ตอนที่ 1 กลิ่นคาวเลือด
ยามโฉ่ว ม่านราตรีเหนือจวนชินอ๋องดูลึกลับและหนักอึ้งกว่าทุกค่ำคืน หมู่เมฆหนาทึบเคลื่อนตัวบดบังแสงจันทร์จนสิ้น เหลือเพียงความมืดมิดที่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง สายลมเหมันต์พัดผ่านระเบียงทางเดิน หอบเอาความหนาวเหน็บที่เสียดแทงลึกถึงกระดูกมาด้วย ทว่าสำหรับ ‘ซูเจิน’ ความหนาวเย็นภายนอกไม่อาจเทียบได้กับความตึงเครียดที่กำลังบีบรัดหัวใจของนางอยู่ในขณะนี้
ร่างระหงในชุดสีเข้มกลืนไปกับเงามืดเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบและปราดเปรียว ฝีเท้าของนางแผ่วเบาราวกับแมวป่าที่กำลังย่องหาเหยื่อ ไม่มีใครในจวนแห่งนี้ล่วงรู้เลยว่า ‘หมอหญิง’ ผู้มีใบหน้างดงามหมดจด กิริยาเรียบร้อย และมักจะก้มหน้าหลบสายตาผู้คนเสมอ แท้จริงแล้วคือหมากตัวสำคัญที่ถูกส่งเข้ามาแฝงตัวในจวนอ๋องที่เต็มไปด้วยอันตรายแห่งนี้
เป้าหมายของนางมีเพียงหนึ่งเดียว... คือการค้นหาจดหมายลับหรือตราประทับที่บ่งชี้ว่า ‘ชินอ๋อง หยางอวี้เฉิน’ กำลังซ่องสุมกำลังพลเพื่อก่อกบฏ
ดวงตาหงส์ที่เคยหลุบต่ำอย่างเจียมตัว บัดนี้ทอประกายคมกริบและแฝงความเด็ดขาด นางคำนวณเส้นทางและเวลาเปลี่ยนผลัดของเวรยามมานานนับเดือน จนกระทั่งคืนนี้ คืนที่ชินอ๋องมีราชการด่วนต้องเข้าวังหลวงและเวรยามหน้าเรือนอักษรหละหลวมที่สุด นี่คือโอกาสทองที่นางไม่อาจปล่อยผ่าน
ซูเจินลัดเลาะผ่านสวนหินและสระบัวที่กลายเป็นน้ำแข็ง จนมาหยุดอยู่ใต้หน้าต่างบานหนึ่งของ ‘เรือนอักษรพิรุณ’ สถานที่หวงห้ามเด็ดขาดที่ชินอ๋องไม่อนุญาตให้ผู้ใดก้าวล่วง นางแนบหูเข้ากับบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เมื่อแน่ใจว่าไร้สรรพเสียงใดๆ ภายใน มือเรียวก็ล้วงเอาปิ่นเงินเล่มเล็กออกจากมวยผม สอดปลายปิ่นเข้าไปในช่องว่างของดาลประตูหน้าต่างอย่างชำนาญ
กริ๊ก...
เสียงกลไกปลดล็อกดังขึ้นแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ซูเจินดันบานหน้าต่างออกเพียงรอยแยกเล็กๆ ร่างของนางพริ้วไหวแทรกตัวผ่านเข้าไปในความมืดมิดของเรือนอักษรอย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนจะปิดหน้าต่างลงอย่างเงียบเชียบ
ทันทีที่เท้าแตะพื้นห้อง สัญชาตญาณระวังภัยของนางก็กรีดร้องเตือนอย่างรุนแรง
เรือนอักษรของหยางอวี้เฉินควรจะอบอวลไปด้วยกลิ่นหมึกชั้นดี กระดาษเซวียนจื่อ และกลิ่นหอมเย็นของไม้กฤษณาอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของชายผู้นั้น ทว่าสิ่งที่ปะทะเข้ากับจมูกของนางในยามนี้ กลับเป็นกลิ่นคาวปร่าที่ชวนให้สะอิดสะเอียน มันเป็นกลิ่นของเหล็กขึ้นสนิมผสมกับความคาวข้นที่เพิ่งหลั่งรินออกมาใหม่ๆ
...กลิ่นเลือด
ซูเจินชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึกในลำคอ ประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวถึงขีดสุด ความมืดมิดในห้องทำให้ดวงตาของนางต้องเบิกกว้างเพื่อปรับวิสัยทัศน์ นางก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังที่สุด ทว่าพื้นไม้ขัดมันที่ควรจะเรียบลื่น กลับให้ความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะหนืดติดพื้นรองเท้า
นางก้มลงมอง แม้จะมองไม่เห็นสีสันในความมืด แต่นางรู้ดีว่าของเหลวที่เจิ่งนองอยู่บนพื้นคือสิ่งใด ท่ามกลางกลิ่นไม้หอมกฤษณาที่เจือจาง บัดนี้มันถูกกลบด้วยกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งจนน่าขนลุก
เกิดอะไรขึ้นที่นี่? มีการลอบสังหารงั้นหรือ?
ความคิดมากมายตีรวนในหัว นางตั้งใจจะมาหาหลักฐานกบฏ ไม่ได้เตรียมใจมาพบกับสถานที่เกิดเหตุนองเลือดเช่นนี้ ซูเจินตัดสินใจที่จะล่าถอย หากมีคนตายอยู่ในเรือนหวงห้ามของชินอ๋อง เรื่องนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก และนางไม่ควรเอาตัวเข้ามาพัวพัน ทว่า... ในจังหวะที่นางกำลังจะหันหลังกลับไปทางหน้าต่างบานเดิมนั้นเอง
ฟุ่บ!
เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากมุมมืดด้านหลังฉากกั้นอย่างรวดเร็วราวกับปีศาจร้าย ซูเจินเบิกตากว้าง สัญชาตญาณนักฆ่าทำให้นางเบี่ยงตัวหลบตามสติสัมปชัญญะ ทว่าอีกฝ่ายกลับเร็วกว่าและทรงพลังกว่าอย่างน่าตระหนก!
เพียงพริบตาเดียว ท่อนแขนแกร่งดั่งคีมเหล็กก็ตวัดรวบเอวบางของนางเอาไว้แน่น รั้งร่างของนางให้กระแทกกลับไปปะทะกับแผ่นอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ ซูเจินพยายามจะอ้าปากร้องและยกแขนขึ้นตอบโต้ แต่มือใหญ่ข้างหนึ่งของคนผู้นั้นก็ตะปบปิดริมฝีปากของนางไว้สนิท ในขณะที่มืออีกข้างตวัดวูบ นำความเย็นเยียบของโลหะมีคมมาจ่อประชิดอยู่ที่เส้นเลือดใหญ่ตรงลำคอระหงของนางพอดิบพอดี
ทุกการเคลื่อนไหวถูกสยบลงในเสี้ยววินาที
ซูเจินตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะกลืนน้ำลาย คมมีดที่จรดอยู่บนผิวเนื้อนั้นเย็นเฉียบและคมกริบชนิดที่เพียงแค่นางขยับตัวผิดจังหวะนิดเดียว มันพร้อมจะดื่มกินเลือดของนางทันที
แผ่นหลังของนางแนบสนิทอยู่กับแผงอกกว้างที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างเชื่องช้าและมั่นคง นางรับรู้ได้ถึงความร้อนผ่าวจากร่างกายของบุรุษเบื้องหลังที่ทะลุผ่านเนื้อผ้าชั้นดีเข้ามา กลิ่นหอมของไม้กฤษณาที่เข้มข้น ล้ำลึก และเจือด้วยกลิ่นอายบุรุษเพศอันตราย ลอยวนอยู่ตรงปลายจมูก ผสมปนเปไปกับกลิ่นคาวเลือดในห้อง สร้างบรรยากาศที่ทั้งน่าหวาดหวั่นและชวนให้หัวใจเต้นแรงอย่างประหลาด
ไม่มีการดิ้นรน ไม่มีการขัดขืน ซูเจินรู้ดีว่าในระยะประชิดเช่นนี้ หากนางขยับเพียงองศาเดียว ศีรษะของนางคงได้หลุดจากบ่า
"เจ้าช่างกล้านัก..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำ แหบพร่า และเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในทะเลสาบเหมันต์ กระซิบชิดริมฝีปากใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนของเขารดรินลงบนผิวแก้มและต้นคอ ขัดแย้งกับไอสังหารที่แผ่ซ่านออกมาจากทุกอณูของร่างกาย
ซูเจินหลับตาลงชั่วขณะ หัวใจเต้นกระหน่ำรัวราวกับกลองศึก นางจำเสียงนี้ได้ดี... เสียงที่มักจะเอ่ยสั่งการอย่างเด็ดขาดในยามกลางวัน เสียงที่ทำให้นางต้องก้มหน้าหลบสายตาทุกครั้งที่เดินผ่าน
...ชินอ๋อง หยางอวี้เฉิน
เขาไม่ได้เข้าวังหลวงหรอกหรือ? หรือทั้งหมดนี้... คือกับดักที่เขาวางไว้เพื่อล่อหนอนบ่อนไส้อย่างนางมาตั้งแต่ต้น?
ชายหนุ่มขยับตัวเล็กน้อย ร่างกายท่อนบนของเขายิ่งเบียดชิดกับแผ่นหลังของนางมากขึ้นจนไร้ช่องว่างใดๆ ให้แทรกผ่าน แขนแกร่งที่รัดเอวบางของนางไว้ราวกับงูหลามที่กำลังรัดเหยื่อ ออกแรงบีบกระชับขึ้นอีกนิด ราวกับกำลังประเมินขนาดเรือนร่างที่ซ่อนอยู่ใต้ชุดสีเข้มทะมัดทะแมงนี้
"แฝงตัวมาเป็นหมอหญิงที่วันๆ เอาแต่ก้มหน้าซ่อนความงาม..."
เขากระซิบต่อ น้ำเสียงเจือความเยาะหยันและอันตราย ริมฝีปากของเขาเฉียดผ่านใบหูของนางไปมาอย่างจงใจ สร้างความรู้สึกซ่านสยิวที่ผสมกับความหวาดกลัวจนนางขนลุกซัน
"แต่ยามวิกาล กลับมีวิชาตัวเบาเป็นเลิศและไขกุญแจเรือนอักษรของข้าได้โดยไร้สรรพเสียง..."
คมมีดที่ลำคอกดลึกลงอีกนิดจนซูเจินรู้สึกได้ถึงความเจ็บแปลบเบาๆ นางรู้ว่าหากมีเลือดไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว เกมนี้ของนางจะจบลงทันที
"ข้าขอถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย..."
หยางอวี้เฉินเอ่ยช้าๆ ชัดๆ ทุกถ้อยคำเต็มไปด้วยอำนาจที่กดทับสติสัมปชัญญะของผู้ฟัง
"ที่เจ้าบุกรุกเข้ามาในที่ของข้าคืนนี้... เจ้ากำลังหาข้า..."
เขาเว้นจังหวะ เลื่อนใบหน้ามาด้านข้างจนแก้มสากของเขาเกือบจะแนบชิดกับแก้มของนาง
"...หรือหาศพกันแน่"
คำถามนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางสติของซูเจิน นางเบิกตากว้างในความมืด คำว่า 'ศพ' จากปากของเขายืนยันสิ่งที่นางสัมผัสได้จากกลิ่นคาวและรอยเลือดบนพื้น
ในวินาทีนั้นเอง ราวกับสวรรค์จงใจเปิดม่านละคร ลมเหมันต์ระลอกใหญ่พัดกรรโชกมา กระแทกบานหน้าต่างที่นางปิดไว้ไม่สนิทให้เปิดออกกว้าง มวลเมฆหนาทึบที่บดบังจันทราเคลื่อนตัวจากไป แสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา อาบไล้ใจกลางเรือนอักษรที่เคยมืดมิดให้สว่างไสวขึ้นทันตา
และสิ่งที่ปรากฏอยู่กลางวงล้อมของแสงจันทร์นั้น ก็ทำให้ลมหายใจของซูเจินขาดห้วงไปในทันที
ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว เบื้องหน้าโต๊ะทรงอักษรทำจากไม้จันทน์แดง ร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มกำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น... ทว่าร่างนั้นหาได้มีชีวิตไม่
เพราะเหนือปกคอเสื้อที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดสีแดงฉาน... ไร้ซึ่งศีรษะ!
รอยตัดที่ลำคอของศพนั้นเหวอะหวะ เลือดสดๆ ยังคงหยดติ๋งๆ ลงมาผสานกับแอ่งเลือดขนาดใหญ่บนพื้นไม้ที่นางเหยียบย่ำเมื่อครู่ แต่สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกหนาวเยือกจับขั้วหัวใจยิ่งกว่าสภาพศพอันสยดสยอง คือสภาพแวดล้อมรอบๆ ร่างไร้วิญญาณนั้น
รอบตัวศพมีเทียนขี้ผึ้งสีดำสนิทปักอยู่สี่ทิศ เปลวเทียนถูกลมพัดดับไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงควันสายบางๆ และกลิ่นไหม้ที่น่าสะอิดสะเอียน เลือดที่ไหลรินออกจากตัวศพไม่ได้นองไปทั่วอย่างไร้ทิศทาง แต่มันถูกใครบางคนจงใจใช้นิ้วลาก ขีดเขียนให้เป็นเส้นสายที่สลับซับซ้อน ล้อมรอบร่างคุกเข่านั้นไว้
ในฐานะที่นางเคยศึกษาตำราโบราณมามากมาย ซูเจินจำได้ทันทีว่าอักขระสีเลือดที่ลากวนบนพื้นนั้น ไม่ใช่ภาษา ไม่ใช่งานศิลปะ แต่มันคือ 'ยันต์ตรึงวิญญาณ' หนึ่งในศาสตร์มืดนอกรีตจากแดนใต้ที่สาบสูญไปนานนับร้อยปี! เป็นพิธีกรรมสาปแช่งอันชั่วร้ายที่ใช้กักขังวิญญาณของผู้ตายไม่ให้ไปผุดไปเกิด และใช้ความอาฆาตแค้นนั้นส่งต่อความวิบัติไปยังผู้ที่เป็นเจ้าของสถานที่
ใครกันที่นำศพไร้หัวมาทำพิธีกรรมมนตร์ดำอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ในเรือนหวงห้ามของชินอ๋อง
"มองให้เต็มตา..."
เสียงของหยางอวี้เฉินดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เขาคลายมือที่ปิดปากนางออกช้าๆ แต่คมมีดที่ลำคอยังคงไม่ขยับเขยื้อน เขากดหน้าอกกว้างเข้ากับแผ่นหลังของนาง ดันตัวนางให้ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เพื่อให้เข้าใกล้ศพปริศนานั้นมากขึ้น
"หากเจ้าเป็นคนนำมันเข้ามา... ข้าจะสับร่างเจ้าเป็นชิ้นๆ แล้วโยนให้สุนัขกิน"
ชินอ๋องกระซิบ ท่ามกลางความตายและกลิ่นคาวเลือด น้ำเสียงของเขากลับนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกใดๆ ราวกับพญามัจจุราชที่กำลังชื่นชมผลงาน
"แต่หากเจ้าไม่ได้ทำ... จงบอกข้ามาว่าหมอหญิงตัวเล็กๆ เช่นเจ้า มีธุระอันใดในเรือนอักษรของข้าในยามที่มีศพคนตายมานั่งคุกเข่าอยู่เช่นนี้"
ซูเจินสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามระงับอาการสั่นของร่างกาย นางรู้ว่าตนเองก้าวพลาดเสียแล้ว นางเดินเข้ามาในกับดักทางการเมืองที่ซ้อนทับกันอยู่ การตายของขุนนางผู้นี้และการทำพิธีไสยเวทในจวนอ๋อง หากเรื่องนี้หลุดรอดออกไป ย่อมหมายถึงข้อหากบฏและทำคุณไสยสาปแช่งเบื้องบน โทษทัณฑ์คือประหารเจ็ดชั่วโคตร
ศัตรูของชินอ๋องลงมือแล้ว และนางดันโผล่มาในเวลาที่เลวร้ายที่สุด
หญิงสาวค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง รวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาหงส์ก็แปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็น นางตัดสินใจแล้ว ในเมื่อหนีไม่พ้น ก็ต้องเผชิญหน้า
"หม่อมฉัน..."
ซูเจินเปล่งเสียงออกไปเป็นครั้งแรก น้ำเสียงของนางใสกระจ่าง ทว่านิ่งสงบผิดคาด ไม่มีแววของความตื่นตระหนกหรือร้องขอชีวิต
"หม่อมฉันมาเพื่อหาของบางอย่างเพคะ ทว่า... ดูเหมือนท่านอ๋องจะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาก่อนหม่อมฉันเสียแล้ว"
หยางอวี้เฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยในความมืด เขาคาดหวังจะได้ยินเสียงร้องไห้วิงวอน หรือคำโกหกโง่ๆ ทว่าสตรีในอ้อมแขนกลับยอมรับออกมาตรงๆ หนำซ้ำยังสงบนิ่งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศพไร้หัวที่ถูกทำพิธีมนตร์ดำ
มุมปากของชินอ๋องยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็นที่ไปไม่ถึงดวงตา เขาลดมีดสั้นลงจากลำคอของนาง แต่ยังคงใช้ท่อนแขนแกร่งกอดรัดเอวบางของนางไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ดึงร่างของนางให้หันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา
ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่อง ซูเจินได้เห็นใบหน้าของบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดแห่งยุคเป็นครั้งแรกในระยะประชิด ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักของเทพเจ้าสงคราม สันกรามคมกริบ ดวงตาดุดันลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่พร้อมจะดูดกลืนทุกสิ่ง เขากำลังจ้องมองนางราวกับกำลังประเมินสินค้าชิ้นใหม่
"ใจกล้าไม่เบา..."
เขากวาดสายตามองใบหน้างดงามที่ไร้เครื่องสำอางของนาง
"ในเมื่อเจ้าเข้ามาถูกเวลาพอดี... ข้าก็จะให้โอกาสเจ้าพิสูจน์ตัวเอง ซูเจิน"
เขาเรียกชื่อแฝงของนางอย่างชัดถ้อยชัดคำ มือหนายกขึ้น บีบปลายคางมนของนางให้เชิดขึ้นสบตาเขา
"ตรวจดูศพนี้ซะ ใช้ความรู้ของ 'หมอหญิง' ที่เจ้ามี บอกข้ามาว่ามันตายเมื่อใด และถูกฆ่าด้วยวิธีใด..."
หยางอวี้เฉินออกคำสั่ง ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง
"หากคำตอบของเจ้ามีประโยชน์ ข้าจะยอมปล่อยให้เจ้ามีลมหายใจต่อไปในคืนนี้... แต่หากเจ้าทำไม่ได้ หรือคิดจะหลอกลวงข้า หัวของเจ้า... จะต้องไปวางอยู่บนบ่าของศพไร้หัวนั่นแทน"
เกมแห่งความตายและการชิงไหวชิงพริบ... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วกลางกลิ่นคาวเลือดและมนตร์ดำในจวนชินอ๋อง
