ตอนที่ 7 ในความมืดมิด
ความมืดมิดเบื้องล่างนั้นมืดสนิทเสียจนไม่อาจมองเห็นแม้แต่นิ้วมือของตนเอง ฝุ่นผงจากการพังทลายของพื้นกระดานไม้ด้านบนยังคงลอยคลุ้งอยู่ในอากาศที่เบาบางและอับชื้น ซูเจินนอนนิ่งงันอยู่บนแผงอกกว้างของชินอ๋องหยางอวี้เฉิน ร่างกายของนางสั่นสะท้านเล็กน้อยจากแรงกระแทกเมื่อครู่ ทว่าสิ่งที่ทำให้นางแทบจะลืมวิธีการหายใจ ไม่ใช่ความเจ็บปวดจากการร่วงหล่น... แต่เป็นบุรุษที่รองรับน้ำหนักตัวของนางอยู่ต่างหาก
ช่องลับใต้ดินนี้คับแคบเกินกว่าที่คนสองคนจะขยับตัวได้อย่างอิสระ ผนังดินที่เย็นชื้นขนาบอยู่ทั้งสองด้าน บีบบังคับให้ร่างของชินอ๋องและหมอหญิงต้องแนบชิดกันทุกสัดส่วนอย่างไร้ทางหลีกเลี่ยง
"ท่านอ๋อง..."
ซูเจินเค้นเสียงเรียกเขาอีกครั้ง น้ำเสียงสั่นพร่าและแหบแห้ง นางพยายามยันฝ่ามือลงบนพื้นดินด้านข้างเพื่อพยุงตัวขึ้น หวังจะลดการเสียดสีระหว่างร่างกายท่อนล่างของนางกับหน้าขาแกร่งของเขา
"อยู่นิ่งๆ..."
เสียงทุ้มต่ำที่แหบพร่ากว่าปกติของหยางอวี้เฉินดังสวนขึ้นมาทันที มือใหญ่ข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บของเขาเลื่อนขึ้นมาวางแหมะอยู่บนบั้นเอวคอดกิ่วของนาง ก่อนจะออกแรงกดเพียงเล็กน้อย ทว่าหนักแน่นพอที่จะรั้งให้นางทรุดตัวลงมาแนบชิดกับเขาดังเดิม
คราวนี้ ความแนบชิดนั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม ซูเจินสัมผัสได้ถึงมัดกล้ามเนื้อหน้าท้องที่หดเกร็งภายใต้เสื้อผ้าไหมชั้นดีของเขา ทรวงอกอวบอิ่มของนางบดเบียดเข้ากับแผงอกกว้างที่กำลังกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงตามจังหวะการหอบหายใจ ทุกครั้งที่เขาและนางหายใจเข้าออก ร่างกายของทั้งสองจะเสียดสีกัน ก่อให้เกิดกระแสไฟฟ้าสถิตที่แล่นพล่านไปตามผิวหนัง สร้างความรู้สึกวาบหวามที่ทำให้นางต้องกัดริมฝีปากแน่น
"แต่ท่านบาดเจ็บ หม่อมฉันต้องตรวจดูบาดแผลที่แขนซ้ายของท่าน"
นางพยายามแย้ง ใช้ความรับผิดชอบของหมอมาเป็นเกราะกำบังความสับสนในใจ
"พิษบนลูกดอกนั่นอาจแล่นเข้าสู่หัวใจ หากปล่อยไว้..."
"ข้าบอกให้อยู่นิ่งๆ อย่างไรเล่า ซูเจิน"
เขาสั่งเสียงดุ ทว่าลมหายใจที่เป่ารดต้นคอของนางกลับร้อนผ่าวราวกับเปลวเพลิง
"พิษแค่นี้... อึก... ยังฆ่าข้าไม่ได้ แต่หากเจ้ายังขืนดิ้นรนและเสียดสีกับข้าอยู่เช่นนี้... ข้าอาจจะขาดใจตายเพราะเรื่องอื่นแทน"
คำพูดที่ตรงไปตรงมาและแฝงความนัยอันตรายทำเอาใบหน้าของซูเจินร้อนฉ่าขึ้นมาในความมืด นางไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสาที่จะไม่เข้าใจความหมายแฝงนั้น ท่ามกลางพื้นที่แคบๆ และการกอดรัดที่แนบแน่นจนแทบจะหลอมรวมเป็นร่างเดียว นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความเปลี่ยนแปลงทางสรีระของบุรุษใต้ร่าง ความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ และ... 'บางสิ่ง' ที่กำลังตื่นตัวและดุนดันอยู่ตรงหน้าขาของนาง
หยางอวี้เฉินกำลังถูกพิษเล่นงานก็จริง ทว่าพิษของลูกดอกนั่นดูเหมือนจะไม่ได้มุ่งหมายปลิดชีพในทันที แต่มันกลับไปกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจ เพิ่มอุณหภูมิในร่างกายให้สูงปรี๊ด และทำลายกำแพงแห่งการควบคุมตนเองของเขาลงอย่างช้าๆ
อุณหภูมิจากกายบุรุษเพศที่ร้อนระอุแผ่ซ่านทะลุเนื้อผ้าชั้นดีเข้ามาลวกผิวของนาง กลิ่นหอมของไม้กฤษณาอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขา บัดนี้ผสมปนเปไปกับกลิ่นเหงื่อบุรุษและกลิ่นคาวเลือดจางๆ จากบาดแผล มันกลายเป็นกลิ่นอายที่ทั้งดิบเถื่อน ดุดัน และเย้ายวนสติสัมปชัญญะอย่างร้ายกาจ ซูเจินพยายามสูดลมหายใจเพื่อเรียกสติ แต่นั่นกลับยิ่งทำให้นางสูดดมกลิ่นของเขาเข้าไปเต็มปอด
"ยาพิษนั่น... มันคือตัวยาใดกันแน่"
นางพึมพำกับตัวเอง พยายามดึงสมาธิกลับมาที่การเป็นอู่จั้ว นางล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ หวังจะหยิบเข็มเงินออกมาทดสอบพิษ
แต่ในจังหวะนั้นเอง...
เอี๊ยด... ตึก... ตึก...
เสียงกระดานไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดดังมาจากด้านบน เหนือศีรษะของพวกเขากลับขึ้นไปบนโถงเรือนร้าง ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนมากกว่าสองคนที่กำลังก้าวเดินอย่างระมัดระวังรอบๆ ปากหลุมพรางที่พังทลายลงมา
"ตกลงไปแล้ว... พิษจากค่ายกลพยัคฆ์ซ่อนเล็บน่าจะจัดการพวกมันได้"
เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าของชายปริศนาดังแว่วลงมา
"แน่ใจหรือ เมื่อครู่ข้าเห็นเงาคนสองคนร่วงลงไป หากหนึ่งในนั้นคือชินอ๋อง..."
อีกเสียงหนึ่งแย้งขึ้นด้วยความหวาดหวั่น
"ชินอ๋องแล้วอย่างไร? ต่อให้เป็นเทพทหารลงมาจุติ หากโดน 'พิษกามารมณ์สลายสติ' เข้าไป ไม่เกินหนึ่งชั่วยาม เลือดในกายย่อมเดือดพล่านจนธาตุไฟแตกซ่าน สิ้นใจตายอย่างน่าสมเพชอยู่ใต้หลุมนั่นแหละ... พวกเราลงไปตรวจดูศพและตัดหัวมันมาเป็นหลักฐานให้นายท่านกันเถอะ"
บทสนทนาจากเบื้องบนทำเอาเลือดในกายของซูเจินเย็นเฉียบ ทว่าในเวลาเดียวกัน ร่างกายของนางกลับถูกหลอมละลายด้วยความร้อนจากบุรุษเบื้องล่าง
'พิษกามารมณ์สลายสติ' ...นางเคยอ่านเจอยาพิษนอกรีตชนิดนี้ในตำราโบราณ มันคือยาพิษปลุกกำหนัดขั้นรุนแรงที่สกัดจากแมลงมีพิษทางตอนใต้ ผสมกับตัวยาหลอนประสาท หากผู้ใดรับพิษเข้าไป ร่างกายจะร้อนรุ่มราวกับถูกไฟเผา ความปรารถนาทางกายจะพุ่งสูงปรี๊ดจนสติสัมปชัญญะขาดสะบั้น และหากไม่ได้รับการ 'ปลดปล่อย' อย่างถึงที่สุด พิษจะแล่นเข้าสู่หัวใจ ทำให้ธาตุไฟแตกซ่านจนกระอักเลือดตายในที่สุด!
นางเบิกตากว้างในความมืด ก้มลงมองเงาลางๆ ของหยางอวี้เฉิน นางเข้าใจแล้วว่าเหตุใดร่างกายของเขาจึงร้อนผ่าวถึงเพียงนี้ และเหตุใดลมหายใจของเขาจึงหอบหนักและสั่นพร่าอย่างไม่อาจควบคุม
ตึก... ตึก... เสียงฝีเท้าเบื้องบนเริ่มเดินวนหาทางลงมาในช่องลับ
ซูเจินอ้าปากเตรียมจะกระซิบเตือนเขาถึงอันตรายจากทั้งยาพิษและนักฆ่าด้านบน ทว่าก่อนที่เสียงใดจะเล็ดลอดออกจากลำคอ...
มือใหญ่ที่เคยวางอยู่บนเอวของนางก็ตวัดขึ้นมาตะปบเข้าที่ท้ายทอย รั้งใบหน้าของนางให้โน้มต่ำลงมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง ในขณะเดียวกัน ร่างสูงใหญ่ของหยางอวี้เฉินก็พลิกตัวกลับอย่างฉับพลัน!
โลกของซูเจินหมุนคว้างในความมืด เพียงพริบตาเดียว แผ่นหลังของนางก็ถูกดันให้แนบชิดกับผนังดินที่เย็นชื้น โดยมีร่างแกร่งของชินอ๋องคร่อมทับอยู่เบื้องหน้า กักขังนางไว้ในวงแขนและสรีระที่เหนือกว่าอย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางพื้นที่ที่แคบจนไม่อาจขยับเขยื้อน
"ชู่ว..."
เสียงกระซิบพร่าสะท้านดังขึ้นชิดริมฝีปากของนาง
หยางอวี้เฉินไม่ได้ใช้มือปิดปากนางเพื่อกลั้นเสียงร้องอย่างที่ควรจะเป็น ทว่าเขากลับจงใจก้มหน้าลงมาจนกลีบปากหยักลึกของเขาแนบชิด เบียดเสียดอยู่กับริมฝีปากนุ่มละมุนของนาง ลมหายใจร้อนจัดที่เจือด้วยกลิ่นไม้หอมและกลิ่นอายความปรารถนาที่ถูกปลุกเร้า รินรดแลกเปลี่ยนกันในระยะประชิดจนแทบจะแยกไม่ออกว่าลมหายใจใดเป็นของใคร
ดวงตาของซูเจินเบิกกว้างในความมืด นางตัวแข็งทื่อราวกับถูกมนต์สะกด สัมผัสจากริมฝีปากของเขาที่เฉียดผ่านไปมาทุกครั้งที่เขาขยับปากกระซิบ มันคือการคุกคามที่เย้ายวนที่สุดเท่าที่นางเคยเผชิญ
"อย่าส่งเสียง..."
เขาพึมพำชิดกลีบปากนาง จมูกโด่งสันปัดป่ายคลอเคลียอยู่กับปลายจมูกรั้นของนางอย่างจงใจ
"พวกมันกำลังหาทางลงมา หากเจ้าไม่อยากถูกจับสับเป็นชิ้นๆ ก็จงเงียบซะ..."
นางพยักหน้าเร็วๆ อย่างว่าง่าย ทว่าการขยับตัวเพียงเล็กน้อยในพื้นที่คับแคบเช่นนี้ กลับทำให้อกอวบอิ่มของนางบดเบียดเข้ากับแผงอกล่ำสันของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หยางอวี้เฉินครางต่ำในลำคอด้วยความพึงพอใจระคนทรมาน พิษกามารมณ์สลายสติกำลังออกฤทธิ์อย่างรุนแรง มันแผดเผาสติสัมปชัญญะที่เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็งของเขาให้หลอมละลาย กลายเป็นเพียงสัญชาตญาณดิบเถื่อนของบุรุษเพศที่โหยหาการครอบครอง
เขาไม่สนว่านักฆ่าอยู่เบื้องบน เขาไม่สนว่าศัตรูทางการเมืองจะเล่นงานเขาอย่างไร ในหัวของเขายามนี้ มีเพียงสตรีร่างนุ่มนิ่มที่ส่งกลิ่นหอมสะอาดสะอ้านอยู่ในอ้อมแขน สตรีที่ดื้อรั้น เย่อหยิ่ง ทว่ากลับมีแรงดึงดูดมหาศาลที่ทำให้เขาแทบคลั่ง
"ท่านอ๋อง... ท่านกำลังโดนพิษ..."
ซูเจินฝืนกระซิบตอบเสียงสั่น พยายามเบี่ยงหน้าหลบริมฝีปากที่กำลังจาบจ้วงคลอเคลียอยู่ตรงมุมปากของนาง ทว่าในช่องลับที่แคบเท่าโลงศพเช่นนี้ นางจะหนีไปทางใดได้
"ข้ารู้..."
เขาตอบรับเสียงพร่า มือใหญ่ที่ประคองท้ายทอยนางอยู่ สอดลึกเข้าไปในกลุ่มผมนุ่มสลวย ออกแรงดึงเบาๆ บังคับให้นางต้องเงยหน้ารับสัมผัสของเขา
"ร่างกายของข้าร้อนดั่งไฟสุม... และเจ้า... คือน้ำเย็นเพียงหยดเดียวที่ข้ามี..."
สิ้นคำพูดนั้น หยางอวี้เฉินก็ไม่อาจสะกดกลั้นความปรารถนาที่พุ่งทะยานได้อีกต่อไป ริมฝีปากที่เคยเพียงแค่เฉียดผ่าน บัดนี้แนบสนิทลงบนกลีบปากนุ่มของซูเจินอย่างหนักหน่วงและดุดัน!
ดวงตาของซูเจินเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง ร่างกายของนางกระตุกเกร็งด้วยความตกใจและจาบจ้วงอย่างไม่ทันตั้งตัว จูบของเขาไม่ได้นุ่มนวลหรืออ่อนโยน แต่มันเต็มไปด้วยความเร่าร้อน หิวกระหาย และการตักตวงอย่างเอาแต่ใจ ราวกับพญาราชสีห์ที่กำลังขย้ำเหยื่ออันโอชะ
นางพยายามจะเผยอปากประท้วง ทว่านั่นกลับเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เขาแทรกเรียวลิ้นร้อนชื้นเข้ามาช่วงชิงความหวานล้ำภายในโพรงปากของนางได้อย่างง่ายดาย สัมผัสของเขาดุดัน ไล่ต้อน และเรียกร้องสิทธิ์ขาดในการครอบครอง ลิ้นร้อนเกี่ยวตวัดพัวพันจนลมหายใจของนางขาดห้วง สมองของนางขาวโพลนไปชั่วขณะ
เสียงฝีเท้าเบื้องบนยังคงดังอยู่เป็นระยะ ทว่าซูเจินกลับไม่ได้ยินสิ่งใดอีกแล้ว โสตประสาทของนางอื้ออึงไปหมด มีเพียงเสียงหัวใจของนางและเขาที่เต้นประสานกันอย่างบ้าคลั่ง สัมผัสที่ริมฝีปากรุ่มร้อนจนแทบจะแผดเผานางให้เป็นจุณ มือเรียวที่เคยกำแน่นเพื่อผลักไสเขา บัดนี้กลับเผลอไผลยกขึ้นกำสาบเสื้อของเขาไว้แน่น เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวไม่ให้นางล้มพับลงไปกับพื้นดิน
หยางอวี้เฉินถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ปล่อยให้นางได้สูดอากาศหายใจ ทว่าเขาไม่ได้ถอยห่างไปไหน ริมฝีปากร้อนผ่าวเลื่อนต่ำลงมาตามแนวสันกรามของนาง ไล้เรื่อยมาจนถึงลำคอระหงที่เชิดขึ้นตามสัญชาตญาณ ปลายลิ้นร้อนชื้นลากผ่านเส้นเลือดใหญ่ที่กำลังเต้นตุบๆ ของนาง ก่อนจะขบเม้มเบาๆ สร้างรอยประทับสีแดงเรื่อฝากไว้บนผิวขาวผ่อง
"อ๊ะ..."
ซูเจินหลุดเสียงครางหวานออกมาอย่างไม่อาจควบคุม ความรู้สึกซ่านสยิวแล่นพล่านไปตามไขสันหลัง ร่างกายของนางตอบสนองต่อสัมผัสของเขาอย่างซื่อตรง แม้ในใจจะร้องประท้วงว่านี่คือเรื่องที่ไม่สมควร และเขาทำไปเพราะฤทธิ์ยาพิษก็ตาม
"เสียงของเจ้า... หวานล้ำยิ่งกว่าน้ำผึ้งป่าเสียอีก"
เขาพึมพำชิดซอกคอนาง ลมหายใจหอบหนัก มือใหญ่เลื่อนจากท้ายทอยลงมาลูบไล้แผ่นหลังบอบบาง ลากผ่านเอวคอด ก่อนจะรั้งสะโพกมนของนางให้เบียดชิดกับหน้าขาของเขามากยิ่งขึ้น เป็นการบอกให้นางรู้ถึงความต้องการที่พุ่งสูงปรี๊ดของเขาอย่างโจ่งแจ้ง
"ท... ท่านอ๋อง ได้โปรดหยุด..."
นางเค้นเสียงห้ามปราม น้ำเสียงสั่นเทาและไร้เรี่ยวแรง "หากท่านไม่ควบคุมสติ พิษจะยิ่งแล่นเข้าสู่หัวใจเร็วขึ้น ท่านจะตายนะเพคะ!"
หยางอวี้เฉินชะงักไปชั่วครู่ สติสัมปชัญญะเสี้ยวสุดท้ายของเขาถูกดึงกลับมาด้วยคำเตือนของนาง เขาขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน พยายามใช้สมาธิและวรยุทธ์ทั้งหมดที่มีเพื่อกดข่มความพลุ่งพล่านในสายเลือด ทว่าความเจ็บปวดจากพิษและความปรารถนาที่ตีรวนอยู่ภายใน ทำให้ร่างสูงใหญ่สั่นสะท้านอย่างหนัก
เขาซบหน้าผากลงกับไหล่บอบบางของนาง หอบหายใจอย่างเอาเป็นเอาตาย เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายเต็มใบหน้าหล่อเหลา
"ข้า... กำลังพยายาม..."
เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความทรมาน
"แต่พิษนี่... ร้ายกาจนัก หากข้าทนไม่ไหว... ข้าอาจจะ... หักคอเจ้าทิ้ง... เพื่อหยุดความทรมานนี้"
คำขู่ที่น่ากลัวกลับแฝงไปด้วยความเวทนา ซูเจินรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้หยิ่งทะนงเพียงใด การที่เขาต้องมาสูญเสียการควบคุมและยอมรับความอ่อนแอต่อหน้านางเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่เขาเจ็บปวดเหนือสิ่งอื่นใด
นางหลับตาลง ชั่งใจอย่างหนักหน่วง หากนางปล่อยเขาไว้ เขาจะธาตุไฟแตกซ่านและตายในที่สุด แต่หากนางช่วยเขา... วิธีเดียวที่จะถอน 'พิษกามารมณ์สลายสติ' ได้ หากไม่มียาถอนพิษ ก็คือการใช้ 'หยิน' ของสตรีมาดับความร้อนรุ่มของ 'หยาง' ในกายเขา ซึ่งหมายถึง... การร่วมอภิรมย์!
ไม่ นางเป็นเพียงสายลับ เป็นอู่จั้ว นางไม่อาจมอบเรือนร่างและพรหมจรรย์ให้กับบุรุษที่เพิ่งจะขู่ฆ่านางเมื่อคืนนี้ได้!
"ยังมีอีกวิธี..."
ซูเจินลืมตาขึ้น ดวงตาหงส์ทอประกายเด็ดเดี่ยวในความมืด นางต้องใช้ความรู้ทางการแพทย์ทั้งหมดที่มีเพื่อดึงเขากลับมาจากขุมนรก
"สกัดจุด... หม่อมฉันต้องสกัดจุดลมปราณของท่านอ๋อง เพื่อหยุดการไหลเวียนของเลือดชั่วคราว ไม่ให้พิษแล่นเข้าสู่หัวใจ จากนั้นหม่อมฉันจะใช้เข็มเงินรีดพิษออกจากบาดแผล"
นางไม่รอให้เขาอนุญาต มือเรียวรีบล้วงเข้าไปในห่อเครื่องมือ หยิบเข็มเงินเล่มยาวออกมา ทว่าในพื้นที่ที่มืดสนิทและคับแคบเช่นนี้ การจะหาจุดฝังเข็มที่แม่นยำบนร่างกายของบุรุษที่กำลังดิ้นรนจากความทรมาน นับเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ
"อยู่นิ่งๆ เพคะท่านอ๋อง หม่อมฉันต้องหาจุดเสินเหมินที่ข้อมือของท่าน"
นางกระซิบ พยายามควานหามือข้างซ้ายของเขา
ทว่าหยางอวี้เฉินกลับคว้าข้อมือของนางไว้แน่นเสียก่อน แรงบีบของเขามหาศาลจนนางนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด
"เปล่าประโยชน์..."
เขาหอบหายใจ ดวงตาสีดำสนิทที่เคยวาวโรจน์ บัดนี้ปรือปรอยและเต็มไปด้วยไฟปรารถนาที่ไม่อาจดับได้ เขามองทะลุความมืดเข้ามาในดวงตาของนาง
"เข็มของเจ้า... หยุดไฟในตัวข้าไม่ได้หรอก ซูเจิน..."
เขาไม่ยอมปล่อยให้นางทำการรักษา กลับใช้มืออีกข้างรวบเอวของนาง ยกตัวนางขึ้นจนเท้าลอยจากพื้น บังคับให้นางใช้สองขากระหวัดรัดรอบเอวสอบของเขาไว้!
ท่าทางที่ล่อแหลมและแนบชิดจนไร้ช่องว่างนี้ ทำเอาสติของซูเจินขาดผึง! นางสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งและร้อนระอุของเขาที่บดเบียดอยู่ใจกลางความเป็นหญิงของนางผ่านเนื้อผ้าบางๆ ความอันตรายพุ่งทะยานถึงขีดสุดเมื่อเขาดันร่างของนางไปกระแทกกับผนังดินอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่หลงเหลือความอ่อนโยนใดๆ อีกต่อไป
"ท่านอ๋อง! ไม่ได้นะเพคะ"
นางร้องประท้วง พยายามผลักแผงอกเขาออก
แต่หยางอวี้เฉินไม่ฟังสิ่งใดอีกแล้ว พิษร้ายได้กลืนกินสติสัมปชัญญะของเขาไปจนหมดสิ้น ริมฝีปากร้อนจัดทาบทับลงมาปิดปากนางอีกครั้ง คราวนี้มันดุดันและบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม มือใหญ่ของเขากระชากสาบเสื้อสีเทาของนางจนขาดวิ่น เผยให้เห็นเอี๊ยมตัวในสีดอกท้อและเนินอกขาวผ่องที่กระเพื่อมไหวตามแรงหอบหายใจ!
