ตอนที่ 8 ศีรษะในไหสุรา
ความมืดมิดในช่องลับแคบๆ บัดนี้ถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงแห่งราคะที่ถูกจุดประกายขึ้นจาก 'พิษกามารมณ์สลายสติ' เสียงฝีเท้าของนักฆ่าเบื้องบนที่กำลังหาทางทะลวงลงมา ไม่อาจฉุดรั้งสติสัมปชัญญะของชินอ๋องหยางอวี้เฉินได้อีกต่อไป เมื่อสัญชาตญาณดิบเถื่อนและฤทธิ์ยาพิษได้เข้าครอบงำพญาราชสีห์ผู้นี้จนหมดสิ้น
เสียงผ้าแพรเนื้อดีถูกกระชากขาดดังบาดหูในความเงียบ สาบเสื้อสีเทาของซูเจินหลุดลุ่ยออกจากลาดไหล่บอบบาง เผยให้เห็นผิวขาวผ่องที่ตัดกับความมืดมิด และเอี๊ยมตัวในสีดอกท้อที่ไม่อาจปกปิดความอวบอิ่มที่กำลังสั่นสะท้านตามแรงหอบหายใจของนางได้
"ท่านอ๋อง... อ๊ะ!"
ซูเจินร้องครางออกมาอย่างตื่นตระหนก เมื่อริมฝีปากร้อนจัดราวกับเหล็กเผาไฟของเขาละทิ้งกลีบปากของนาง แล้วลากไล้ลงมาตามลำคอระหง ขบเม้มและฝากรอยรักสีสีกุหลาบไว้บนผิวเนื้ออ่อนนุ่มอย่างหิวกระหาย ความร้อนจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านทะลุผ่านเสื้อผ้าบางเบาที่เหลืออยู่ เข้ามาลวกผิวของนางจนร้อนผ่าวไปทั้งร่าง
มือใหญ่ที่สากระคายจากการจับดาบลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเปลือยเปล่าของนางอย่างจาบจ้วง ก่อนจะเลื่อนลงมาบีบเคล้นสะโพกมนอย่างหนักหน่วง บังคับให้สรีระท่อนล่างของนางบดเบียดเข้ากับความตึงเครียดแข็งขืนของเขาที่ดุนดันอยู่ภายใต้ร่มผ้า
"ซูเจิน... ข้าต้องการเจ้า..."
หยางอวี้เฉินครางกระหึ่มในลำคอ เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความทรมานแสนสาหัส
"ไฟในกายข้า... มันกำลังจะเผาข้าให้ตาย..."
ซูเจินกำเข็มเงินในมือแน่นจนสั่น นางรู้ดีว่าหากฝังเข็มพลาดเพียงชุ่นเดียวในความมืดนี้ เขาอาจจะธาตุไฟแตกซ่านได้ทันที ทว่าหากนางไม่ทำสิ่งใด นางก็จะตกเป็นของเขาในสถานที่อันน่าสมเพชเช่นนี้ แต่เมื่อปลายนิ้วร้อนระอุของเขาสอดลึกเข้าไปใต้ขอบเอี๊ยม กอบกุมทรวงอกของนางไว้อย่างเอาแต่ใจ พร้อมกับปลายลิ้นร้อนชื้นที่ตวัดเลียยอดถันผ่านเนื้อผ้าบางเบา สติสัมปชัญญะที่นางพยายามยึดเหนี่ยวไว้ก็ขาดผึง
เข็มเงินเล่มบางร่วงหล่นจากมือ ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินอันมืดมิด เช่นเดียวกับกำแพงแห่งความเย่อหยิ่งของนางที่พังทลายลง
นางไม่อาจต้านทานแรงดึงดูดที่รุนแรงดั่งพายุหมุนนี้ได้อีกต่อไป ท่ามกลางความเป็นความตาย กลิ่นอายบุรุษเพศที่เข้มข้น ความแข็งแกร่งที่โอบรัดนางไว้ และความเจ็บปวดทรมานของเขา ทำให้นางตัดสินใจเลือกหนทางเดียวที่จะดับไฟนรกในกายเขาได้... นางยอมจำนน
"ท่านอ๋อง..."
ซูเจินกระซิบเสียงหวานหู สองแขนเรียวตวัดขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งของเขา ปลายนิ้วสอดประสานเข้าไปในกลุ่มผมดกดำของเขา
"หม่อมฉัน... จะช่วยท่านเอง"
คำอนุญาตนั้นเปรียบเสมือนหยาดน้ำทิพย์ที่ชโลมลงบนกองเพลิง หยางอวี้เฉินไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป เขาจัดการปลดเปลื้องปราการชิ้นสุดท้ายที่ขวางกั้นคนทั้งสองออกอย่างรวดเร็วและเร่าร้อน ความคับแคบของช่องลับบีบบังคับให้นางต้องใช้สองขากระหวัดรัดรอบเอวสอบของเขาไว้แน่น เพื่อเปิดทางให้ความปรารถนาอันดุดันได้แทรกซึมเข้ามา มือใหญ่ของชายหนุ่มละทิ้งจากทรวงอกอันอวบอิ่มลากเลื่อนลงมาที่หน้าท้องที่แบนราบลงต่ำลงมาตรงซองขาของนาง
ในเสี้ยววินาทีนั้นเสียงครางแผ่วเครือหลุดรอดจากลำคอระหง เมื่อปลายนิ้วหยาบกร้านของบุรุษรุกล้ำลูบไล้ลงบนกลีบผกาอันอวบอิ่ม ก่อนจะสอดแทรกนิ้วเรียวยาวเข้าสำรวจความคับแคบอย่างเอาแต่ใจ ซูเจินบิดกายเร่าด้วยความสยิวซ่าน นางสัมผัสได้ถึงหยาดน้ำหวานที่รินหลั่งออกมาจนฉ่ำเยิ้ม ชโลมไล้ไปตามปลายนิ้วของเขาจนเปียกชื้น
บัดนี้ ความอดทนของหยางอวี้เฉินขาดผึงลงด้วยฤทธิ์พิษที่พลุ่งพล่านและความโหยหาที่อัดอั้น เขาไม่อาจยับยั้งชั่งใจได้อีกต่อไป ชายหนุ่มจัดการยัดเยียดตัวตนอันร้อนระอุและแข็งขึงดั่งแท่งเหล็ก สอดประสานเข้าสู่ใจกลางความอ่อนนุ่มที่แสนคับแน่นของนางในคราเดียว!
"อ๊ะ!..."
ซูเจินหวีดร้องเสียงหลง ร่างบางสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวระคนซ่านสยิว น้ำตาหยดใสร่วงเผาะอาบหางตา ทว่าเสียงร้องนั้นกลับถูกปิดกั้นด้วยริมฝีปากร้อนระอุที่ทาบทับลงมา หยางอวี้เฉินมอบจุมพิตที่ลึกซึ้งดูดดื่มเพื่อปลอบประโลมขวัญเพียงชั่วลมหายใจ ก่อนที่สัญชาตญาณดิบและพิษร้ายจะสั่งการให้เขาเริ่มขับเคลื่อนสะโพก สอบส่งจังหวะรักอันดุดันบ้าคลั่งเข้าใส่นางไม่ยั้ง!
พายุแห่งความปรารถนาโหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิด ร่างกายสองสายเบียดเสียดแนบชิดจนเหงื่อกาฬไหลชโลมประพรมราวกับจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียว ทุกจังหวะการกระแทกกระทั้นหนักหน่วงและเรียกร้องอย่างตะกรุมตะกราม ความร้อนรุ่มจากพิษกามารมณ์ในกายเขาค่อยๆ ถ่ายเทผ่านจุดเชื่อมต่ออันลึกซึ้ง ส่งผ่านคลื่นความเสียวซ่านระลอกแล้วระลอกเล่าเข้าสู่ร่างกายของซูเจิน จนนางไม่อาจกักเก็บเสียงครวญครางที่แสนน่าอายไว้ได้อีกต่อไป
"อ๊ะ... อื้อ... ท่านอ๋อง... หม่อมฉัน... ไม่ไหวแล้ว..."
นางหอบหายใจจนทรวงอกกระเพื่อมไหว สองมือน้อยจิกทึ้งลงบนแผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเพื่อระบายความรัญจวนที่แทบจะทำให้สติหลุดลอย
"เรียกชื่อข้า... ซูเจิน... เรียกชื่อข้าเดี๋ยวนี้!"
เขาสั่งเสียงพร่าต่ำ กระชากสะโพกสอบเข้าหาอย่างรุนแรงจนร่างของนางสั่นคลอน ปะทะกับผนังดินจนเกิดเสียงดังสะท้อน
"อวี้เฉิน... หยางอวี้เฉิน!"
เสียงเรียกขานนั้นราวกับมนต์สะกดที่ปลดเปลื้องพันธนาการสุดท้าย หยางอวี้เฉินคำรามลั่นในลำคอราวกับสัตว์ป่าที่คลุ้มคลั่ง เขารวบร่างบางเข้ามากอดรัดไว้แน่นจนแทบจะฝังนางเข้าไปในสายเลือด ก่อนจะตอกย้ำตัวตนเข้าหาความลึกซึ้งเป็นครั้งสุดท้ายอย่างหนักหน่วงที่สุด ปลดปล่อยหยาดน้ำพุแห่งชีวิตที่อุ่นลวกเข้าสู่กายสาวจนล้นทะลัก
กระแสความสุขสมแล่นปราดไปทั่วสรรพางค์กาย ซูเจินกระตุกเกร็งรับหยาดอารมณ์ที่ฉีดพ่นเข้ามาภายในครั้งแล้วครั้งเล่า นางซบหน้าลงกับแผงอกชุ่มเหงื่อของเขา หอบสะท้านอย่างหมดเรี่ยวแรงที่จะต่อต้าน หรือแม้แต่จะขยับกายหนีจากอ้อมกอดที่แสนอันตรายนี้...
ความร้อนรุ่มจาก 'พิษกามารมณ์สลายสติ' ที่เคยแผดเผาหยางอวี้เฉิน ค่อยๆ มอดดับลงราวกับกองไฟที่ถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด สติสัมปชัญญะและความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ของชินอ๋องหวนกลับคืนมาอีกครั้ง พร้อมกับลมปราณที่เคยปั่นป่วนก็เริ่มไหลเวียนเป็นปกติ
เขาหอบหายใจลึก ก้มลงจุมพิตกระหม่อมของสตรีในอ้อมแขนอย่างหวงแหน... นางยอมเสียสละพรหมจรรย์และเรือนร่างเพื่อดึงเขากลับมาจากความตาย หมากตัวนี้... เขาไม่อาจปล่อยมือนางได้อีกต่อไป
ตึง!! โครม!!
ทว่าความสงบสุขนั้นอยู่ได้เพียงไม่กี่อึดใจ เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวมาจากด้านบน แผ่นดินสั่นสะเทือนเมื่อเหล่านักฆ่าเบื้องบนใช้ดินระเบิดทำลายปากหลุมพราง หมายจะบุกทะลวงลงมาสังหารผู้ที่อยู่เบื้องล่าง
"พวกมันมาแล้ว"
ซูเจินเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว นางพยายามจะขยับตัวออกห่าง
"อย่ากลัว... มีข้าอยู่"
หยางอวี้เฉินเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทรงอำนาจ เขาจัดการจัดเสื้อผ้าของนางให้เข้าที่อย่างรวดเร็วที่สุด ถอดเสื้อคลุมตัวนอกของเขาที่ยังคงสภาพดีอยู่ คลุมทับร่างบอบบางของนางไว้มิดชิดเพื่อปกปิดร่องรอยแห่งความเร่าร้อนเมื่อครู่
เมื่อพิษร้ายถูกถอนออกไป พลังวัตรของชินอ๋องก็ฟื้นคืนกลับมาเต็มเปี่ยม เขารวบเอวซูเจินไว้ด้วยแขนข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างกำหมัดแน่น รวบรวมลมปราณทั้งหมดที่มีไปที่ฝ่ามือ
"หลับตาซะ"
เขาสั่ง
ซูเจินหลับตาปี๋ ซุกหน้าเข้ากับอกเขา ในจังหวะเดียวกับที่นักฆ่าสามคนกระโดดลงมาจากหลุมพรางพร้อมดาบวาววับ หยางอวี้เฉินก็ซัดฝ่ามือกระแทกเข้ากับผนังดินด้านในของช่องลับอย่างสุดแรงเกิด
ตูม!!
อานุภาพของฝ่ามือพยัคฆ์คำรามทำลายล้างกำแพงดินจนแหลกละเอียดเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ แรงอัดอากาศกระแทกนักฆ่าทั้งสามจนกระเด็นกลับไปด้านหลัง ในขณะที่หยางอวี้เฉินอาศัยฝุ่นควันที่คละคลุ้ง อุ้มร่างของซูเจินพุ่งทะยานทะลุกำแพงดินที่พังทลายนั้น เข้าไปสู่อีกฟากหนึ่งของชั้นใต้ดินทันที!
ทั้งสองกลิ้งหลุนๆ ลงไปตามทางลาดชันที่เต็มไปด้วยเศษหินและดิน ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่บนพื้นหินสกัดที่เย็นเยียบและแข็งกระด้าง หยางอวี้เฉินใช้ตัวเองเป็นเบาะรองรับร่างของซูเจินไว้อีกครั้ง เมื่อฝุ่นควันเริ่มจางลง ความเงียบสงัดก็เข้ามาแทนที่ ไม่มีเสียงตามล่าของนักฆ่า พวกมันคงสลบหรือตายไปจากแรงกระแทกของฝ่ามือเมื่อครู่
"ท่านอ๋อง... ท่านเป็นอะไรหรือไม่"
ซูเจินรีบขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ความรู้สึกปวดร้าวที่ใจกลางลำตัวทำให้นางต้องนิ่วหน้า แต่นางก็พยายามซ่อนมันไว้
"ข้าไม่เป็นไร..."
หยางอวี้เฉินยันตัวลุกขึ้นนั่งตาม เขายกมือขึ้นสัมผัสแผลที่แขนซ้าย เลือดหยุดไหลแล้ว และสีของเลือดก็กลับมาเป็นสีแดงสด บ่งบอกว่าพิษถูกถอนออกไปหมดสิ้น
เขาล้วงเอาแท่งศิลาไฟออกมาจากอกเสื้อ จุดประกายไฟขึ้นเล็กน้อย แสงสว่างสีส้มเรืองรองขับไล่ความมืดมิด เผยให้เห็นสถานที่ที่พวกเขาทะลวงเข้ามา
มันไม่ใช่ช่องลับแคบๆ อีกต่อไป แต่เป็นห้องโถงใต้ดิน ขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรบรรจงด้วยอิฐสีเทา บรรยากาศภายในห้องนี้ทั้งเย็นและชื้น ทว่าสิ่งที่เตะจมูกของคนทั้งสองอย่างรุนแรง ไม่ใช่กลิ่นดินหรือฝุ่น...
แต่เป็นกลิ่นของสุราหมักที่ฉุนกึกและเข้มข้นจนแสบจมูก
เมื่อแสงไฟส่องไปทั่วบริเวณ ซูเจินก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ทั่วทั้งโถงใต้ดินแห่งนี้ เรียงรายไปด้วย ไหสุราดินเผาขนาดใหญ่เท่าเอวคนนับร้อยไห พวกมันถูกปิดผนึกด้วยฝาไม้และดินเหนียวสีแดงอย่างแน่นหนา ฝุ่นและใยแมงมุมที่เกาะกรังบ่งบอกว่าสถานที่แห่งนี้ถูกปิดตายและไม่มีใครย่างกรายเข้ามาเป็นเวลานานนับสิบปี
"ที่นี่คือ... ห้องเก็บสุราใต้ดินของเรือนเหมยฟ้าจรดงั้นหรือ"
หยางอวี้เฉินพึมพำ เขาลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองไปรอบๆ
"เสด็จแม่ของข้าโปรดปรานการหมักสุราดอกเหมย... ไม่คิดเลยว่ายังมีห้องลับเช่นนี้ซ่อนอยู่ใต้เรือนร้าง"
ซูเจินลุกขึ้นยืนช้าๆ กระชับเสื้อคลุมของเขาที่คลุมทับร่างนางไว้แน่น กลิ่นสุราที่นี่แรงมาก แต่นางเป็นถึงอู่จั้ว จมูกของนางไวต่อกลิ่นที่ผิดปกติเสมอ ท่ามกลางกลิ่นเหล้าหมักที่หอมฉุน นางกลับได้กลิ่นบางอย่างที่คุ้นเคยแทรกซึมอยู่...
มันคือกลิ่นหอมหวานเอียนเลี่ยนของรากเถาวิรุณนิทราและกลิ่นเหม็นสาบของศพ
"ท่านอ๋องเพคะ..."
นางกระซิบเสียงเครียด ชี้มือไปยังมุมหนึ่งของห้องใต้ดินที่มืดที่สุด
"กลิ่นนั่น... หม่อมฉันได้กลิ่นยาพิษและกลิ่นคาวเลือดลอยมาจากทางนั้น"
หยางอวี้เฉินหรี่ตาลง เขากระชับแท่งศิลาไฟในมือ เดินนำหน้านางตรงไปยังมุมมืดนั้นทันที
ที่นั่น มีไหสุราขนาดกลางใบหนึ่งตั้งแยกตัวออกมาจากไหใบอื่นๆ ฝาปิดดินเหนียวของมันดูใหม่กว่าไหใบอื่น และมีรอยแตกกะเทาะเล็กน้อย ราวกับเพิ่งถูกเปิดและปิดกลับไปเมื่อไม่นานมานี้
ซูเจินเดินเข้าไปใกล้ หัวใจของนางเต้นแรงด้วยลางสังหรณ์บางอย่าง นางพยักหน้าให้หยางอวี้เฉิน ชายหนุ่มจึงใช้ฝ่ามือกระแทกเบาๆ ที่ฝาไห
ปึก!
ฝาดินเหนียวแตกออก ร่วงหล่นลงบนพื้น กลิ่นสุราที่ฉุนจัดระเหยพุ่งพรวดออกมาปะทะใบหน้า ทว่าสิ่งที่ตามมาคือกลิ่นเหม็นเน่าและกลิ่นยาสลบที่รุนแรงจนซูเจินต้องเบือนหน้าหนี
หยางอวี้เฉินยื่นแท่งศิลาไฟเข้าไปใกล้ปากไห แสงสว่างสาดส่องลงไปกระทบกับของเหลวสีเหลืองขุ่นภายใน และสิ่งที่ลอยคออยู่ปริ่มน้ำสุรานั้น ก็ทำเอาคนทั้งสองต้องนิ่งขึงไปในทันที!
มันคือ 'ศีรษะมนุษย์' !
ศีรษะขององครักษ์เงาฝ่ายตรวจการที่หายไป ถูกฆาตกรนำมายัดใส่ไว้ในไหสุราหมัก ดองไว้ด้วยเหล้าแรงและสมุนไพรเพื่อดับกลิ่นเหม็นเน่าอำพรางสายตาผู้คน ใบหน้าของศพซีดเผือดบวมอืด ดวงตาเบิกโพลงค้างด้วยความทรมาน แต่รอยตัดที่ลำคอนั้นตรงกับรอยแผลที่นางชันสูตรเมื่อคืนนี้ทุกประการ!
"หามันพบจนได้..."
หยางอวี้เฉินเค้นเสียงลอดไรฟัน
"พวกมันซ่อนศีรษะไว้ในห้องใต้ดินจวนข้าเอง ช่างกล้าหาญชาญชัยนัก"
ซูเจินกลืนน้ำลายลงคอ พยายามข่มความสะอิดสะเอียน นางดึงมีดผ่าตัดขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในรองเท้าบูทออกมา
"หม่อมฉันต้องตรวจดูศีรษะนี้เพคะ เพื่อหาสารตกค้างของรากเถาวิรุณนิทรา"
นางเอ่ยปาก
นางใช้ปลายมีดเกี่ยวริมฝีปากที่บวมอืดของศพให้เผยอออก เพื่อจะตรวจสอบสภาพในช่องปากและโคนลิ้น ทว่า... ทันทีที่ปากของศพเปิดออก สิ่งที่สะท้อนแสงไฟวาววับอยู่ภายใน กลับไม่ใช่เพียงลิ้นสีคล้ำ แต่เป็นวัตถุโลหะบางอย่างที่ถูกยัดลึกเข้าไปในลำคอ
"นั่นอะไรน่ะ"
หยางอวี้เฉินขมวดคิ้ว
ซูเจินใช้ปลายมีดคีบวัตถุโลหะชิ้นนั้นออกมาอย่างระมัดระวัง เมื่อนำมันขึ้นมาเช็ดคราบสุราและเลือดออกด้วยเศษผ้า แสงสว่างก็เผยให้เห็นแผ่นป้ายโลหะสี่เหลี่ยมสีทองหม่น สลักลวดลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาอย่างประณีตบรรจง
ทันทีที่หยางอวี้เฉินเห็นป้ายโลหะนั้น ร่างสูงใหญ่ของเขาก็แข็งทื่อ ดวงตาสีดำสนิทเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นตะลึงและกราดเกรี้ยวอย่างถึงที่สุด
"นี่มัน..."
ซูเจินอ่านตัวอักษรที่สลักอยู่ด้านหลังป้าย
"ป้ายคำสั่งพยัคฆ์... ของชินอ๋อง"
"มันคือของปลอม!"
หยางอวี้เฉินตวาดลั่น เขากระชากป้ายโลหะนั้นมาจากมือนาง พลิกดูด้วยมือที่สั่นเทาด้วยความโกรธ
"ป้ายคำสั่งพยัคฆ์ของจริงอยู่กับข้าตลอดเวลา และไม่มีผู้ใดเคยเห็นลวดลายลับที่ซ่อนอยู่ในรอยสลักนี้... แต่ป้ายปลอมชิ้นนี้ ทำเลียนแบบได้เหมือนจริงแทบทุกกระเบียดนิ้ว แม้แต่รอยตำหนิที่มุมซ้ายล่างก็ยังเหมือน"
ความตึงเครียดที่เย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วโถงใต้ดิน ซูเจินเข้าใจความหมายของสิ่งที่เกิดขึ้นทันที
ฆาตกรไม่ได้แค่ทิ้งศีรษะไว้ แต่จงใจยัดป้ายคำสั่งปลอมไว้ในปากศพ หากทางการมาพบศีรษะนี้ ป้ายคำสั่งนี้จะเป็นหลักฐานชิ้นเอกที่มัดตัวชินอ๋องว่าเขาเป็นคนสั่งการสังหารองครักษ์เงาผู้นี้ด้วยตนเอง
และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้น...
"การจะเลียนแบบป้ายคำสั่งลับได้เหมือนจริงถึงเพียงนี้..."
ซูเจินกระซิบ เสียงของนางสั่นสะท้านเมื่อปริศนาชิ้นสุดท้ายถูกต่อเข้าด้วยกัน
"ต้องเป็นคนที่เคยจับต้องป้ายของจริง... ต้องเป็นคนที่ใกล้ชิดท่านอ๋องที่สุด... มีหนอนบ่อนไส้ระดับสูงอยู่ในจวนของท่านเพคะ"
หยางอวี้เฉินกำป้ายปลอมนั้นแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยเพลิงแห่งการนองเลือด ศัตรูไม่ได้อยู่แค่ในราชสำนัก ไม่ได้มีแค่สำนักเงาโลหิต แต่มันแฝงตัวอยู่ข้างกายเขา กินนอนอยู่ในจวนของเขา และรู้ทุกความเคลื่อนไหวของเขา
"ใครก็ตามที่ทรยศข้า..."
น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นและเหี้ยมโหดประดุจพญายมราชที่เพิ่งตื่นจากขุมนรก
"ข้าจะลากคอมันออกมา ถลกหนังมันทั้งเป็น และสับมันเป็นหมื่นๆ ชิ้น!"
ท่ามกลางกลิ่นสุราหมักและกลิ่นคาวเลือด ปริศนาซ้อนปริศนาได้ถูกเปิดเผยแล้ว ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวกำลังบีบรัดเข้ามา ซูเจินมองดูบุรุษที่เพิ่งจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับนางเมื่อครู่ บัดนี้เขากลายเป็นพญามัจจุราชที่พร้อมจะสังหารทุกคนที่ขวางหน้า
คดีนี้ไม่ใช่แค่การป้ายสีธรรมดา แต่มันคือการ 'ชำระแค้น' และการ 'แย่งชิงอำนาจ' ที่สกปรกโสมมที่สุด และนาง... ก็ได้ถลำลึกลงมาในวังวนนี้จนไม่อาจถอนตัวได้อีกต่อไป!
