บท
ตั้งค่า

ตอนที่2 ชันสูตร

ความเงียบสงัดทิ้งตัวลงครอบคลุมเรือนอักษรพิรุณอย่างหนักหน่วง มีเพียงเสียงลมเหมันต์ที่หวีดหวิวอยู่นอกหน้าต่าง ราวกับเสียงคร่ำครวญของภูตผี คำขาดของชินอ๋องหยางอวี้เฉินยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของซูเจิน ทุกถ้อยคำเยียบเย็นและเฉียบขาด ปราศจากความลังเลใดๆ

ซูเจินรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้ไม่ได้เพียงแค่ข่มขู่ หากนางไร้ประโยชน์ ศีรษะของนางย่อมหลุดจากบ่าและกลายเป็นเครื่องสังเวยชิ้นต่อไปในคืนนี้อย่างแน่นอน

ร่างสูงใหญ่ของหยางอวี้เฉินค่อยๆ คลายอ้อมแขนที่รัดรึงเอวบางออก ทว่ากลิ่นอายคุกคามกลับไม่ได้ลดทอนลงเลยแม้แต่น้อย เขาก้าวถอยหลังไปเพียงครึ่งก้าว ปล่อยให้นางเป็นอิสระ แต่ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวยังคงจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของนางราวกับจะมองให้ทะลุถึงจิตวิญญาณ

"เวลาของเจ้ามีไม่มาก หมอหญิง"

น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยเร่งเร้า

"เริ่มสิ"

ซูเจินลอบสูดลมหายใจลึก พยายามกดข่มความหวาดกลัวและหัวใจที่เต้นระรัวให้สงบลง นางขยับตัวก้าวเดินไปเบื้องหน้า แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างเปิดกว้างทำหน้าที่แทนแสงตะเกียง ส่องให้เห็นสภาพของร่างไร้วิญญาณที่นั่งคุกเข่าอยู่กลางห้องอย่างชัดเจน

ยิ่งก้าวเข้าไปใกล้ กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นเหม็นไหม้ประหลาดก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ซูเจินย่อตัวลงตรงหน้าศพไร้หัว ความคุ้นเคยกับความตายในฐานะผู้ที่เคยศึกษาศาสตร์แห่งการชันสูตร ทำให้นางสามารถแยกแยะความน่าสะพรึงกลัวออกจากข้อเท็จจริงได้

สภาพของศพตรงหน้าน่าสยดสยองเกินกว่าที่คนทั่วไปจะทนมองได้ ลำคอที่ถูกตัดขาดไม่ได้มีเพียงรอยเลือดแห้งกรัง ทว่าบริเวณรอยตัดที่เหวอะหวะกลับถูกหยดทับด้วย 'น้ำตาเทียนสีดำสนิท' เคลือบปิดบาดแผลและหลอดลมจนมิดชิด เทียนสีดำนี้ไม่ได้ทำจากขี้ผึ้งธรรมดา แต่นางได้กลิ่นเหม็นสาบคล้ายไขมันสัตว์ผสมกับเถ้ากระดูก... นี่คือวิถีแห่งมนตร์ดำอย่างแท้จริง การใช้น้ำตาเทียนอาคมหยดปิดทับบาดแผลฉกรรจ์เช่นนี้ เป็นความเชื่อของพวกหมอผีแดนใต้ที่ต้องการ 'สะกดวิญญาณ' ไม่ให้หลุดลอยออกจากร่างทางบาดแผล เพื่อกักขังความอาฆาตแค้นทรมานไว้ในซากศพตลอดกาล

สายตาของซูเจินเลื่อนต่ำลงมาที่บริเวณหน้าอกของชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้ม สิ่งที่นางเห็นทำให้นางต้องขมวดคิ้วแน่น

ตรงตำแหน่งหัวใจของศพ มี 'หมุดเหล็กตอกโลงศพ' ขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือตอกทะลุเนื้อผ้าและกระดูกซี่โครงฝังลึกลงไปในอก หมุดเหล็กนั้นมีสภาพเก่าคร่ำคร่า สนิมเกรอะกรัง และหากมองให้ดี จะเห็นว่ามีเศษด้ายสายสิญจน์สีแดงพันหยาบๆ อยู่ที่หัวหมุด การตอกหมุดทะลุหัวใจศพเช่นนี้ ไม่ใช่เพื่อการสังหาร เพราะรอยเลือดรอบหมุดมีน้อยมาก บ่งบอกว่ามันถูกตอกลงไปหลังจากที่เหยื่อสิ้นใจแล้ว

"นี่มัน..." ซูเจินพึมพำแผ่วเบา นิ้วเรียวของนางเอื้อมออกไปหมายจะสัมผัสรอยตัดที่ลำคอ

"อย่าแตะต้องมันด้วยมือเปล่า"

เสียงห้ามปรามดังขึ้นชิดเบื้องหลัง ซูเจินสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อตระหนักว่าหยางอวี้เฉินไม่ได้ยืนรออยู่ห่างๆ แต่เขาขยับตามมายืนซ้อนอยู่ด้านหลังนางตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ ชายหนุ่มย่อตัวลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งเคียงข้างนาง ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนท่อนแขนล่ำสันที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมสีเข้มเสียดสีกับไหล่บอบบางของนาง

ความร้อนจากกายบุรุษแผ่ซ่านมาปะทะผิว กลิ่นไม้กฤษณาประจำตัวเขาผสมปนเปกับกลิ่นคาวเลือดสร้างความรู้สึกบีบคั้นจนนางแทบหายใจไม่ออก หยางอวี้เฉินล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ออกจากอกเสื้อ ยื่นส่งให้นาง

"หากนี่คือพิธีกรรมของพวกคนเถื่อนแดนใต้ ย่อมต้องมีพิษกู่ซ่อนอยู่"

เขากล่าวเรียบๆ สายตายังคงจับจ้องไปที่ศพ

"ข้ายังไม่อยากให้หมากที่เพิ่งเดินลงกระดานของข้า ต้องมาตายเพราะความสะเพร่า"

คำว่า 'หมาก' ที่หลุดจากปากเขาย้ำเตือนสถานะของนางอย่างชัดเจน ซูเจินรับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมา พันรอบมือของตนเองอย่างระมัดระวัง แม้ในใจจะรู้สึกปั่นป่วนกับความใกล้ชิดที่อันตรายนี้ แต่นางต้องรวบรวมสมาธิทั้งหมดไปที่การไขปริศนาตรงหน้า

เมื่อมือถูกปกป้อง ซูเจินจึงกล้าสำรวจศพต่อ นางสังเกตเห็นว่าที่ใต้หมุดตอกโลงศพ มีกระดาษแผ่นหนึ่งถูกเสียบคาไว้ นางใช้ปลายนิ้วที่พันผ้าค่อยๆ ดึงมันออกมาคลี่ดู

มันคือ 'ยันต์สีเหลืองหม่น' ที่วาดด้วยชาดสีเลือด ทว่าลวดลายบนยันต์นั้นไม่ใช่อักขระเต๋าทั่วไปที่ใช้ปัดเป่ารังควาน แต่มันเป็นรูปวาดของ 'ปีศาจหน้าตาดุร้าย' ที่มีเขี้ยวโง้งยาว ดวงตาถลนโปนโต และมีอักขระชนเผ่าที่ขดม้วนคล้ายงูเลื้อยล้อมรอบใบหน้านั้นไว้ ซูเจินเคยอ่านพบในตำราต้องห้าม มันคือยันต์เรียกวิญญาณร้ายจากขุมนรกเพื่อมาสิงสู่ในร่างคนตาย เปลี่ยนศพให้กลายเป็นแท่นบูชาอาถรรพ์ เพื่อส่งคำสาปแช่งไปยังเจ้าของสถานที่ที่ศพนี้ตั้งอยู่

นี่คือการจงใจจัดฉากที่เหี้ยมโหดและรัดกุมที่สุด ฆาตกรไม่เพียงแต่ฆ่าขุนนางผู้นี้ แต่ยังนำศพมาทิ้งไว้ในเรือนหวงห้ามของชินอ๋อง พร้อมกับสร้าง 'แท่นบูชาปีศาจ' เพื่อป้ายสีว่าหยางอวี้เฉินกำลังประกอบพิธีไสยเวทมนตร์ดำเพื่อสาปแช่งเบื้องบน!

"เป็นอย่างไร หมอหญิงของข้า..."

หยางอวี้เฉินเอ่ยถาม น้ำเสียงเจือความเย้ยหยัน

"ฝีมือการจัดฉากของเจ้านายเจ้า ทำให้เจ้าประหลาดใจงั้นหรือ"

ซูเจินหันขวับไปมองเขา ดวงตาหงส์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

"ท่านอ๋อง... หม่อมฉันไม่ได้..."

"อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธ"

เขาแทรกขึ้นก่อนที่นางจะพูดจบ ชายหนุ่มขยับใบหน้าเข้ามาใกล้จนจมูกโด่งเป็นสันแทบจะชนกับแก้มของนาง ลมหายใจอุ่นจัดรดรินอยู่ตรงมุมปาก

"ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นสายลับที่จวนไหนส่งมา ข้ารู้กระทั่งว่าเจ้าลอบเข้าเรือนอักษรข้าคืนนี้เพื่อหาตราประทับแม่ทัพ แต่สิ่งที่ข้าอยากรู้คือ... เจ้านายของเจ้าส่งเจ้ามาเพื่อขโมยตราประทับ หรือส่งเจ้ามาเพื่อเป็น 'พยาน' บังหน้า ว่าหมอหญิงประจำจวนบังเอิญมาพบชินอ๋องกำลังทำพิธีสาปแช่งฮ่องเต้กันแน่?"

ข้อกล่าวหาที่รุนแรงทำให้นางชาหนึบไปทั้งร่าง ซูเจินส่ายหน้าช้าๆ สายตาของนางประสานกับดวงตาคมกริบของเขาอย่างไม่ยอมหลบ

"หากหม่อมฉันรู้เรื่องพิธีกรรมบ้าคลั่งนี่ หม่อมฉันย่อมไม่เดินเข้ามาในเรือนอักษรยามที่ท่านอ๋องอยู่แน่เพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงผู้ถูกใช้... และเห็นได้ชัดว่าคนที่บงการเรื่องนี้ ต้องการหลอกใช้หม่อมฉันให้มาตายที่นี่เช่นกัน"

หยางอวี้เฉินหรี่ตาลง ประเมินความสัตย์จริงในแววตาของนาง ความนิ่งสงบและความกล้าหาญที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันอ่อนแอนี้กระตุ้นความสนใจของเขาอย่างประหลาด สตรีทั่วไปหากตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ คงร้องไห้สติแตกไปนานแล้ว แต่นางกลับยังคงรักษาความเยือกเย็น สองมือที่กำลังชันสูตรศพก็ไม่มีอาการสั่นเทาแม้แต่น้อย

"มือของเจ้า..."

เขาหลุบตาลงมองมือเรียวที่พันด้วยผ้าไหมของเขา

"นิ่งเกินกว่าจะเป็นแค่มือที่ใช้จับเข็มฝังเข็มหรือจัดเทียบยา เจ้าไม่ใช่หมอหญิงธรรมดา ซูเจิน... บอกข้ามา ศพนี้ตายเมื่อใด และตายอย่างไร หากเจ้าตอบพลาดแม้แต่คำเดียว ข้าจะถือว่าเจ้าหมดประโยชน์"

แรงกดดันมหาศาลทับถมลงบนบ่า ซูเจินดึงสายตากลับมาที่ร่างไร้หัว นางใช้ปลายนิ้วกดลงบนหัวไหล่และแขนของศพ สัมผัสถึงความแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ

"สภาพศพเริ่มแข็งตัวเต็มที่ แต่ยังไม่พบรอยจ้ำเลือดตกลงสู่เบื้องล่างอย่างชัดเจน อุณหภูมิร่างกายเย็นเฉียบ..."

นางเริ่มวิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงที่เป็นงานเป็นการ ราวกับลืมความหวาดกลัวไปชั่วขณะ

"บวกกับสภาพอากาศเหมันต์ที่หนาวจัด หม่อมฉันคาดว่าเวลาตายอยู่ระหว่างยามซวี (19.00 - 20.59 น.) ถึงยามห้าย (21.00 - 22.59 น.) เพคะ ซึ่งหมายความว่า... เขาตายมาแล้วไม่ต่ำกว่าสองถึงสี่ชั่วยาม"

"และสาเหตุการตาย?"

ซูเจินเพ่งมองไปที่รอยตัดตรงลำคอ แม้จะมีน้ำตาเทียนสีดำหยดปิดทับอยู่ แต่นางก็ยังพอมองเห็นร่องรอยบางอย่าง

"บาดแผลที่ลำคอไม่เรียบเนียน หากเป็นดาบหรือกระบี่ชั้นดี รอยตัดย่อมสับขาดในดาบเดียว ทว่ารอยนี้มีลักษณะฉีกขาดและเหวอะหวะ..."

นางหยุดคิดชั่วครู่ ภาพอาวุธชนิดต่างๆ แล่นผ่านเข้ามาในหัว

"ไม่ใช่ดาบ... แต่เป็นของมีคมที่มีลักษณะเป็นเส้นยาวและยืดหยุ่น... อาจจะเป็นเส้นเอ็นเหล็ก หรือลวดหนามอาบยาพิษที่ใช้รัดคอจนขาดเพคะ"

"อืม..."

หยางอวี้เฉินส่งเสียงในลำคออย่างพึงพอใจ

"แล้วหมุดตอกโลงศพกับยันต์หน้าปีศาจนี่เล่า"

"เป็นเพียงการจัดฉากเพคะ"

ซูเจินตอบอย่างมั่นใจ

"ฆาตกรต้องการให้ดูเหมือนเป็นการทำพิธีมนตร์ดำจากแดนใต้ แต่ความจริงแล้ว ผู้ตายไม่ได้ถูกฆ่าด้วยคำสาปหรืออาคมใดๆ เขาถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมด้วยวรยุทธ์และอาวุธที่ซ่อนเร้น จากนั้นจึงนำศพมาจัดวาง คลุมทับด้วยความเชื่อเรื่องไสยเวทเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ และ..."

นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา

"เพื่อป้ายสีความผิดฐานกบฏให้แก่ท่านอ๋อง"

ความเงียบโรยตัวลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสอง หยางอวี้เฉินมองลึกเข้าไปในดวงตาของสตรีตรงหน้า นางฉลาดหลักแหลมและมีไหวพริบเกินกว่าที่เขากล่าวปรามาสไว้มากนัก

เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายสูงใหญ่แผ่เงาทะมึนทาบทับร่างของซูเจินที่ยังคงนั่งย่อตัวอยู่บนพื้น

"เจ้าวิเคราะห์ได้ไม่เลว อู่จั้วน้อย"

เขาเอ่ยเรียกนางด้วยตำแหน่งนักชันสูตรศพแทนหมอหญิง เป็นการยอมรับในความสามารถของนางกลายๆ

"ในเมื่อเจ้าเห็นทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้ เจ้าคงรู้ใช่หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงไม่สั่งให้องครักษ์ไปแจ้งศาลต้าหลี่ หรือกรมอาญาให้มาพลิกศพ"

ซูเจินเม้มริมฝีปาก นางลุกขึ้นยืนตาม แม้จะเตี้ยกว่าเขามาก แต่นางก็พยายามเชิดหน้าขึ้นเพื่อไม่ให้ดูต้อยต่ำ

"เพราะทันทีที่ท่านอ๋องแจ้งทางการ คนของศาลต้าหลี่ก็จะบุกเข้ามาพร้อมกับหลักฐานปลอมแปลงอื่นๆ ที่ศัตรูของท่านเตรียมซุกซ่อนไว้ในจวนแห่งนี้ ศพไร้หัวที่มีหมุดอาคมและยันต์ปีศาจ จะกลายเป็นหลักฐานมัดตัวที่ทำให้ท่านอ๋องดิ้นไม่หลุด... การแจ้งทางการ ก็เท่ากับการเดินเข้าสู่ลานประหารเพคะ"

"ถูกต้อง"

หยางอวี้เฉินก้าวเข้าประชิดตัวนางอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่เพียงแค่ยืนซ้อน แต่เขายกมือขึ้นจับไหล่ทั้งสองข้างของนางไว้แน่น นิ้วหัวแม่มือของเขาลูบไล้ผ่านเนื้อผ้าตรงบริเวณไหปลาร้าของนางอย่างอุกอาจและจงใจ การกระทำที่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวนี้ทำให้นางตัวแข็งทื่อ แต่เขาไม่ยอมให้นางถอยหนี

"ราชสำนักเต็มไปด้วยหมาป่าที่รอขย้ำข้า ทันทีที่ข่าวเรื่อง 'แท่นบูชาปีศาจแดนใต้' ในเรือนของข้าหลุดรอดออกไป ฮ่องเต้ย่อมมีราชโองการปลดข้าและกวาดล้างจวนชินอ๋องจนราบคาบ" เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนหน้าผากแทบจะชิดกัน ดวงตาของเขาฉายแววอันตรายและเร่าร้อนอยู่ในที

"และเพื่อไม่ให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น... ข้าจำเป็นต้องพึ่งพาสายลับฝีมือดีที่ศัตรูส่งมาให้ อย่างเช่นเจ้า"

"ทะ... ท่านอ๋องหมายความว่าอย่างไรเพคะ"

เสียงของซูเจินสั่นพร่าเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงอารมณ์ที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของเขา

"หมายความว่านับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป เจ้าคือคนของข้า"

หยางอวี้เฉินประกาศกร้าว ริมฝีปากของเขาเหยียดยิ้มร้ายกาจ

"เจ้าจะต้องเป็นผู้นำการสืบสวนคดีนี้ หาตัวฆาตกรตัวจริง และหา 'ศีรษะ' ที่หายไปของมันมาให้ข้าให้จงได้"

"แต่หม่อมฉัน..."

"ไม่มีแต่อย่างใดทั้งสิ้น ซูเจิน"

เขากระซิบชิดริมฝีปากนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดจนนางรู้สึกซ่านสยิว

"เจ้านายเก่าของเจ้าโยนเจ้าทิ้งไว้เป็นแพะรับบาปในจวนของข้าแล้ว หากเจ้าไม่ร่วมมือกับข้า ทันทีที่ฟ้าสาง ข้าจะให้คนนำร่างของเจ้า... ไปจัดฉากเป็นแท่นบูชาปีศาจศพที่สอง และส่งกลับไปให้เจ้านายของเจ้าเป็นของกำนัล"

คำขู่ที่ไร้ความปรานีบวกกับสัมผัสรุกรานที่ไหล่ ทำให้นางตระหนักได้อย่างถ่องแท้ว่า นางได้กระโดดลงมาจากหน้าผาแห่งการเป็นสายลับ เพื่อตกลงสู่อ้อมกอดของพญามัจจุราชที่อันตรายยิ่งกว่าเสียแล้ว

"หม่อมฉัน... เข้าใจแล้วเพคะ"

นางตอบรับเสียงแผ่ว ยอมจำนนต่ออำนาจและสถานการณ์ที่บีบบังคับ

"ดีมาก"

หยางอวี้เฉินปล่อยมือจากไหล่ของนาง เขาหันหลังกลับไปมองศพไร้หัวอีกครั้ง

"ซ่อนศพนี้ไว้ในห้องลับใต้ดินเรือนอักษร อย่าให้ใครรู้เด็ดขาด พรุ่งนี้รุ่งสาง เจ้าจะต้องเริ่มแกะรอยจาก 'น้ำตาเทียนสีดำ' และ 'ยันต์ปีศาจ' นอกจวนข้า..."

เขาหันกลับมามองนางเป็นครั้งสุดท้าย แววตาแฝงความหมายลึกล้ำที่ทำให้นางไม่อาจคาดเดา

"จำไว้ให้ดีอู่จั้วน้อย... ชีวิตของเจ้าผูกติดอยู่กับคดีนี้แล้ว หากเจ้าล้มเหลว หรือคิดจะหนี... ข้าจะเป็นคนลงมือเด็ดหัวเจ้าด้วยตัวข้าเอง"

แสงจันทร์ยังคงสาดส่องลงมาต้องร่างไร้วิญญาณกลางห้อง ทว่าสำหรับซูเจิน ความหนาวเหน็บจากศพนั้นไม่อาจเทียบได้กับความหนาวเยือกจากสายตาของบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า เกมกระดานใหม่ได้ถูกกางออกแล้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel