ตอนที่ 5 อาคม
เสียงฝีเท้าของหยางอวี้เฉินที่กำลังก้าวขึ้นบันไดศิลาดังสะท้อนกึกก้องอยู่ในความเงียบงันของห้องลับใต้ดิน ซูเจินยืนตัวแข็งทื่อ รสสัมผัสร้อนผ่าวจากปลายนิ้วหยาบกร้านของเขายังคงทิ้งร่องรอยความรู้สึกวาบหวามและอันตรายไว้บนริมฝีปากของนาง หัวใจที่เต้นกระหน่ำรุนแรงค่อยๆ สงบลง ทว่าสติปัญญาและความช่างสังเกตของนางกลับตื่นตัวขึ้นมาแทนที่
ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดเหม็นคลุ้งและกลิ่นเหม็นไหม้ของเทียนมนตร์ดำ จมูกของนางที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีในการแยกแยะกลิ่นสมุนไพรและยาพิษนับพันชนิด กลับจับความผิดปกติบางอย่างได้ มันเป็นกลิ่นหอมหวานจางๆ ที่ลอยปะปนอยู่ในอากาศ... หอมหวานจนเลี่ยน คล้ายกลิ่นของดอกไม้ที่เน่าเปื่อยผสมกับยางไม้โบราณ
กลิ่นนี้ไม่ได้มาจากเทียนสีดำ ไม่ได้มาจากยันต์ปีศาจ และไม่ได้มาจากเลือดที่นองอยู่บนพื้น แต่มันระเหยออกมาจาก 'รอยตัด' ที่ลำคอของศพ!
"ช้าก่อนเพคะ ท่านอ๋อง!"
เสียงร้องเรียกของซูเจินดังกังวานขึ้น ทำลายความเงียบงัน หยางอวี้เฉินชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวพ้นขอบประตูลับ ชายหนุ่มหันกลับมา เลิกคิ้วเข้มขึ้นเล็กน้อย แววตาคมกริบฉายความประหลาดใจระคนหงุดหงิดที่ถูกเรียกขัดจังหวะ
"มีสิ่งใดอีก"
น้ำเสียงของเขาติดจะเย็นชา
"หากเจ้าคิดจะแก้ตัวเรื่องรอยสักของพวกสุนัขรับใช้นั่น ข้าขอแนะนำให้เจ้าเก็บแรงไว้ใช้พรุ่งนี้จะดีกว่า"
"ไม่ใช่เรื่องนั้นเพคะ"
ซูเจินส่ายหน้าเร็วๆ นางรีบก้าวกลับไปที่แท่นหิน ไม่สนิทใจกับความสยดสยองของศพไร้หัวอีกต่อไป นางก้มหน้าลงไปใกล้กับรอยตัดที่ลำคอให้มากที่สุด หลับตาลงและสูดดมกลิ่นนั้นอย่างตั้งใจ ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อความทรงจำในตำราพิษวิทยาแล่นเข้ามาในหัว
"บาดแผลนี้... ไม่ได้มีแค่ร่องรอยของพิษจากลวดหนามกระดูกงูเพคะ"
นางเงยหน้าขึ้นตะโกนบอกเขา ดวงตาหงส์ทอประกายแห่งความตื่นเต้นเมื่อค้นพบจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ
"หม่อมฉันพบความผิดปกติของการจัดฉากนี้แล้ว"
หยางอวี้เฉินหรี่ตาลง ความสนใจของเขาถูกจุดประกายขึ้นมาทันที ร่างสูงใหญ่ก้าวลงจากบันไดอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็กลับมายืนซ้อนอยู่เบื้องหลังนางอีกครั้ง ทว่าคราวนี้ไม่มีการคุกคามลวนลาม มีเพียงบรรยากาศของการสืบสวนที่ตึงเครียดและจริงจัง
"เจ้าพบสิ่งใด อู่จั้วน้อย"
เขากอดอกถาม สายตาจดจ่ออยู่ที่ศพ
"ก่อนหน้านี้ หม่อมฉันตั้งข้อสงสัยว่า หากฆาตกรใช้ลวดหนามกระดูกงูรัดคอและกระชากจนขาด ผู้ตายที่เป็นถึงองครักษ์เงาย่อมต้องดิ้นรนขัดขืน หรืออย่างน้อยก็ต้องมีร่องรอยการต่อสู้หลงเหลืออยู่บ้าง ทว่าศพนี้กลับไม่มีรอยฟกช้ำใดๆ เลย ราวกับว่าเขายืนนิ่งๆ ให้คนตัดหัวอย่างง่ายดาย"
ซูเจินอธิบายอย่างฉะฉาน นิ้วเรียวชี้ไปที่รอยแยกของหลอดลม
"และเมื่อหม่อมฉันได้กลิ่นนี้... กลิ่นหอมหวานที่ระเหยออกมาจากเลือดที่ค้างอยู่ในหลอดลมและเส้นเลือดใหญ่ หม่อมฉันก็เข้าใจกระจ่างแจ้งเพคะ ผู้ตายไม่ได้ยืนนิ่งให้ฆ่า แต่เขาไม่รู้สึกตัวมาตั้งแต่แรกแล้ว"
"เจ้ากำลังจะบอกว่า เขาถูกวางยาก่อนงั้นหรือ"
หยางอวี้เฉินขมวดคิ้ว
"ยาอันใดที่สามารถล้มองครักษ์เงาที่ถูกฝึกให้ทนทานต่อพิษสารพัดชนิดได้"
ซูเจินรีบหันไปรื้อค้นในห่อเครื่องมือของนางอีกครั้ง นางหยิบขวดกระเบื้องเคลือบใบจิ๋วออกมา ดึงจุกก๊อกออก แล้วเทผงยาสีขาวละเอียดลงบนฝ่ามือเพียงเล็กน้อย จากนั้นนางใช้มีดผ่าตัดแตะคราบเลือดที่ยังไม่แห้งสนิทจากรอยตัดที่คอศพ นำมาผสมกับผงยาบนฝ่ามือ
พริบตาเดียวที่เลือดสัมผัสกับผงยา ผงสีขาวนั้นก็เกิดปฏิกิริยาเดือดปุดๆ เป็นฟองฟู่ ก่อนจะเปลี่ยนสีกลายเป็นสีเขียวอมฟ้าที่เรืองรองอย่างน่าประหลาด!
"นี่คือบททดสอบพิษจำเพาะเพคะ"
ซูเจินเงยหน้ามองบุรุษร่างสูง แววตาของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจในวิชาชีพของตน
"สีเขียวอมฟ้าเช่นนี้ ยืนยันว่าในกระแสเลือดของผู้ตายมีสารสกัดเข้มข้นจาก 'รากเถาวิรุณนิทรา' ซึ่งเป็นรากไม้หายากทางตอนใต้ผสมอยู่"
"รากเถาวิรุณนิทรา..."
หยางอวี้เฉินทวนคำ เสียงของเขาต่ำลงจนน่ากลัว
"ข้าเคยได้ยินชื่อนี้ ยางของมันมีฤทธิ์ทำให้เหยื่อหลับสนิทไร้สติสัมปชัญญะ แม้ถูกแล่เนื้อเถือหนังก็ไม่อาจตื่นขึ้นมาได้"
"ถูกต้องเพคะ ทว่ามันเป็นพืชที่หายากยิ่ง เติบโตเฉพาะในป่าลึกทางตอนใต้สุดของแคว้น และมีราคาแพงลิบลิ่ว ฆาตกรลอบวางยานี้ในอาหารหรือน้ำดื่มของผู้ตาย เมื่อเขาหมดสติสนิท ฆาตกรจึงใช้ลวดหนามรัดคอและตัดศีรษะออกอย่างง่ายดายโดยไร้เสียงร้องรบกวน"
ซูเจินหยุดพักหายใจ ก่อนจะเริ่มเชื่อมโยงหลักฐานทั้งหมดเข้าด้วยกัน
"ท่านอ๋องลองพิจารณาดูสิเพคะ... หากนี่คือการทำ มนตร์ดำสาปแช่งตามความเชื่อของพวกแดนใต้จริงๆ ตามตำราไสยเวท การจะใช้วิญญาณคนตายมาทำแท่นบูชาให้ทรงพลังที่สุด เหี้ยมโหดที่สุด เหยื่อจะต้องตายอย่างทรมานที่สุดในขณะที่มีสติครบถ้วน เพื่อให้ความอาฆาตแค้นฝังรากลึกในวิญญาณ... ไม่มีหมอผีหน้าไหน วางยาสลบเหยื่อให้หลับสบายก่อนลงมือฆ่าหรอกเพคะ"
คำอธิบายที่สมเหตุสมผลและเฉียบขาดของนาง ทำให้หยางอวี้เฉินนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบของเขาทอประกายลึกล้ำยามทอดมองสตรีตรงหน้า นางไม่ได้มีดีแค่งดงาม ทว่ามันสมองของนางกลับคมกริบยิ่งกว่าดาบชั้นดีเสียอีก
ซูเจินหันไปหยิบยันต์หน้าปีศาจที่ถูกเสียบไว้ใต้หมุดเหล็กขึ้นมาคลี่ให้เขาดูชัดๆ
"และเมื่อพิจารณาประกอบกับสิ่งนี้... หม่อมฉันได้กลิ่นชาดที่ใช้เขียนยันต์ มันไม่ใช่ชาดผสมเลือดไก่ดำและผงกระดูกตามตำรับไสยเวทของจริง แต่มันคือชาดราคาถูกที่หาซื้อได้ทั่วไปในตลาดเมืองหลวง กระดาษก็เป็นกระดาษฟางธรรมดาที่ถูกนำมารมควันให้ดูเก่า แม้แต่น้ำตาเทียนสีดำที่หยดปิดแผล ก็เป็นเพียงขี้ผึ้งผสมเขม่าถ่านและไขมันหมูเน่า เพื่อลอกเลียนกลิ่นเหม็นสาบของเทียนอาคมของจริงเท่านั้น"
นางทิ้งยันต์จอมปลอมนั่นลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับชินอ๋องอย่างเต็มตา
"ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้... คือการถูกจัดฉากขึ้นอย่างประณีตเพคะท่านอ๋อง"
บรรยากาศในห้องใต้ดินเปลี่ยนไปทันที ความลี้ลับน่ากลัวของภูตผีปีศาจมลายหายไป สลัดคราบทิ้งไว้เพียงความโหดเหี้ยมและเล่ห์เหลี่ยมมนุษย์ที่สกปรกยิ่งกว่าสิ่งใด
"ฆาตกรไม่ใช่หมอผี และไม่ได้ต้องการสาปแช่งใครด้วยไสยเวท"
ซูเจินสรุปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"เป้าหมายที่แท้จริงของพวกมัน มีเพียงการนำศพนี้มาทิ้งไว้ในเรือนอักษรหวงห้ามของท่านอ๋อง จัดฉากให้ดูเหมือนพิธีกรรมต้องห้าม เพื่อให้คนของศาลต้าหลี่บุกเข้ามาค้นเจอ และใช้ข้อหาทำคุณไสยสาปแช่งฮ่องเต้...ข้อหากบฏที่ร้ายแรงที่สุด เพื่อกวาดล้างท่านอ๋องและตระกูลหยางให้สิ้นซาก"
ปัง!
เสียงหมัดหลุนๆ ของหยางอวี้เฉินกระแทกเข้ากับผนังหินอย่างรุนแรงจนฝุ่นผงร่วงกราว รังสีอำมหิตระเบิดปะทุออกจากร่างสูงใหญ่ดุจพายุคลั่ง ดวงตาสีดำสนิทของเขาวาวโรจน์ไปด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้เป็นจุณ
"พวกสุนัขเฒ่าในราชสำนัก..."
เขาคำรามลอดไรฟัน น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยแรงอาฆาต "
ส่งสายลับมาขโมยตราประทับข้ายังไม่พอ ยังกล้ายืมมือสำนักนักฆ่ามาจัดฉากเล่นงานข้าด้วยข้อหาอุกฉกรรจ์เช่นนี้... หากข้าไม่สับพวกมันเป็นหมื่นๆ ชิ้น ก็อย่ามาเรียกข้าว่าชินอ๋อง!"
ซูเจินลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นางสัมผัสได้ถึงความโกรธเกรี้ยวที่รุนแรงจนแทบจะจับต้องได้ รัศมีแห่งความตายที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นน่ากลัวยิ่งกว่าศพไร้หัวเป็นร้อยเท่า นางถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ ทว่าหยางอวี้เฉินกลับหันขวับมาหานาง ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกเก็บซ่อนลงไปภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยที่เยือกเย็นจนน่าขนลุกในชั่วพริบตา
เขาก้าวเข้าหานางช้าๆ แต่ละก้าวหนักแน่นและคุกคาม
"เจ้าทำได้ดีมาก ซูเจิน... ดีจนข้าอดเสียดายไม่ได้ที่เจ้าเป็นคนของพวกมัน"
ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนเหลือเพียงคืบ ซูเจินต้องแหงนหน้าขึ้นเพื่อสบตากับเขา แสงตะเกียงสลัวสาดส่องให้เห็นเงาดำที่ทาบทับลงบนใบหน้างดงามของนาง
"ความรู้เรื่องพิษของเจ้า ไขความลับของการจัดฉากนี้ได้ทะลุปรุโปร่ง"
เขาเอ่ยชม ทว่าน้ำเสียงกลับไม่ได้ฟังดูเป็นมิตรเลยแม้แต่น้อย
"ทว่า... เพียงแค่คำอธิบายของเจ้า ไม่อาจใช้เป็นหลักฐานลบล้างความผิดในท้องพระโรงได้ หากฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องนี้ สิ่งที่พระองค์จะทอดพระเนตรเห็น ก็คือศพไร้หัวที่มีรอยสักขององครักษ์เงาฝ่ายตรวจการ นอนตายอยู่ในเรือนของข้า ท่ามกลางยันต์และเทียนดำ... พระองค์ย่อมเชื่อหลักฐานที่ตาเห็น มากกว่าคำพูดของอู่จั้วไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างเจ้า"
"แล้วเราควรทำเช่นไรเพคะ"
ซูเจินถามเสียงสั่น ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมหัวใจอีกครั้งเมื่อตระหนักว่าสถานการณ์ยังคงเลวร้าย
หยางอวี้เฉินยกมือขึ้น นิ้วเรียวยาวที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งค่อยๆ ไล้ไปตามโครงหน้าของนางอย่างอ้อยอิ่ง สัมผัสนั้นไม่ได้นุ่มนวล แต่เป็นการลากผ่านอย่างจงใจเพื่อสร้างความกดดัน ปลายนิ้วของเขาเลื่อนต่ำลงมาเรื่อยๆ ผ่านลำคอระหง จนมาหยุดอยู่ที่บริเวณรอยต่อระหว่างฐานคอและลาดไหล่... ตำแหน่งเดียวกับที่ศพเบื้องหลังถูกตัดขาด
ซูเจินสะดุ้งสุดตัว ร่างกายแข็งทื่อ ขนอ่อนลุกชันไปทั้งร่าง นางรับรู้ได้ถึงอันตรายที่แฝงอยู่ในสัมผัสอันแผ่วเบานี้ ลมหายใจของนางสะดุดกึกเมื่อปลายนิ้วของเขากดคลึงลงบนเส้นเลือดใหญ่ของนางเบาๆ ราวกับกำลังประเมินว่ามันบอบบางเพียงใด
"เราขาดหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุด..."
เขากระซิบชิดใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นจัดขัดแย้งกับปลายนิ้วที่เย็นเฉียบ
"นั่นคือศีรษะของมัน"
เขาลากนิ้วกลับขึ้นมาที่ปลายคางของนาง ออกแรงเชยขึ้นเล็กน้อย บังคับให้นางสบตากับดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยอำนาจและแฝงความนัยอันลึกล้ำ
"เจ้าบอกเองว่ามันถูกวางยาด้วยรากเถาวิรุณนิทรา ยาชนิดนี้เมื่อถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด สารพิษตกค้างส่วนใหญ่จะไปสะสมอยู่ที่เส้นเลือดในสมองและโคนลิ้น... หากเราหาศีรษะของมันพบ เจ้าจะสามารถสกัดเอาพิษที่ตกค้างในเนื้อเยื่อสมองออกมาเป็นหลักฐานมัดตัวฆาตกรได้ และที่สำคัญที่สุด... ศีรษะที่หายไป คือกุญแจนำไปสู่ตัวผู้บงการที่จ้างวานสำนักเงาโลหิต"
"หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ"
ซูเจินตอบรับเสียงแผ่ว นางพยายามจะขยับตัวออกห่างจากสัมผัสที่ทำให้หัวใจปั่นป่วน แต่เขากลับไม่ยอมปล่อย
"ดีที่เจ้าเข้าใจ"
หยางอวี้เฉินเหยียดยิ้มร้ายกาจ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมโหดอย่างปิดไม่มิด
"เพราะข้าจะมอบหมายงานชิ้นนี้ให้เจ้า... อู่จั้วน้อย"
เขากดปลายนิ้วลงบนคอของนางหนักขึ้นอีกนิด เป็นการตอกย้ำถึงอำนาจชี้เป็นชี้ตายในมือเขา
"ข้าให้เวลาเจ้าสามวัน... สามวันเท่านั้น ในการตามหาศีรษะขององครักษ์เงานี่ให้พบ ไม่ว่าจะต้องพลิกแผ่นดินเมืองหลวงหรือบุกรังสำนักเงาโลหิต เจ้าก็ต้องเอามันมาวางตรงหน้าข้าให้จงได้"
"สามวัน..."
ซูเจินเบิกตากว้าง ความตกใจทำให้ลืมความกลัวไปชั่วขณะ
"เมืองหลวงกว้างใหญ่ไพศาล ฆาตกรอาจจะนำศีรษะไปทำลายทิ้ง หรือซ่อนไว้ในที่ที่ไม่มีใครหาเจอแล้วก็ได้ ภายในสามวัน... หม่อมฉันจะไปหามันพบได้อย่างไรเพคะ"
"นั่นมันปัญหาของเจ้า ไม่ใช่ของข้า"
เขาตอบกลับอย่างเย็นชา ไร้ซึ่งความปรานี
"ในเมื่อเจ้านายของเจ้าส่งเจ้ามาเพื่อโยนความผิดให้ข้า เจ้าก็ต้องเป็นคนลบล้างความผิดนั้นให้ข้า... ใช้มันสมองอันชาญฉลาดของเจ้า ใช้จมูกที่ไวต่อกลิ่นพิษของเจ้า หรือจะใช้เส้นสายเก่าๆ ของเจ้าในฝ่ายตรวจการก็ได้ ข้าไม่สนวิธีการ ข้าสนแค่ผลลัพธ์"
เขาละมือออกจากลำคอของนาง เปลี่ยนมาบีบไหล่บอบบางทั้งสองข้างไว้แน่น บังคับให้นางต้องยืนประจันหน้ากับเขาตรงๆ ความสูงที่แตกต่างกันทำให้นางต้องเงยหน้ามองเขาด้วยท่าทีที่เสียเปรียบอย่างสิ้นเชิง
"และจงฟังให้ดี ซูเจิน..."
น้ำเสียงของเขากดต่ำลงจนกลายเป็นเสียงขู่คำรามของพญาราชสีห์
"หากพ้นกำหนดสามวันแล้ว เจ้ายังหาศีรษะของมันกลับมาไม่ได้ หรือหากข้าจับได้ว่าเจ้าคิดจะหลบหนีหรือเล่นตุกติกแอบส่งข่าวให้พวกมัน..."
ดวงตาของหยางอวี้เฉินวาวโรจน์ด้วยรังสีสังหารที่รุนแรงที่สุดเท่าที่นางเคยสัมผัสมา
"...ข้าจะสับหัวของเจ้า ใส่กล่องไม้จันทน์อย่างดี แล้วส่งไปเป็นของกำนัลให้เจ้านายของเจ้าที่ศาลต้าหลี่ด้วยตัวข้าเอง"
คำขู่ที่ไร้ความลังเลและเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมนั้น ทำเอาหยาดน้ำแข็งเกาะกุมไปทั่วหัวใจของซูเจิน นางรู้ดีว่าเขาไม่ได้ข่มขู่เล่นๆ ชีวิตของนางแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดสะบั้นลงได้ทุกเมื่อ หากนางหาศีรษะไม่พบ นางตาย หากนางทรยศเขา นางตาย สถานการณ์รอบตัวนางบีบรัดเข้ามาจนไร้ทางหนี
"หม่อมฉัน... หม่อมฉันรับบัญชาเพคะ"
นางก้มหน้าลง ยอมจำนนต่อชะตากรรมและอำนาจที่เหนือกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย แต่ก็แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวของการดิ้นรนเอาชีวิตรอด
"ดีมาก"
ชายหนุ่มคลายมือออกจากไหล่ของนาง รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนมุมปาก
"รุ่งสาง ข้าจะให้องครักษ์คนสนิทของข้า 'สือเว่ย' คอยติดตามคุ้มกันเจ้า... หรือเรียกให้ถูกคือ คอยจับตาดูเจ้าทุกฝีก้าว เจ้ามีอิสระในการสืบสวนคดีนี้นอกจวนได้อย่างเต็มที่ แต่จำไว้ว่าทุกการเคลื่อนไหวของเจ้า อยู่ในสายตาของข้า"
เขาหมุนตัวเดินกลับไปที่บันไดหินอีกครั้ง ทว่าก่อนที่จะก้าวขึ้นไป เขาก็หันกลับมามองสตรีที่ยืนโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางความตายในห้องใต้ดินเป็นครั้งสุดท้าย
"เตรียมตัวให้พร้อม ซูเจิน... พระอาทิตย์ขึ้นเมื่อใด การล่าหัวครั้งนี้ จะเริ่มต้นขึ้น"
ทิ้งคำพูดท้าทายไว้เพียงเท่านั้น ร่างสูงใหญ่ของชินอ๋องก็เดินลับหายขึ้นไปด้านบน ทิ้งให้ซูเจินอยู่ลำพังกับศพไร้หัวและตะเกียงน้ำมันที่ใกล้จะดับมอด
หญิงสาวยืนนิ่งงันอยู่กับที่ ร่างกายของนางสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ ไม่ใช่เพราะความหนาวเย็นของห้องใต้ดิน แต่เป็นเพราะความหวาดกลัวต่อพญามัจจุราชที่นางเพิ่งผูกสัญญามรณะด้วย
นางยกมือขึ้นแตะที่ลำคอของตนเองตรงตำแหน่งที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสเมื่อครู่ ความร้อนผ่าวที่แฝงไปด้วยความอันตรายยังคงตราตรึงอยู่ นางหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติและพลังใจที่เหลืออยู่น้อยนิดให้กลับคืนมา
เวลาของนางมีเพียงสามวัน... สามวันในการไขปริศนาคดีฆาตกรรมที่ซับซ้อนที่สุด สามวันในการเอาชีวิตรอดจากเงื้อมมือของทั้งฝ่ายตรวจการและชินอ๋อง สามวันในการเดินหมากบนกระดานเลือดที่นางเป็นเพียงเบี้ยตัวเล็กๆ
นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาหงส์ที่เคยสั่นไหวบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นและแข็งกร้าว นางรีบเก็บเครื่องมือลงห่อหนัง ซ่อนหลักฐานและร่องรอยการชันสูตรทั้งหมดให้เรียบร้อย ก่อนจะก้าวเดินขึ้นบันไดศิลา ทิ้งความมืดมิดและกลิ่นคาวเลือดไว้เบื้องหลัง
แสงเงินแสงทองของรุ่งอรุณเริ่มจับขอบฟ้า ทว่าสำหรับซูเจิน... ค่ำคืนอันยาวนานและฝันร้ายที่แท้จริง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น...
