท่าฝ่ามือ รอยสักนั้นถูกสักด้วยหมึกสีดำสนิท ฝีเข็มละเอียดลออและประณีตจนดูราวกับแมงป่องตัวนั้นมีชีวิต มันกำลังชูหางที่มีเหล็กในแหลมคมขึ้นสูง ราวกับพร้อมจะปลิดชีพผู้ที่กล้าจ้องมอง
ซูเจินรู้สึกเหมือนถูกน้ำแข็งสาดรดตั้งแต่หัวจรดเท้า ร่างกายของนางชาหนึบ
นางรู้จักสัญลักษณ์นี้ดี... ดีเกินไปเสียด้วยซ้ำ!
ในยุทธภพและราชสำนักต้าฉู่ ผู้คนต่างรู้ดีว่า 'แมงป่องดำ' คือตราสัญลักษณ์ประจำตัวของหน่วยองครักษ์เงาแห่ง 'ศาลต้าหลี่และฝ่ายตรวจการ' ซึ่งเป็นขั้วอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในการคานอำนาจกับกองทัพของชินอ๋อง
ความจริงที่ตีแสกหน้าทำให้นางแทบยืนไม่อยู่ ขุนนางที่ถูกตัดหัวและถูกนำมาจัดฉากทำพิธีมนตร์ดำเพื่อป้ายสีหยางอวี้เฉินผู้นี้... หรือแท้จริงแล้วคือคนของฝ่ายตรวจการ!
นี่มันหมายความว่าอย่างไร ฝ่ายตรวจการยอมสละชีวิตคนของตัวเอง เหี้ยมโหดถึงขั้นตัดหัวองครักษ์เงาของตนเองมาทำแท่นบูชาปีศาจ เพียงเพื่อสร้างหลักฐานเท็จเล่นงานชินอ๋องให้ถึงตายเชียวหรือ
แต่สิ่งที่ทำให้ซูเจินหวาดกลัวที่สุดในวินาทีนี้ ไม่ใช่ขุนนางชั่วที่อยู่ห่างไกล... แต่เป็นพญาราชสีห์ที่ยืนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวต่างหาก
หากหยางอวี้เฉินเห็นรอยสักนี้ เขาย่อมรู้ทันทีว่าศพนี้คือคนของฝ่ายตรวจการ และเมื่อเชื่อมโยงกับตัวนางที่เป็นสายลับ เขาย่อมเชื่ออย่างสนิทใจว่านางมีส่วนรู้เห็นกับการนำศพนี้มาทิ้งไว้ในเรือนอักษรของเขา ความเชื่อใจเพียงน้อยนิดที่นางเพิ่งสร้างขึ้นมาด้วยการชันสูตรเมื่อครู่ จะพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี และศีรษะของนางจะต้องหลุดจากบ่าในคืนนี้อย่างแน่นอน
'ต้องซ่อนมัน... ข้าต้องซ่อนหลักฐานชิ้นนี้!'
สัญชาตญาณเอาตัวรอดสั่งการอย่างรวดเร็ว ซูเจินรีบปล่อยมือที่ประคองร่างศพ ปล่อยให้ร่างนั้นหงายกลับลงไปนอนราบบนแท่นหินดังเดิม นางรีบรวบสาบเสื้อที่เปื้อนเลือดของศพเข้าหากันอย่างลุกลี้ลุกลำ มือเรียวที่เคยนิ่งสนิทมาตลอดบัดนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อยขณะพยายามผูกสายคาดเอวให้กลับคืนสภาพเดิม
นางทำทีเป็นหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดคราบเลือดที่ติดมือ พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติที่สุด
"ไม่มีอะไรเพิ่มเติมแล้วเพคะท่านอ๋อง"
ซูเจินเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบในห้องใต้ดิน น้ำเสียงของนางพยายามกดให้เรียบเฉยที่สุด
"ตามร่างกายไม่มีบาดแผลอื่น มีเพียงรอยจ้ำเลือดจากการตายตกตามปกติ หม่อมฉันตรวจดูอย่างละเอียดแล้วเพคะ”
นางหันหลังกลับมา รวบห่อเครื่องมือขึ้นกอดไว้แนบอก เตรียมจะเดินหนีออกจากสถานการณ์ที่บีบคั้นนี้
ทว่า... เสียงรองเท้าหุ้มข้อที่ทำจากหนังสัตว์ชั้นดี กระทบกับบันไดหินดัง ตึก... ตึก... อย่างเชื่องช้าและเป็นจังหวะ กลับทำให้ฝีเท้าของนางชะงักงัน
หยางอวี้เฉินก้าวลงมาจากบันได เขาก้าวเดินเข้ามาหานางอย่างเนิบนาบ ทว่าทุกย่างก้าวกลับแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายคุกคามที่กดทับจนอากาศในห้องแทบจะเหือดหาย ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านาง ห่างกันเพียงคืบ แสงสลัวจากตะเกียงส่องให้เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ประดับอยู่บนมุมปากหยักลึก
"ไม่มีอะไรงั้นหรือ"
เขาทวนคำถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นนุ่มนวล ทว่าแฝงไปด้วยคมดาบที่พร้อมจะเชือดเฉือน
"หมอหญิงของข้า... เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้าไม่ได้มองข้ามสิ่งใดไป"
"หม่อมฉันแน่ใจเพคะ"
ซูเจินตอบ ก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อหลบเลี่ยงสายตาคมกริบที่ราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตใจนาง
"ทุกอย่างชัดเจนว่าเขาถูกสังหารด้วยลวดหนามกระดูกงู ไม่มีร่องรอยอื่นใดให้สืบค้นบนเรือนร่างนี้อีกแล้ว เราควรไปตามหาศีรษะของเขา..."
"เจ้าโกหก"
คำพูดเพียงสองคำที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของชายหนุ่ม ทำเอาก้อนเนื้อในอกซ้ายของซูเจินกระตุกวูบ
หยางอวี้เฉินไม่ได้โง่เขลา เขาผ่านสมรภูมิรบและการแก่งแย่งชิงดีในราชสำนักมานับไม่ถ้วน แค่การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในลมหายใจของสตรีตรงหน้า มีหรือที่เขาจะมองไม่ออก
"เมื่อครู่ตอนที่เจ้าผ่าตัดเอาเทียนมนตร์ดำออก มือของเจ้านิ่งสนิท ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ดวงตาของเจ้าไร้ซึ่งความตื่นตระหนก..."
ชายหนุ่มก้าวเข้าประชิดอีกก้าว บีบให้นางต้องถอยหลังไปชนกับขอบแท่นหินที่วางศพอยู่
"ทว่าเมื่อครู่ ตอนที่เจ้าแหวกเสื้อของมันออก ม่านตาของเจ้าขยายกว้าง ลมหายใจของเจ้าสะดุดไปหนึ่งจังหวะครึ่ง และที่สำคัญ... มือของเจ้ากำลังสั่น"
เขาก้มหน้าลงมาใกล้ ลมหายใจอุ่นจัดที่มีกลิ่นหอมของไม้กฤษณารดรินอยู่เหนือริมฝีปากของนาง
"อู่จั้วที่เก่งกาจเช่นเจ้า ย่อมไม่ตื่นตระหนกกับแค่รอยจ้ำเลือดของคนตาย... บอกข้ามา ซูเจิน เจ้ายอมเสี่ยงชีวิตปิดบังอะไรข้าอยู่"
"หม่อมฉันไม่ได้ปิดบังสิ่งใดเพคะ"
ซูเจินเถียงเสียงแข็ง พยายามเชิดหน้าขึ้นสู้แม้ในใจจะสั่นสะท้าน
"หม่อมฉันเพียงแค่... รู้สึกเหนื่อยล้า กลิ่นคาวเลือดที่นี่ทำให้หม่อมฉันหน้ามืด"
"ยังกล้าปากแข็ง"
หยางอวี้เฉินแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง
เขาไม่รอให้นางแก้ตัวอีกต่อไป มือใหญ่ที่หยาบกร้านจากการจับดาบเอื้อมผ่านไหล่บอบบางของนางไปด้านหลัง คว้าจับคอเสื้อของศพไร้หัวที่นางเพิ่งพยายามจัดให้เข้าที่ แล้วออกแรงกระชากเพียงครั้งเดียว!
แควก!
เสียงผ้าแพรเนื้อดีฉีกขาดดังลั่นห้องใต้ดิน เสื้อผ้าของศพถูกกระชากออกจนเผยให้เห็นแผ่นอกและลาดไหล่ด้านซ้ายอย่างชัดเจน ภายใต้แสงตะเกียงที่สาดส่อง รอยสักรูป 'แมงป่องดำ' ชูหางอวดสายตาของคนทั้งคู่ ราวกับกำลังเย้ยหยันความพยายามอันสูญเปล่าของซูเจิน
ความเงียบที่น่าอึดอัดโรยตัวลงมาทันที ซูเจินหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง เกมของนางจบลงแล้ว
หยางอวี้เฉินจ้องมองรอยสักนั้น แววตาที่เคยนิ่งสงบแปรเปลี่ยนเป็นพายุหมุนแห่งความโกรธเกรี้ยว รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกมาจากร่างสูงใหญ่จนบรรยากาศรอบข้างหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ เขารู้จักตราสัญลักษณ์นี้ดีกว่าใคร มันคือสัญลักษณ์ของพวกสุนัขรับใช้แห่งฝ่ายตรวจการ พวกที่คอยลอบกัดและหาทางเล่นงานเขามาตลอดหลายปี
และสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา... ก็คือหนึ่งในสุนัขรับใช้พวกนั้น
"แมงป่องดำแห่งฝ่ายตรวจการ..."
ชายหนุ่มพึมพำเสียงลอดไรฟัน เขารู้สึกเหมือนถูกกระตุกหนวดเสือ
"เจ้านายของเจ้าช่างลงทุนนัก ถึงขั้นยอมตัดหัวคนของตัวเองเพื่อเอาศพมาโยนไว้ในจวนข้า แล้วให้สายลับอย่างเจ้าเป็นคนมาเจอ เพื่อจะได้เป็นพยานปากเอกส่งข้าขึ้นลานประหาร... แผนการช่างแยบยลยิ่งนัก!"
"ไม่ใช่เช่นนั้นนะเพคะ!"
ซูเจินเบิกตากว้าง รีบละล่ำละลักปฏิเสธ
"หม่อมฉันไม่รู้เรื่องแผนการนี้ หม่อมฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าศพนี้คือคนของฝ่ายตรวจการ จนกระทั่งหม่อมฉันเห็นรอยสักเมื่อครู่นี้... หม่อมฉันถูกพวกเขาหลอกใช้และทอดทิ้งให้มาตายที่นี่เหมือนกัน"
"แล้วเหตุใดเจ้าจึงต้องพยายามซ่อนมันไว้"
หยางอวี้เฉินตวาดลั่น เสียงของเขาสะท้อนก้องไปทั่วห้องหินใต้ดิน เขาก้าวพรวดเดียวเข้าประชิดตัวนาง ร่างสูงใหญ่บดเบียดเข้ากับร่างอรชรจนแผ่นหลังของนางแนบสนิทไปกับแท่นหินเย็นเฉียบ
ความโกรธเกรี้ยวผสมผสานกับแรงปรารถนาที่คุกรุ่น ทำให้การกระทำของเขารุนแรงและดิบเถื่อนกว่าปกติ มือใหญ่ข้างหนึ่งของเขายกขึ้น ตะปบเข้าที่ปลายคางมนของซูเจินอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ปลายนิ้วแกร่งดุจคีมเหล็กบีบกรามของนางแน่น บังคับให้ใบหน้างดงามที่กำลังตื่นตระหนกต้องเงยขึ้นสบตากับเขาโดยตรง
"อ๊ะ..."
ซูเจินหลุดเสียงร้องออกมาเบาๆ ด้วยความเจ็บปวด นางพยายามยกมือขึ้นจับข้อมือหนาของเขาเพื่อต่อต้าน แต่เรี่ยวแรงของสตรีหรือจะสู้บุรุษนักรบได้ เขายึดคางของนางไว้แน่นจนนางไม่อาจหันหน้าหนีไปทางใดได้เลย
ดวงตาสีดำสนิทของหยางอวี้เฉินในยามนี้วาวโรจน์ราวกับมีกองเพลิงสุมอยู่ภายใน เขาก้มหน้าลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดริมฝีปากที่สั่นระริกของนาง
การสัมผัสที่รุนแรง การบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวขั้นสุด และอำนาจที่เหนือกว่าอย่างเบ็ดเสร็จ สร้างความตึงเครียดทางอารมณ์ที่บีบคั้นจนแทบคลั่ง มันไม่ใช่แค่ความหวาดกลัว แต่มันปะปนไปด้วยกระแสไฟฟ้าแห่งความปรารถนาที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ซูเจินรู้สึกได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่บ้าคลั่งของตนเอง และนางก็มั่นใจว่าเขาเองก็รับรู้ได้เช่นกัน ผ่านชีพจรที่เต้นตุบๆ อยู่ใต้ปลายนิ้วของเขาที่บีบปลายคางนางอยู่
"เจ้าคิดว่าข้าโง่เขลาจนมองไม่ออกหรือ ว่าเจ้ากำลังพยายามปกป้องพวกมัน"
เขากระซิบเสียงพร่า ทว่าดุดันและอันตรายจนบาดลึกเข้าไปในความรู้สึก
"เจ้ากลัวว่าข้าจะรู้ว่าฝ่ายตรวจการเป็นคนทำ เจ้าจึงเลือกที่จะทรยศความเชื่อใจที่ข้าเพิ่งมอบให้... เจ้าเลือกที่จะปกป้องนายจ้างที่ส่งเจ้ามาตาย แทนที่จะซื่อสัตย์ต่อคนที่เพิ่งไว้ชีวิตเจ้าเมื่อครึ่งชั่วยามที่แล้ว!"
"หม่อมฉัน... อึก..."
ซูเจินพยายามจะพูด แต่แรงบีบที่คางทำให้นางเอื้อนเอ่ยได้ลำบาก
"หม่อมฉันไม่ได้... ปกป้องพวกเขา หม่อมฉันแค่กลัว... กลัวว่าหากท่านอ๋องเห็นรอยสักนี้ ท่านจะฆ่าหม่อมฉันทันที โดยไม่ฟังคำอธิบายใดๆ"
ดวงตาของนางคลอไปด้วยหยาดน้ำใส ไม่ใช่เพราะความอ่อนแอ แต่เพราะความเจ็บปวดและสถานการณ์ที่ไร้ทางออก นางดิ้นรนเอาชีวิตรอดมาตลอด แต่กลับต้องมาตายเพราะถูกนายจ้างหักหลังและจัดฉากอย่างอยุติธรรม
หยางอวี้เฉินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาหงส์ที่สั่นไหวคู่นั้น เขามองเห็นความหวาดกลัว ความเด็ดเดี่ยว และความจริงใจที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน ความโกรธที่พลุ่งพล่านเมื่อครู่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกบางอย่างที่ลึกล้ำและอันตรายยิ่งกว่าเดิม
เขาลดแรงบีบที่ปลายคางของนางลงเล็กน้อย เปลี่ยนจากการบีบบังคับเป็นการยึดครองอย่างเอาแต่ใจ นิ้วหัวแม่มือที่หยาบกร้านของเขาเลื่อนขึ้นมาคลึงเคล้นเบาๆ ที่ริมฝีปากล่างอันอ่อนนุ่มและแดงเรื่อของนาง สัมผัสที่เปลี่ยนจากความแข็งกร้าวมาเป็นความเย้ายวนอย่างกะทันหัน ทำเอาซูเจินสะดุ้งวาบ ลมหายใจของนางขาดห้วง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกมนต์สะกด
"เจ้าประเมินข้าต่ำไป ซูเจิน..."
ชายหนุ่มกระซิบชิดริมฝีปากนาง เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดทางเพศที่ไม่อาจต้านทาน
"ข้าไม่ใช่พวกไร้เหตุผลที่เอะอะก็ฆ่าคนทิ้ง ข้าชอบเล่นสนุกกับของเล่นที่ดื้อรั้น... และยิ่งของเล่นชิ้นนั้นพยายามดิ้นรนหนีจากเงื้อมมือข้ามากเท่าใด ข้าก็ยิ่งอยากจะบดขยี้และครอบครองมันให้จงได้"
เขากดปลายนิ้วลงบนริมฝีปากนางหนักขึ้นอีกนิด บังคับให้นางเผยอปากรับสัมผัสของเขาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ริมฝีปากของนางราวกับราชสีห์ที่กำลังพิจารณาเหยื่ออันโอชะ
"แต่จงจำไว้..."
หยางอวี้เฉินช้อนสายตาขึ้นสบตากับนางอีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขาเฉียบขาดและเด็ดเดี่ยวอย่างไร้ข้อกังขา "ตราบใดที่เท้าของเจ้ายังเหยียบอยู่บนแผ่นดินของข้า ตราบใดที่ลมหายใจของเจ้ายังเป็นของข้า... อย่าเล่นตุกติกในจวนของข้า"
ประโยคประกาศิตนั้นดังก้องอยู่ในหัวของซูเจิน มันไม่ใช่แค่คำเตือน แต่มันคือการตีตราจอง คือการตอกย้ำว่านับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิต วิญญาณ และความภักดีของนาง ต้องเป็นของเขาเพียงผู้เดียว หากนางริอ่านหันกลับไปหาฝ่ายตรวจการ หรือคิดจะใช้เล่ห์เหลี่ยมใดๆ กับเขาอีก บทลงโทษที่นางจะได้รับ ย่อมไม่ใช่แค่ความตายที่เรียบง่ายอย่างแน่นอน
"เข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่"
เขาถามซ้ำ น้ำเสียงกดต่ำบังคับเอาคำตอบ
"ขะ... เข้าใจเพคะ"
ซูเจินตอบตะกุกตะกัก กลิ่นอายบุรุษเพศและความดุดันของเขากำลังหลอมละลายกำแพงความเยือกเย็นของนางจนหมดสิ้น
เมื่อได้รับคำตอบที่น่าพอใจ หยางอวี้เฉินจึงค่อยๆ ละมือออกจากปลายคางของนาง เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง ปล่อยให้มวลอากาศที่อึดอัดรอบตัวนางได้ระบายออกไป ทว่าความรู้สึกร้อนผ่าวจากปลายนิ้วของเขายังคงประทับตอกย้ำอยู่บนริมฝีปากและปลายคางของนาง ราวกับรอยนาบของเหล็กเผาไฟที่ลบไม่ออก
"ดี"
เขากระตุกยิ้มมุมปาก หมุนตัวหันหลังเตรียมจะเดินจากไป
"ในเมื่อเจ้าและข้ามีศัตรูร่วมกันแล้ว ก็จงใช้ความรู้ของเจ้าและรอยสักแมงป่องนั่น เป็นเบาะแสในการสาวไส้พวกฝ่ายตรวจการออกมาให้หมด พรุ่งนี้เช้า... ข้าจะพาเจ้าออกไปนอกจวน เราจะไปเยือนถิ่นของพวกแมงป่องโสโครกพวกนี้กัน"
ชายหนุ่มก้าวเดินขึ้นบันไดหินไป ทิ้งให้ซูเจินยืนหอบหายใจพิงแท่นหินอยู่ลำพังในความมืดมิด นางยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตนเองที่ยังคงสั่นระริก หัวใจของนางเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก
คดีฆาตกรรมศพไร้หัวเริ่มทวีความซับซ้อนและอันตรายมากขึ้นทุกขณะ ศัตรูในที่มืดกำลังเตรียมแผนการร้ายเพื่อกวาดล้างจวนชินอ๋อง แต่นั่นยังไม่น่ากลัวเท่ากับบุรุษผู้น่าเกรงขามที่นางเพิ่งตกลงทำสัญญาสงบศึกด้วย
การสืบคดีร่วมกับหยางอวี้เฉิน เปรียบเสมือนการเดินไต่ลวดสลิงเส้นบางๆ ข้ามบ่อเพลิง หากนางพลาดพลั้งเพียงก้าวเดียว นางอาจจะถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน...
