บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 6 ตามรอยกลิ่นสาบ

แสงสีทองของรุ่งอรุณเริ่มสาดส่องขับไล่ม่านหมอกแห่งรัตติกาล ทว่าภายในจวนชินอ๋องที่ดูกว้างใหญ่โอ่อ่า กลับยังคงแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของความตายและความลับที่รอการเปิดเผย

ซูเจินไม่ได้กลับไปหลับตานอนแม้แต่เค่อเดียว เวลาสามวันที่หยางอวี้เฉินมอบหมายให้เปรียบเสมือนดาบที่จ่ออยู่บนลำคอ นางผลัดเปลี่ยนชุดหมอหญิงที่เปื้อนคราบเลือดออก สวมชุดสีเทาเข้มที่ทะมัดทะแมงและกลืนไปกับสภาพแวดล้อม รวบผมขึ้นเป็นมวยสูงเรียบง่าย ปักเพียงปิ่นไม้ธรรมดาเพื่อไม่ให้เกะกะสายตา

ก่อนจะก้าวออกจากเรือนพัก นางสูดลมหายใจเข้าลึก เรียกสมาธิและทบทวนเบาะแสทั้งหมดที่มีในหัว ฆาตกรลอบนำศพไร้หัวเข้ามาในจวนอ๋องที่มีเวรยามแน่นหนาได้อย่างไร ศพชายฉกรรจ์ตัวโต ไม่ใช่สิ่งที่จะยัดใส่แขนเสื้อแล้วเดินผ่านประตูหน้าเข้ามาได้ง่ายๆ ย่อมต้องมีเส้นทางลับหรือจุดพักศพภายในจวนก่อนที่จะนำไปจัดฉากที่เรือนอักษรพิรุณ

และกุญแจสำคัญที่จะนำทางนางไปสู่เส้นทางนั้น... คือกลิ่น

จมูกของอู่จั้วที่ถูกฝึกฝนมาแต่เยาว์วัยสามารถแยกแยะกลิ่นสมุนไพรได้นับพันชนิด ซูเจินหลับตาลง นึกย้อนไปถึงกลิ่นหอมหวานเอียนเลี่ยนของรากเถาวิรุณนิทราที่ผสมปนเปกับกลิ่นเหม็นสาบสางของน้ำตาเทียนสีดำกลิ่นสองประการนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและหลงเหลือร่องรอยไว้ในอากาศได้นานกว่าปกติ

นางเดินกลับไปยังบริเวณใกล้กับเรือนอักษรพิรุณ สถานที่เกิดเหตุเมื่อคืนนี้

"แม่นางซู"

เสียงทุ้มต่ำแข็งกระด้างดังขึ้นจากด้านหลัง ซูเจินชะงักฝีเท้า หันไปมองก็พบกับบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดองครักษ์สีดำสนิท ใบหน้าครึ่งล่างของเขาถูกปิดบังด้วยผ้าโพกสีเดียวกัน เผยให้เห็นเพียงดวงตาที่เย็นชาไร้อารมณ์

"ข้าคือ 'สือเว่ย' องครักษ์เงาประจำตัวท่านอ๋อง"

เขาเอ่ยแนะนำตัวเรียบง่าย

"ท่านอ๋องมีคำสั่งให้ข้าติดตามคุ้มกัน... และอำนวยความสะดวกแก่แม่นางในการสืบคดี"

คำว่า 'อำนวยความสะดวก' ถูกเน้นเสียงหนัก ซูเจินรู้ดีว่าความหมายที่แท้จริงของมันคือการ 'จับตาดู' ไม่ให้นางหนีหรือเล่นตุกติก นางเพียงพยักหน้ารับอย่างสงบ ไม่แสดงอาการต่อต้านใดๆ

"รบกวนท่านองครักษ์แล้ว"

นางตอบสั้นๆ ก่อนจะหันกลับไปสนใจร่องรอยบนพื้นต่อ

ซูเจินเดินวนรอบบริเวณด้านนอกของเรือนอักษร นางหลับตาลง ปล่อยให้ประสาทสัมผัสทางจมูกทำงานอย่างเต็มที่ สายลมยามเช้าพัดโชยมาบางเบา หอบเอากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาในสวนมาด้วย แต่นางปัดกวาดกลิ่นเหล่านั้นทิ้งไปจากความรับรู้ ค้นหาเพียงความหอมหวานเอียนเลี่ยนที่คุ้นเคย...

เจอแล้ว! ซูเจินลืมตาขึ้น ดวงตาหงส์ทอประกายวาววับ นางก้มหน้าลงมองพื้นอิฐที่ปูทางเดิน มีหยดสีดำเล็กๆ ขนาดเท่าหัวเข็มหมุดเปื้อนอยู่ตรงซอกอิฐ หากไม่สังเกตให้ดี ย่อมคิดว่าเป็นเพียงคราบดินโคลน แต่นางรู้ว่ามันคือหยดน้ำตาเทียนมนตร์ดำที่ฆาตกรทำร่วงหล่นไว้ขณะเคลื่อนย้ายศพ

นางเริ่มก้าวเดินตามรอยกลิ่นนั้นไปอย่างระมัดระวัง เส้นทางนั้นไม่ได้มุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่ แต่กลับลัดเลาะลึกลงไปทางทิศเหนือของจวน ผ่านสวนหิน ผ่านเรือนพักของบ่าวไพร่ที่ยังคงเงียบสงัด จนกระทั่งมาถึงเขตหวงห้ามชั้นนอก

สือเว่ยเดินตามหลังนางไปเงียบๆ รักษาระยะห่างราวห้าก้าว ทว่าในจังหวะที่ซูเจินเดินเลี้ยวโค้งพ้นกำแพงอิฐสูงไปนั้นเอง ร่างของสือเว่ยก็ถูกใครบางคนยกมือเป็นสัญญาณให้หยุด

องครักษ์เงาก้มศีรษะลงทำความเคารพอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเร้นกายหายวับไปในเงาไม้ ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้น

ผู้ที่ก้าวเข้ามาสวมรอยแทนที่ คือบุรุษร่างสูงสง่าในชุดผ้าไหมสีเข้มปักลายพยัคฆ์ด้วยดิ้นเงิน ชินอ๋องหยางอวี้เฉินนั่นเอง

เขาไม่ได้สวมกวานรัดผมเต็มยศดั่งเช่นเวลาออกว่าราชการ ผมดำขลับเพียงรวบครึ่งศีรษะปล่อยสยายเคลียคลอลาดไหล่กว้าง ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจับจ้องแผ่นหลังบอบบางของสตรีที่กำลังก้มๆ เงยๆ แกะรอยอยู่เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย

เขาไม่ไว้ใจนาง... นั่นคือข้ออ้างที่เขาบอกกับตนเอง การปล่อยให้สายลับของศัตรูเดินเพ่นพ่านไปทั่วจวนเพื่อสืบคดีที่ชี้เป็นชี้ตายตนเอง นับเป็นเรื่องที่บ้าบิ่นที่สุด ทว่าอีกใจหนึ่ง เขากลับไม่อาจละสายตาจากความมุ่งมั่นและความฉลาดเฉลียวของนางได้ ท่าทางที่นางจดจ่ออยู่กับการแกะรอย ช่างดื้อรั้นและเย่อหยิ่ง ดึงดูดสัญชาตญาณนักล่าในตัวเขาให้คุกรุ่นขึ้นมาอย่างเงียบๆ เขาจึงตัดสินใจไล่สือเว่ยไป และเป็นฝ่ายลอบสะกดรอยตามนางด้วยตนเอง โดยใช้วิชาตัวเบาที่ล้ำเลิศจนแม้แต่อู่จั้วหูตาไวอย่างนางก็ยังไม่ทันรู้ตัว

ซูเจินตามรอยกลิ่นสาบและหยดเทียนสีดำที่ทิ้งระยะห่างกันไกลขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งฝีเท้าของนางมาหยุดอยู่เบื้องหน้าประตูไม้สลักที่ผุพังบานหนึ่ง เถาวัลย์หนาทึบเลื้อยพันเกาะกุมจนแทบมองไม่เห็นป้ายชื่อเรือนที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นดิน

'เรือนเหมยฟ้าจรด'

สถานที่แห่งนี้คือเรือนร้างท้ายจวนที่ถูกสั่งปิดตายมานานนับสิบปี ตั้งแต่สมัยที่มารดาของหยางอวี้เฉินยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามาเพราะมีข่าวลือเรื่องวิญญาณอาฆาตและเสียงร้องไห้โหยหวนในยามวิกาล บรรยากาศรอบด้านวังเวงและเย็นเยียบ แม้จะเป็นยามเช้า แต่ร่มไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาบดบังแสงแดด ก็ทำให้ที่นี่ดูมืดครึ้มและชวนขนลุก

ทว่าสำหรับซูเจิน ความตายและผีสางไม่น่ากลัวเท่ากับดาบของชินอ๋อง

นางยกมือขึ้นผลักบานประตูไม้ที่ผุพัง เสียงบานพับขึ้นสนิมดัง เอี๊ยด... ลากยาวบาดแก้วหู บานประตูเปิดออกเพียงรอยแยก พอให้ร่างระหงแทรกตัวเข้าไปได้

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในลานกว้างของเรือนร้าง กลิ่นหอมหวานเอียนเลี่ยนของรากเถาวิรุณนิทราก็ตีตลบเข้าจมูกอย่างรุนแรงจนนางต้องยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูก กลิ่นมันฉุนกึกราวกับเพิ่งมีการเทยาพิษจำนวนมากทิ้งไว้ที่นี่เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน!

"ที่นี่เอง..." ซูเจินพึมพำ ดวงตากวาดมองไปรอบๆ ลานหินที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำและใบไม้แห้ง

ฆาตกรใช้เรือนร้างแห่งนี้เป็นจุดพักศพ พวกมันอาจจะลอบนำร่างขององครักษ์เงาที่หมดสติเข้ามาซ่อนไว้ที่นี่ เพื่อรอเวลาค่ำคืนที่เหมาะสม จากนั้นจึงลงมือตัดศีรษะ หยดเทียนอาคม และแบกศพไร้หัวข้ามกำแพงเรือนไปทิ้งไว้ที่เรือนอักษรพิรุณ

หากเป็นเช่นนั้น... ศีรษะที่ถูกตัดขาด ก็อาจจะยังถูกซ่อนอยู่ที่นี่

นางเริ่มเดินสำรวจไปตามระเบียงทางเดินที่พื้นไม้ผุพังยุบตัวลงตามกาลเวลา สายตาจดจ่ออยู่กับรอยเท้าหรือรอยลากจูงบนฝุ่นหนาเตอะ จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับโถงใหญ่ตรงกลางเรือน

ประตูโถงเปิดแง้มอยู่เล็กน้อย ภายในมืดสนิท แต่บริเวณหน้าประตูมีรอยฝุ่นที่ถูกกวาดเช็ดออกเป็นทางยาว คล้ายมีของหนักถูกลากผ่านเข้าไปด้านใน

หยางอวี้เฉินที่ซุ่มดูอยู่บนคานไม้ของระเบียงด้านนอก หรี่ตาลงเมื่อเห็นนางกำลังจะเดินเข้าไปในโถงใหญ่นั้น สัญชาตญาณนักรบของเขาร้องเตือนถึงความผิดปกติบางอย่าง บรรยากาศในเรือนร้างนี้เงียบสงัดเกินไป ไร้ซึ่งเสียงนกร้องหรือแมลงใดๆ ราวกับมีจิตสังหารอันตรายแผ่ซ่านปกคลุมอยู่

ซูเจินค่อยๆ ผลักประตูโถงให้กว้างขึ้น แสงสว่างที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา เผยให้เห็นเศษซากเฟอร์นิเจอร์ที่ล้มระเนระนาด นางก้าวเท้าเหยียบลงบนพื้นกระดานไม้ด้านใน

กึก...

เสียงกลไกฟันเฟืองลั่นกระทบกันเบาๆ ดังมาจากใต้แผ่นไม้ที่นางเพิ่งเหยียบลงไป!

ใบหน้าของซูเจินซีดเผือด นางรู้ตัวทันทีว่าพลาดเข้าแล้ว! ฆาตกรที่รอบคอบถึงเพียงนี้ ย่อมไม่ทิ้งร่องรอยให้ตามสืบได้ง่ายๆ โดยไม่วางกับดักป้องกันไว้

"ระวัง!!"

เสียงตวาดกร้าวระคนร้อนรนดังขึ้นกระทันหันจากเบื้องบน พร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ที่พุ่งทะยานทะลุหลังคากระเบื้องที่ผุพังลงมาราวกับดาวตก!

ซูเจินยังไม่ทันได้ขยับตัว ท่อนแขนล่ำสันดั่งคีมเหล็กก็ตวัดรัดเข้าที่เอวบางของนางอย่างแรง รวบร่างของนางเข้าสู่อ้อมอกกว้างที่คุ้นเคย กลิ่นไม้กฤษณาประจำตัวของหยางอวี้เฉินปะทะเข้าจมูกนางอย่างจัง

พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!

ในเสี้ยววินาทีเดียวกับที่ร่างของนางถูกดึงให้ลอยหวือขึ้นจากจุดเดิม ลูกดอกสีดำอาบยาพิษนับสิบดอกก็พุ่งทะลุออกมาจากรอยแยกของผนังไม้และเสาเรือนทุกทิศทาง! พวกมันพุ่งตัดอากาศด้วยความเร็วสูง พุ่งเสียบเข้ากับตำแหน่งที่นางเคยยืนอยู่เมื่อครู่อย่างแม่นยำ

หยางอวี้เฉินหมุนตัวกลางอากาศ ใช้แผ่นหลังกว้างของตนเองเป็นโล่กำบังลูกหลงให้กับสตรีในอ้อมแขน เขาตวัดปลายเท้าเตะเศษไม้ที่ร่วงหล่นลงมาเพื่อสกัดกั้นลูกดอกบางส่วน ทว่าด้วยจำนวนที่มากและวิถีการยิงที่ซับซ้อนของค่ายกลนี้...

ฉึก!

ลูกดอกดอกหนึ่งเฉี่ยวผ่านท่อนแขนซ้ายของเขาไปอย่างเฉิวเฉียด คมลูกดอกที่อาบยาพิษสีเขียวคล้ำกรีดผ่านเนื้อผ้าชั้นดี สร้างรอยแผลตื้นๆ บนผิวเนื้อบุรุษ

หยางอวี้เฉินขบกรามแน่น สกัดกั้นความเจ็บปวดและอาการชาที่แล่นริ้วเข้าสู่กระแสเลือดในทันที เขาไม่มีเวลาหยุดชะงัก เพราะน้ำหนักตัวของคนทั้งสองที่พุ่งกระแทกลงบนพื้นกระดานไม้ที่ผุพังและเก่าคร่ำคร่า ทำให้แผ่นไม้เหล่านั้นไม่อาจรับน้ำหนักได้อีกต่อไป

โครม!!

พื้นกระดานไม้ของโถงใหญ่พังทลายลงเป็นวงกว้าง เผยให้เห็นความมืดมิดของช่องหลุมพรางหรืออุโมงค์ลับที่ถูกซ่อนอยู่เบื้องล่าง!

ร่างของคนทั้งสองร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่างอย่างไร้การควบคุม ซูเจินเบิกตากว้าง หวีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความตื่นตระหนก ทว่าเสียงของนางกลับถูกกลืนหายไปในอ้อมกอดที่รัดแน่นขึ้นของชายหนุ่ม

หยางอวี้เฉินใช้มือข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บ กดศีรษะทุยสวยของนางให้ซุกเข้ากับแผงอกกว้างของเขา ปกป้องนางจากการถูกเศษไม้กระแทก เขาพลิกตัวกลางอากาศอีกครั้ง เพื่อให้แผ่นหลังของเขาเป็นฝ่ายรับแรงกระแทกกับพื้นเบื้องล่างแทนร่างบอบบางของนาง

ตุบ! อั้ก!

เสียงร่างหนักๆ กระแทกเข้ากับพื้นดินแข็งกระด้างเบื้องล่างดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงครางต่ำๆ ในลำคอของหยางอวี้เฉิน ฝุ่นผงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณที่คับแคบและมืดมิดสนิท

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ก่อนที่ความเงียบงันจะกลับมาเยือนอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วงของคนสองคนที่สะท้อนก้องอยู่ในช่องลับใต้ดินนี้

ซูเจินหลับตาปี๋ ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งร่าง นางคิดว่าตนเองต้องกระดูกหักหรือตายไปแล้ว ทว่าความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้กลับไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่เป็นจังหวะการเต้นของหัวใจที่ดุดันและทรงพลังที่กำลังเต้นกระหน่ำอยู่แนบชิดกับแก้มของนาง

นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นในความมืดมิด พบว่าตนเองกำลังนอนทาบทับอยู่บนร่างแกร่งของหยางอวี้เฉินอย่างสมบูรณ์แบบ แขนทั้งสองข้างของเขายังคงโอบรัดเอวและศีรษะของนางไว้แน่น ราวกับกลัวว่านางจะแตกสลาย

ความใกล้ชิดในระยะประชิดชนิดที่ร่างกายทุกสัดส่วนเบียดเสียดแนบชิดกัน ทำให้บรรยากาศที่ควรจะน่าหวาดกลัว กลับแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดทางอารมณ์ที่บีบคั้นหัวใจ ซูเจินรับรู้ได้ถึงมัดกล้ามเนื้อตึงแน่นใต้ร่มผ้าของเขา ความร้อนผ่าวที่แผ่ซ่านออกมาจากกายบุรุษเพศ และกลิ่นอายความอันตรายที่ผสมผสานกับกลิ่นบุรุษอันเป็นเอกลักษณ์ มันเย้ายวนและทำให้สติสัมปชัญญะของนางพร่ามัวไปชั่วขณะ

"ท... ท่านอ๋อง"

นางเอ่ยเรียกเสียงสั่นพร่า พยายามจะขยับตัวลุกขึ้น แต่กลับถูกท่อนแขนแกร่งนั้นรัดแน่นขึ้นกว่าเดิม บังคับให้นางต้องนอนแนบชิดอยู่บนอกเขาดังเดิม

"อย่าเพิ่งขยับ..."

เสียงของหยางอวี้เฉินแหบพร่าและสั่นพร่ากว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด ลมหายใจอุ่นจัดของเขารดรินอยู่ตรงซอกคอของนาง สร้างความรู้สึกซ่านสยิวที่แล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย ทว่าในน้ำเสียงนั้นกลับแฝงไปด้วยความเจ็บปวดที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้

ซูเจินสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ จมูกของนางได้กลิ่นคาวเลือดที่สดใหม่... ไม่ใช่เลือดของศพ แต่เป็นเลือดของบุรุษใต้ร่างนาง

"ท่านบาดเจ็บ"

นางอุทานด้วยความตกใจ ลืมความขัดเขินเมื่อครู่ไปจนสิ้น นางพยายามยันตัวขึ้นเล็กน้อย ใช้มือคลำไปตามแขนเสื้อของเขาในความมืด จนกระทั่งปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับความเปียกชื้นเหนียวเหนอะหนะที่แขนซ้ายของเขา

"อึก..."

หยางอวี้เฉินสูดปากเมื่อปลายนิ้วของนางสัมผัสโดนปากแผล

"เลือด... ท่านถูกลูกดอกอาบยาพิษ"

ซูเจินใจหายวาบ นางรีบฉีกชายเสื้อของตนเองออกอย่างรวดเร็ว ก้มหน้าลงไปใกล้กับท่อนแขนของเขา พยายามใช้เศษผ้าผูกรัดเหนือปากแผลเพื่อสกัดกั้นไม่ให้พิษแล่นเข้าสู่หัวใจ "ท่านอ๋อง ทำไมท่านถึง... ทำไมท่านต้องเอาตัวเข้ามารับแทนหม่อมฉันด้วย"

นางอดไม่ได้ที่จะถามออกไป น้ำเสียงเจือความสับสนและสั่นไหว เขาเพิ่งจะขู่ตัดหัวนางเมื่อคืนนี้ แต่รุ่งเช้ากลับเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกเพื่อปกป้องนางจากค่ายกลมรณะ บุรุษผู้นี้ช่างคาดเดาใจยากและอันตรายเกินไปแล้ว

หยางอวี้เฉินหัวเราะหึในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูทั้งเย้ยหยันและดุดันในคราวเดียวกัน ท่ามกลางความมืดมิด เขายกมือข้างที่ยังใช้การได้ขึ้น สอดประสานเข้าไปในกลุ่มผมที่หลุดลุ่ยของนาง รั้งท้ายทอยของนางให้โน้มลงมาจนใบหน้าของทั้งสองแทบจะชิดกัน

"อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย อู่จั้วน้อย..."

เขากระซิบชิดริมฝีปากนาง ลมหายใจที่เริ่มติดขัดจากพิษบาดแผลยิ่งทำให้เสียงของเขาเซ็กซี่และแหบพร่าจนน่าใจหาย "ข้าไม่ได้ปกป้องเจ้า... ข้าแค่หวงแหนหมากของข้า หากเจ้าตายไปในค่ายกลกระจอกๆ นี่... ใครจะหาหัวขององครักษ์นั่นมาให้ข้ากันเล่า"

แม้ปากจะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำร้ายกาจ ทว่าฝ่ามือร้อนผ่าวที่แนบอยู่ตรงท้ายทอย และปลายนิ้วหัวแม่มือที่กำลังเกลี่ยเบาๆ ลงบนพวงแก้มของนาง กลับอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด สัมผัสนั้นขัดแย้งกับคำพูดโดยสิ้นเชิง ทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของซูเจินเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง

"ท่านอ๋อง..."

นางครางเรียกชื่อเขาแผ่วเบา ไม่อาจต้านทานแรงดึงดูดที่มองไม่เห็นนี้ได้

"เจ้าทำข้าเลือดออก ซูเจิน..."

เขากระซิบต่อ ริมฝีปากเฉียดผ่านริมฝีปากของนางไปมาในความมืด ก่อกวนให้เกิดความปรารถนาที่ซ่อนเร้น

"ความผิดฐานทำให้ชินอ๋องหลั่งเลือด โทษทัณฑ์คือประหารชีวิต... เจ้าจะชดใช้ให้ข้าอย่างไรดี"

ความตึงเครียดทางกายพุ่งสูงปรี๊ด ภายใต้ช่องลับใต้ดินที่มืดสนิทและอับทึบนี้ ไม่มีใครล่วงรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น มีเพียงหนุ่มสาวสองคน ร่างกายที่เบียดเสียดแนบชิด กลิ่นคาวเลือดที่กระตุ้นสัญชาตญาณดิบ และพิษร้ายที่กำลังแล่นเข้าสู่กระแสเลือดของหยางอวี้เฉิน ซึ่งมันไม่ได้ทำลายแค่ร่างกาย แต่มันกำลังทำลาย การควบคุมตัวเองของพญามัจจุราชผู้นี้ด้วย...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel