ตอนที่ 8 จ้างครูสอนพิเศษ
บ่ายคล้อยหลังจากคุณครูประจำวิชาสุดท้ายเดินออกจากห้องไป จ้าวเยี่ยนหลิงเก็บของทุกอย่างลงกระเป๋าอย่างไม่รีบร้อน ทว่าสายตาของคนที่นั่งอยู่ข้างกันกลับทำให้เธอรู้สึกแปลกประหลาดชอบกล
“สงสัยอะไรก็ถามเถอะ มองแบบนี้ฉันอึดอัด”
คนถูกถามพลันยกมือโบกไปมาเป็นพัลวัล
“เรื่องนั้น เอ่อ…ฉันไม่เคยคิดหาผลประโยชน์จากเธอนะ แล้วก็…อยากรู้ด้วยว่าทำไมเธอถึงอยากเป็นเพื่อนกับฉันน่ะ”หวงซูเยี่ยนถามขึ้นพลางยิ้มเจื่อน
ยอมรับว่าคำพูดของเหวินรุ่ยฟางเมื่อตอนกลางวันส่งผลกระทบต่อความคิดของเธอมาตลอดครึ่งวันบ่าย แน่นอนว่าหวงซูเยี่ยนไม่เคยมีเพื่อนมาก่อน เพื่อนที่ร่ำรวยอย่างจ้าวเยี่ยนหลิงยิ่งไม่เคยมี ไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดจากตรงไหนก่อนดีเพื่อไม่ให้เพื่อนคนแรกในชีวิตรู้สึกไม่ดี สุดท้ายจึงได้แต่กล่าวออกไปอย่างตรงไปตรงมาและไม่ลืมถามในสิ่งที่ตนเองก็สงสัยเช่นเดียวกัน
“อยากรู้เหรอ?”หญิงสาวถามเพียงเท่านั้น คิ้วเรียวพลันขยับยกขึ้นเล็กน้อย เพื่อนในชั้นเรียนเริ่มทยอยเดินออกจากห้องกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว เมื่อเก็บของทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยจึงเดินออกจากห้องไปโดยมีเพื่อนขี้สงสัยเดินตามมาติด ๆ
“อืม อยากรู้มาก”หวงซูเยี่ยนตอบขึ้นทันควัน
จ้าวเยี่ยนหลิงเพียงพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้เท่านั้น แต่ทว่าก็ไม่ได้เอ่ยคำตอบออกมาแต่อย่างใด ทั้งสองเดินมายังหน้าโรงเรียนพร้อมกัน พลันเห็นรถยนต์ที่คุ้นตาจอดรออยู่จึงได้เดินตรงไปที่รถทันที
“เดี๋ยวก่อนเยี่ยนหลิง เธอยังไม่ตอบคำถามฉันเลยนะ”หวงซูเยี่ยนเอ่ยท้วง เมื่อครู่เธอแน่ใจว่าไม่ได้รับคำตอบจริง ๆ แต่คนตอบเหตุใดจึงได้รีบกลับบ้านนัก
คุณหนูจ้าวเพียงยิ้มออกมาเล็กน้อยให้กับหัวคิ้วน้อย ๆ ที่กำลังขมวดเข้าหากันเป็นปม “อยากรู้ก็ขึ้นรถสิ เดี๋ยวฉันไปส่งที่บ้านแล้วจะเล่าให้ฟังระหว่างทาง”
“แต่ฉันว่ามัน…”หวงซูเยี่ยนลังเลเล็กน้อยที่จะต้องขึ้นรถยนต์หรูหราตรงหน้าทั้งที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้าพึ่งพูดว่าไม่คิดหวังผลประโยชน์จากคุณหนูจ้าว
ท่าทางลังเลของอีกฝ่ายจ้าวเยี่ยนหลิงเข้าใจดี และไม่แปลกใจที่คนอย่างหวงซูเยี่ยนจะเป็นกังวล แต่ถึงอยากนั้นก็ไม่อยากจะบังคับอีกฝ่ายไปตรง ๆ
“ไม่อยากรู้แล้วหรือ? ซูเยี่ยน…อย่างนั้นฉันกลับบ้านแล้วนะ”
คุณหนูจ้าวกล่าวข่มขู่ มือเรียวขาวเปิดประตูรถยนต์ด้านหลังออกทำทีจะเข้าไปนั่งด้านในโดยแสร้งไม่สนใจคนที่ยืนเก้กังอยู่ด้านหลังอีก
ทว่ายังไม่ทันก้าวเท้าแรกเข้าไปในตัวรถ แขนข้างหนึ่งกลับถูกรั้งเอาไว้เสียก่อน “อยากรู้สิ ฉันอยากรู้”
นี่อาจเป็นนิสัยหนึ่งที่ไม่ค่อยดีนักของตนเอง ที่เมื่อสงสัยหรืออยากรู้ก็ต้องเสาะหาคำตอบให้กับตนเองให้ได้ แม้จะรู้สึกไม่สบายใจเท่าใดนักที่ต้องก้าวขาเข้าไปในรถยนต์ของคุณหนูจ้าวคนนี้ แต่ความสงสัยที่มีมันมากเกินไปจริง ๆ หากวันนี้ไม่ได้รู้ความจริงมีหวังเธอคงนอนไม่หลับอย่างแน่นอน
จ้าวเยี่ยนหลิงยิ้มพอใจ เมื่อประตูรถปิดลงพร้อมกับเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างกัน ซึ่งสีหน้าและแววตาของหวงซูเยี่ยนนั้นบ่งบอกความสงสัยที่มีอย่างชัดเจน
ฉะนั้นจึงเริ่มจัดแจงสถานการณ์ทันที “บอกทางไปบ้านเธอมา ลุงเย่คะวันนี้ไปส่งเพื่อนหนูก่อนนะคะ”
“ได้ครับคุณหนู”
หลังจากรถยนต์เคลื่อนออกจากหน้าโรงเรียนสักพัก จ้าวเยี่ยนหลิงเห็นใบหน้าชิงชังของอดีตเพื่อนทั้งสามคนที่ยืนอยู่มุมหนึ่งของรั้ว ทั้งสามคนนั้นมองมาที่รถยนต์ของเธอ โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าเธอเองก็สามารถเห็นทั้งสีหน้าและแววตาริษยาพวกเขาจากกระจกมองหลังได้เช่นเดียวกัน
“เดี๋ยวเลี้ยวซ้ายตรงถนนวิทยุ ห้าสิบเมตรก็ถึงบ้านฉันแล้วค่ะคุณลุงเย่”
หวงซูเยี่ยนกล่าวกับคนขับรถของสกุลจ้าวอย่างมีมารยาท เธอเจียมตัวอยู่ไม่น้อย หากว่ากันตามสิ่งที่เห็นเผลอ ๆ ตนเองก็ไม่ได้สูงส่งเท่าใดนักหากเทียบกัน ดูจากการแต่งตัวคนขับรถของคุณหนูจ้าวเสียก่อนเถอะ คุณลุงเย่คนนี้ดูจะแต่งตัวดีกว่าเธอเสียอีก
ไม่รอให้ความสงสัยของหวงซูเยี่ยนทำงานนานจนเกินไปนัก อันที่จริงหลังจากหวนคืนมาอีกครั้งกลับทำให้จ้าวเยี่ยนหลิงตระหนักถึงคุณค่าของเวลาแต่ละนาทีมากกว่าชีวิตที่แล้วเสียอีก
เช่นนั้นเมื่อตัดสินใจแล้วก็ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องประวิงเวลาอีกต่อไป
“เธอตั้งใจจะสอบเกาเข่าใช่ไหมซูเยี่ยน?”จ้าวเยี่ยนหลิงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง ใบหน้ารูปไข่ไร้วี่แววของการล้อเล่นอย่างสิ้นเชิง
ทว่าหวงซูเยี่ยนกลับนิ่งอึ้งเมื่อได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายถาม ทั้งตกใจและแปลกใจในคราวเดียวกัน ก่อนหน้านี้เธอแน่ใจว่าไม่เคยหลุดปากเรื่องการสอบกับใคร ไม่คิดว่าวันนี้จะถูกจ้าวเยี่ยนหลิงถามอย่างตรงไปตรงมาราวกับรับรู้เรื่องนี้มาก่อนอย่างไรอย่างนั้น
“ทำหน้าแบบนี้แปลว่าใช่สินะ”หญิงสาวกล่าวรวบรัดในทันที ยิ่งแววตาตื่นตระหนกเช่นนี้ยิ่งชัดเจนว่ามันเป็นจริงอย่างที่ว่ามา
“เธอรู้มาจากไหน? ฉันไม่เคยบอกใครเลยนะ”หวงซูเยี่ยนถามด้วยความสงสัย ในใจพลันเต้นระรัวอย่างไร้สาเหตุ ทั้งที่ตนเองแอบอ่านหนังสือเงียบ ๆ มาตั้งแต่ก่อนปิดเทอม เพราะไม่มีเพื่อนสนิทสักคนจึงไม่ได้คิดว่าจะมีใครสนใจกิจวัตรประจำวัน คิดไม่ถึงว่าจ้าวเยี่ยนหลิงจะสังเกตุเห็น
จ้าวเยี่ยนหลิงส่ายหน้าเล็กน้อยด้วยความอ่อนใจ จะให้อธิบายได้อย่างไรว่าเธอย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง หรือหากทำใจกล้าบอกออกไปไม่แน่ว่าหวงซูเยี่ยนอาจจะคิดว่าเธอเป็นบ้าไปแล้วก็ได้
“เรื่องนั้นสำคัญตรงไหนล่ะ เข้าเรื่องเลยแล้วกัน ฉันก็อยากสอบเกาเข่าเหมือนกัน ฉะนั้นแล้วฉันจะจ้างให้เธอช่วยสอนฉัน ไม่ว่าเธอรู้อะไรฉันขอรู้ด้วยทั้งหมด ตกลงไหม?”จ้าวเยี่ยนหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ในแววตาทอประกายมุ่งมั่นเต็มเปี่ยมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เรื่องนี้อาจเป็นหัวข้อแรกที่เธอตัดสินใจได้ทันทีหลังจากได้กลับมาอีกครั้ง บางทีการที่เธอเลือกสอบเกาเข่าและเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยอย่างที่พี่ใหญ่ต้องการในชีวิตก่อนอาจจะทำให้ชะตาชีวิตของเราสองพี่น้องต่อจากนี้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นก็เป็นได้
“หมายถึงจะจ้างฉันให้สอนพิเศษเธอน่ะเหรอ? แต่ฉันไม่ใช่ครูสักหน่อย”
เรื่องที่ได้ยินทำเอาหวงซูเยี่ยนตกใจจนตาเบิกโพลงเลยทีเดียว อีกอย่างเธอไม่เคยเห็นใครจ้างเพื่อนในชั้นเรียนเดียวกันมาเป็นครูสอนพิเศษมาก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นพี่ที่เรียนจบไปแล้ว หรือไม่ก็คุณครูที่มีประสบการณ์สอนหลายปี
“เดือนละ 60 หยวน”
จ้าวเยี่ยนหลิงกล่าวขึ้นราวกับรู้ทันความคิดของอีกฝ่ายดี
หวงซูเยี่ยนมีฐานะยากจนทั้งชาติก่อนและชาตินี้ เช่นนั้นแล้วเงินเดือนที่เธอเสนอไปแน่นอนว่ามันจะช่วยส่งเสริมอนาคตในรั้วมหาวิทยาลัยให้หวงซูเยี่ยนได้อย่างแน่นอน แล้วถ้าหากอีกฝ่ายไม่รับข้อเสนอนี้ก็ถือว่าโง่เขลาเกินไปแล้ว
“ตกลง! ฉันตกลงรับงานนี้”ว่าที่ครูสอนพิเศษรีบตอบรับในทันทีอย่างไม่ต้องคิด ตอนนี้ในชีวิตของเธอเงินหกสิบหยวนหาได้ง่ายที่ไหนกัน ยังเหลือเวลาอีกเกือบสี่เดือนกว่าจะสอบเกาเข่า ถึงตอนนั้นไม่แน่ว่าเธออาจจะเก็บเงินได้มากพอที่จะส่งตัวเองเรียนจนครบสี่ปีเลยก็ได้
จ้าวเยี่ยนหลิงยิ้มพึงพอใจ “ดีมาก หลังเลิกเรียนมาสอนหนังสือฉันที่บ้าน หกโมงเย็นฉันจะให้ลุงเย่มาส่งเธอที่บ้าน เริ่มพรุ่งนี้เลย!”
“ได้ ขอบคุณนะที่จ้างฉัน”หวงซูเยี่ยนยิ้มกว้าง
เรื่องนี้ไม่ว่าคิดอย่างไรก็เห็นจะมีแต่ได้กับได้ นอกจากตนเองจะได้ทบทวนหนังสือแล้ว ยังได้เงินค่าจ้างอีกด้วย ส่วนนักเรียนคนนี้ก็ไม่ได้มีผลการเรียนแย่แต่อย่างใด เพียงแค่สอนจ้าวเยี่ยนหลิงที่เดิมก็มีผลการเรียนในระดับกลางให้สามารถสอบเกาเข่าผ่านได้ ไม่ได้ถือว่ายากเย็นแม้แต่น้อยสำหรับหวงซูเยี่ยนคนนี้
หลังจากหวงซูเยี่ยนเดินลงจากรถไป คุณหนูจ้าวมองตามหลังสหายจนลับสายตา บ้านหลังนี้ที่อยู่ตรงหน้าดูแล้วไม่น่าจะกันแดดกันฝนได้นานนัก มันช่างดูเปราะบางและพร้อมจะโดนพายุหอบไปได้ทุกเมื่อ ไม่น่าเชื่อว่าบ้านลักษณะเช่นนี้จะมีอยู่ในมุมหนึ่งของเมืองหลวงได้เลย
“เรื่องนี้คุณหนูปรึกษาคุณชายใหญ่แล้วเหรอครับ?”เย่กวงถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงคุณหนูตัวน้อย
เขาเติบโตมากับคุณผู้ชายคนก่อน ตั้งแต่จำความได้ครอบครัวเย่รับใช้คนตระกูลจ้าวมาหลายชั่วอายุคน ยิ่งเป็นคุณชายใหญ่และคุณหนูแล้ว ตั้งแต่คุณชายใหญ่เข้าเรียนชั้นอนุบาลก็เป็นเขาเองก็เป็นคนรับส่งจนเรียนจบ กระทั่งคุณหนูเล็กก็ด้วย ฉะนั้นสายตาของชายวัยห้าสิบจึงมองคุณหนูที่นั่งอยู่เบาะด้านหลังไม่ต่างจากหลานสาวตัวน้อยในวันวาน แม้ว่าตอนนี้คุณชายใหญ่จะเติบโตเป็นทหารดูองอาจตามรอยคุณผู้ชาย ส่วนคุณหนูจะเติบโตจนใกล้จะบรรลุนิติภาวะแล้วก็ตาม
“ยังหรอกค่ะ แต่ลุงเย่อย่าห่วงเลยพี่ใหญ่ต้องเห็นด้วยแน่นอน”
จ้าวเยี่ยนหลิงตอบยิ้ม ๆ นัยน์ตากลมทอดมองไปยังด้านนอกกระจกใส พลันนึกจินตนาการไปถึงสีหน้าของพี่ชายในอีกสามวันข้างหน้า ริมฝีปากบางผลิยิ้มกว้างยิ่งขึ้นกว่าเดิม
