ตอนที่4 ใต้เงาคุกเย็น
ห้องขังมืดทึบ
แสงจากคบไฟด้านนอกลอดเข้ามาเพียงริบหรี่ พอให้เห็นผนังหินเปียกชื้นที่เต็มไปด้วยคราบตะไคร่และรอยแตกเก่าแก่
หลี่อวี้เหยานั่งพิงผนัง
กอดเข่าตัวเองแน่น ร่างกายสั่นไหวไม่รู้ว่าเพราะความหนาวหรือความหวาดกลัว
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางถูกทอดทิ้ง
แต่เป็นครั้งแรก…ที่ความเงียบอาจคร่าชีวิตนางได้จริงๆ
เสียงหยดน้ำดัง “ติ๋ง…ติ๋ง”
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับนับเวลาที่เหลืออยู่ของผู้ต้องขัง
อวี้เหยาหลับตาลง
ภาพในตำหนักสอบสวนยังติดอยู่ในหัว
ดวงตาเย็นชาของเขา
คำสั่งสั้นๆ ที่ไม่เปิดโอกาสให้นางอธิบาย
พาตัวไปขัง
เพียงสี่คำ
กลับตัดทุกเส้นทางของความหวัง
เวลาผ่านไปไม่รู้กี่ยาม
ร่างกายของอวี้เหยาเริ่มร้อนจัด สลับหนาวสั่น
บาดแผลเก่าจากการเดินทาง
บวกกับความอ่อนล้าและความหวาดกลัว
ทำให้นางเริ่มเพ้อ
“ข้า…ไม่ได้ทำ…”
นางพึมพำเบาๆ กับความมืด
ราวกับหวังให้ใครสักคนได้ยิน
แต่ห้องขังก็ยังคงเงียบงัน
ไม่ต่างจากหัวใจของผู้ที่ควรยืนอยู่ข้างนาง
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นหน้าห้องขัง
อวี้เหยาลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก
เงาร่างหนึ่งปรากฏหลังลูกกรง
“ยังมีสติอยู่หรือไม่”
เสียงนั้นเป็นเสียงสตรี
นิ่ง สุขุม และไม่แฝงความดูแคลน
หญิงวัยกลางคนในชุดเรียบง่ายยืนอยู่ตรงหน้า
แววตาอบอุ่นแต่เด็ดขาด
“ข้าเป็นหมอหลวงเฉิน”
นางกล่าว
“ได้รับคำสั่งให้มาตรวจดูอาการเจ้า”
อวี้เหยาพยายามลุกขึ้นคำนับ
แต่แรงในร่างกายกลับไม่พอ
ร่างบางทรุดลงอีกครั้ง
หมอหลวงเฉินขมวดคิ้ว
รีบคุกเข่าลง ตรวจชีพจรผ่านลูกกรง
“ไข้ขึ้นสูงมาก”
นางพึมพำ
“หากปล่อยไว้อีกคืนเดียว…อาจไม่รอด”
คำพูดนั้นทำให้อวี้เหยาหัวเราะแผ่วเบา
“เช่นนั้น…ก็ดีแล้ว”
หมอหลวงเฉินชะงัก
มองนางด้วยสายตาหนักแน่น
“เจ้ายังอายุน้อยนัก”
นางกล่าว
“อย่าพูดราวกับชีวิตไร้ค่าเช่นนี้”
อวี้เหยามองตอบ
แววตาเหนื่อยล้า แต่ตรงไปตรงมา
“เมื่อไม่มีใครเชื่อ…ชีวิตก็ไร้ค่าไม่ต่างกัน”
หมอหลวงเฉินไม่ตอบ
เพียงหยิบห่อผ้าขึ้นมา
ยื่นถ้วยยาผ่านช่องลูกกรง
“ดื่มเสีย”
“อย่างน้อย…เจ้าควรมีชีวิตอยู่ จนกว่าความจริงจะถูกเปิดเผย”
อวี้เหยาลังเล
แต่สุดท้ายก็รับถ้วยยามา
รสขมฝาดไหลลงคอ
แต่นางกลับรู้สึกอุ่นขึ้นเล็กน้อย
นี่คือครั้งแรก
นับตั้งแต่เข้ามาในวัง
ที่มีใครคนหนึ่ง “ยื่นมือมา” โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน
ในคืนเดียวกันนั้น
ที่เรือนหลัก
เซียวจิ่งเหิงยืนอยู่หน้าหน้าต่าง
แสงจันทร์สาดลงบนใบหน้าคมเข้ม
แต่แววตากลับหม่นมัวอย่างไม่อาจปิดบัง
“นางเป็นอย่างไร”
เขาถามเสียงเรียบ
ข้ารับใช้คุกเข่าลง
“ชายาหลี่…ถูกขังอยู่ในคุกหลวง มีไข้สูง”
มือของเซียวจิ่งเหิงกำแน่นเล็กน้อย
แต่สีหน้ายังคงสงบนิ่ง
“ดูแลให้ดี”
เขากล่าว
“อย่าให้นางตาย”
ข้ารับใช้เงยหน้าขึ้นอย่างลังเล
“องค์ชาย…หากชายาไม่ได้ทำผิดจริง—”
“พอ”
เขาขัด
เสียงเย็นเฉียบ
เมื่อข้ารับใช้ถอยออกไป
เซียวจิ่งเหิงหลับตาลง
ภาพแววตาของอวี้เหยา
ในยามที่นางเอ่ยว่า ข้าเพียงต้องการความยุติธรรม
ย้อนกลับมาในหัวเขาอีกครั้ง
เขาไม่ใช่คนโง่
รู้ดีว่าคดีนี้มีเงื่อนงำ
แต่ในวังหลวง
บางครั้ง…การนิ่งเฉย
ปลอดภัยกว่าการยื่นมือช่วย
“ข้าไม่มีสิทธิ์ลังเล”
เขาพึมพำกับตนเอง
“แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของนาง”
กลับมาที่ห้องขัง
อวี้เหยาหลับไปด้วยฤทธิ์ยา
ในความฝัน
นางเห็นตัวเองในชุดแดง
ยืนอยู่ใต้โคมแดงนับร้อย
แต่ไม่มีใครมองเห็น
โคมแดงสว่างไสว
ทว่านางกลับยืนอยู่ในเงามืด
ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้นแผ่วเบา
“หากไม่มีใครปกป้องเจ้า…”
“เจ้าต้องปกป้องตนเอง”
อวี้เหยาลืมตาขึ้น
น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างเงียบงัน
นางไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากใคร
หรือเป็นเพียงเสียงในใจ
แต่เป็นครั้งแรก
ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในวัง
ที่อวี้เหยาไม่ได้รู้สึกอยากตาย
ไม่ใช่เพราะมีความหวัง
แต่เพราะนางเริ่มเข้าใจว่า
หากนางไม่ลุกขึ้นสู้
ก็จะถูกเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนไม่เหลือแม้แต่ชื่อ
ใต้เงาคุกเย็น
ชายาที่เคยอ่อนโยน
เริ่มแตกสลาย…
และกำลังถือกำเนิดใหม่อย่างช้าๆ
