บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 9 คุณยายหวง

“ยายคะ! ฉันกลับมาแล้ว”น้ำเสียงไม่ดังนักของเด็กสาววัยสิบแปดปีดังขึ้นขณะที่สองเท้ากำลังก้าวเดินไปตามทางเดินที่คุ้นเคย

หวงซูเยี่ยนมองสภาพบ้านหลังน้อยที่ตนอาศัยอยู่มาตั้งแต่จำความได้ด้วยความรู้สึกบางอย่าง บ้านไม้หลังเก่าทรุดโทรมที่เจ้าของบ้านยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด ตั้งแต่วันแรกที่เธอเข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่ก็อยู่ในสภาพกลางเก่ากลางใหม่เสียแล้ว

ภายในแบ่งเป็นสองห้องนอนขนาดเล็กพอดีสำหรับผู้อาศัย มุมเล็ก ๆ หลังบ้านถูกจัดให้เป็นห้องครัวของสองยายหลาน ส่วนห้องน้ำก็ไม่ได้มีสภาพที่ดีนัก ยังดีที่แยกจากตัวบ้านไปด้านหลังพอสมควรจึงไม่มีกลิ่นรบกวนเข้ามาในบ้าน

นัยน์ตากลมสีน้ำตาลอ่อนทอดมองข้างบ้านทั้งสองฝั่งเป็นตึกสูงถึงสามชั้นที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อไม่กี่ปีก่อน มันทำให้บ้านหลังนี้ยิ่งดูคับแคบมากขึ้นไปอีก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความอบอุ่นของบ้านหลังน้อยนี้ลดลงแต่อย่างใด

ภายในบ้านเงียบสงัดราวกับไร้ผู้คน หวงซูเยี่ยนเดินไปยังส่วนหลังบ้านที่มีเพียงเตาไฟที่ถูกก่อขึ้นมาอย่างง่าย ๆ ไม่ได้มีความสวยงามพิถีพิถัน โต๊ะกินข้าวตัวเก่าขนาดเล็กที่มีเก้าอี้เพียงสองตัววางอยู่ตรงข้ามกัน ถัดไปมีเพียงตู้เก็บอาหารค่อนข้างเก่าและโอ่งใส่น้ำใบเล็ก ห้องครัวแห่งนี้แม้ไม่ได้สะดวกสบาย หรือเต็มไปด้วยอุปกรณ์ราคาแพง แต่ทุกอย่างเน้นการใช้งานได้จริงในทุกวันสำหรับเราสองคนยายหลาน เธอคิดว่าสำหรับคนธรรมดาที่มีชีวิตเรียบง่ายแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

ข้างเตาไฟพบแผ่นหลังงองุ้มของหญิงชราคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็ก ขณะกำลังจุดเตาไฟมือสองข้างเหี่ยวย่นสั่นเทาเพราะมีหลายโรครุมเร้า

หวงซูเยี่ยนรู้สึกดวงตาร้อนผะผ่าวขึ้นมา ไม่รู้ทำไมตอนนี้ถึงรู้สึกว่าตนเองนั้นโตช้าเกินไป ขณะเดียวกันยายกลับแก่ชราลงอย่างรวดเร็ว โรคภัยหลายอย่างที่ยายเป็นอยู่มันทำให้เธอหวั่นใจเหลือเกินว่าในวันที่เธอประสบความสำเร็จ ยายอาจจะรอเธอไม่ไหวอีกแล้ว

สำหรับเด็กหญิงที่ถูกทอดทิ้งอยู่ข้างกองขยะ ไม่มีแม้แต่ชื่อแซ่ ไร้ซึ่งพ่อแม่ตามหา ถูกยายหวงอุ้มชูมาจนเติบโตถึงทุกวันนี้โดยที่เราสองคนไม่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดแม้แต่น้อย หญิงชราคนนี้กัดฟันสู้กับทุกอย่างเพื่อให้หลานสาวต่างสายเลือดได้เติบโตในแบบที่ต้องการ

หวงซูเยี่ยนได้แต่อ้อนวอนต่อสวรรค์ในทุกคืนก่อนนอน ขอให้ยายยังคงอยู่รอเธอถึงวันนั้น วันที่เธอมีหน้าที่การงานที่ดีมากพอจะทำให้ช่วงชีวิตสุดท้ายของยายไม่ต้องลำบากเช่นนี้อีก

เสียงฝีเท้าที่ก้าวมาหยุดอยู่ด้านหลังแต่กลับไร้ซึ่งเสียงเอื้อนเอ่ยอย่างเช่นทุกทีทำให้ หวงจื่อเสีย รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นหญิงชราเพียงแค่เหลียวมองใบหน้าขนาดเล็กเพียงฝ่ามือของหลานสาว

ครู่หนึ่งใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้น“กลับมาแล้วเหรอ แค่ก แค่ก! นั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนเถอะ ยายกำลังเตรียมกับข้าว รอเดี๋ยวนะ”

น้ำเสียงที่กล่าวกับหลานสาวนั้นไม่ได้มั่นคงนัก ไหล่เล็กของหญิงชราสั่นเครือเล็กน้อยด้วยอาการไอเรื้อรังที่เป็นมาตลอดหลายปี ก่อนจะหันกลับไปจุดเตาไฟตรงหน้าต่อ

หวงซูเยี่ยนส่ายหน้าน้อย ๆ ความรู้สึกขมปร่าติดอยู่ในลำคอ มือเล็กพลันยกขึ้นปาดน้ำตาหยดแรกที่ไหลออกมาจากหางตาอย่างขอไปที

ดูเอาเถอะ…เพียงแค่หลานสาวไปเรียนจะเหน็ดเหนื่อยอย่างที่ยายว่าได้อย่างไร ยิ่งยายเมตตาเธอมากขนาดนี้ ในใจกลับรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเป็นเท่าตัว

“ฉันไม่เหนื่อยหรอกค่ะ ยายไปนั่งพักเถอะ ฉันทำต่อเอง”

คนเป็นหลานสาวมีหรือจะยอมให้ยายต้องเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้อีก เธอประคองยายไปนั่งพักที่มุมหนึ่ง ก่อนจะพับแขนเสื้อขึ้นแล้วเริ่มทำอาหารเย็นในทันที โดยมีเสียงพูดคุยของยายดังขึ้นเป็นระยะ

ระหว่างสองยายหลานสกุลหวงราวกับมีเรื่องให้พูดคุยอย่างไม่รู้จบ หวงจื่อเสียไม่เคยได้ร่ำเรียนหนังสือ จนอายุปูนนี้ได้ส่งเสียให้หลานสาวเพียงคนเดียวได้ร่ำเรียนจนถึงมัธยมปลายก็ถือว่าเก่งกาจไม่น้อย ในแต่ละวันหญิงชราขอเพียงแค่ได้ฟังเรื่องราวในรั้วโรงเรียนของหลานสาวก็ถือว่าได้เติมเต็มความฝันในวัยเด็กของตนเองแล้ว

ในทุกวันหวงซูเยี่ยนจะบอกเล่าเรื่องราวของตนเองให้ยายฟังเสมอ สำหรับเธอที่ไม่เคยมีเพื่อนสักคน เมื่อวันนี้ได้เล่าถึงเพื่อนใหม่อย่างคุณหนูจ้าวคนนั้นให้กับยายได้ฟัง ดูแล้วสีหน้ายายตื่นเต้นกว่าเธอในตอนนั้นเสียอีก

ยิ่งพอเธอเล่ามาถึงเรื่องที่จ้าวเยี่ยนหลิงจ้างให้เธอไปติวหนังสือให้ที่บ้านโดยมีค่าตอบแทนรายเดือน แววตาของยายที่มองมาที่หลานสาวอย่างมีความสุขทั้งยังเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจยิ่งทำให้หัวใจของหวงซูเยี่ยนรู้สึกราวกับถูกบีบคั้นด้วยมือที่มองไม่เห็น

“ซูเยี่ยนของยายเก่งที่สุด”หวงจื่อเสียชื่นชมหลานสาวพร้อมกับรอยยิ้มเต็มใบหน้า โดยหญิงชราไม่อาจรู้ได้เลยว่าชีวิตที่เหลืออยู่ของตนเองกำลังทำให้หลานสาวหวั่นใจมากเพียงใด

คนถูกชมนั้นมีรอยยิ้มไม่ต่างกัน ทว่าแววตาที่แสนเศร้าสร้อยนั้นยากนักที่จะกลบเกลื่อนมันให้มิดชิด หวงซูเยี่ยนจับมือเหี่ยวย่นของยายมากุมเอาไว้ ก่อนจะยกขึ้นมาแนบแก้มของตน

“ยายสัญญาได้ไหม วันแรกที่หนูได้ทำงานยายต้องไปส่งหนูที่สำนักงานนะ เหมือนตอนที่หนูเข้าเรียนวันแรก…นะคะ”

น้ำเสียงออดอ้อนของหลานสาว ทำเอาผู้เป็นยายอดย้อนนึกถึงเมื่อสิบกว่าปีก่อนไม่ได้ ในตอนนั้นที่ต้องเข้าเรียนชั้นอนุบาลซูเยี่ยนก็อ้อนให้ยายไปส่งเช่นนี้ และแววตาของหวงจื่อเสียที่มองเด็กคนนี้ก็เต็มไปด้วยความรักและความเมตตาไม่ต่างจากตอนนั้นเลย

“แค่นี้เองทำไมจะไม่ได้ล่ะ ยายจะไปส่งซูเยี่ยนทำงานเอง ยายสัญญา”

ผู้เป็นยายกล่าวคำมั่นสัญญานั้นด้วยรอยยิ้ม พลันตบลงบนอกตนเองสองสามครั้งราวกับจะบอกให้หลานสาวเชื่อมั่นในคำมั่นของตนเอง

หวงซูเยี่ยนหัวเราะออกมาเล็กน้อย มื้ออาหารแสนเรียบง่ายจบลงภายในเวลาไม่นานนัก ก่อนที่สองคนยายหลานจะช่วยกันทำความสะอาดห้องครัวเล็ก ๆ ให้สะอาดอีกครั้ง แล้วแยกย้ายกันเข้านอนอย่างเช่นทุกวัน

หลังจากส่งหวงซูเยี่ยนกลับบ้านแล้ว คุณหนูจ้าวยังคงมีเรื่องที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนจะสายเกินแก้ หญิงสาวจึงบอกให้ลุงเย่พาไปที่หนึ่งก่อน

หลังจากนั้นเพียงสิบนาทีรถยนต์ของสกุลจ้าวหยุดลงบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ย่านใจกลางเมือง จ้าวเยี่ยนหลิงมองดูผู้คนที่กำลังพลุกพล่านอย่างนึกเสียดาย พลางตั้งคำถามในใจว่าเหตุใดชีวิตก่อนถึงได้ไม่เอาไหนได้ถึงเพียงนั้น

ทั้งที่เกิดมาในตระกูลของชนชั้นสูง ตั้งแต่ลืมตาดูโลกเธอย่อมเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ผู้หนึ่ง ตระกูลจ้าวของเราเป็นทหารยศสูงมาทุกรุ่น ส่วนแม่นั้นก็หาได้เป็นเพียงหญิงสาวชนบทเสียเมื่อไหร่ คุณแม่ของเธอก็เป็นหนึ่งในคุณหนูจากตระกูลใหญ่เช่นเดียวกัน แม้ไม่ได้มาจากตระกูลรับราชการ แต่ก็มีกิจการสร้างรายได้มากมายที่สร้างรายได้ให้มีกินมีใช้ไปจนตายอย่างไม่ลำบาก

เห็นจะมีก็แต่เธอคนนี้ที่โง่เขลาเหลือจะกล่าว สินเดิมของผู้เป็นแม่ที่ทิ้งเอาไว้ให้ไม่ธรรมดาเลย ขอเพียงตั้งใจสานต่อสักนิดกิจการย่อมเดินต่อไปได้อย่างราบรื่นแน่นอน แต่ชีวิตก่อนเธอกลับเลือกปล่อยมันเอาไว้ ไม่คิดจะใส่ใจหรือดูแลจนในที่สุดก็ต้องขายกิจการออกไปในราคาถูกเพราะไม่มีฝีมือมากพอที่จะสานต่อมันให้เหมือนตอนที่แม่ยังอยู่

หากลองทบทวนดูแล้วสำหรับจ้าวเยี่ยนหลิงในชีวิตก่อนนั้น ล้วนมีแต่คำว่า ‘น่าเสียดาย’ เต็มไปหมด

“คุณหนูให้ลุงเข้าไปด้วยไหมครับ?”เย่กวงถามขึ้นในทันที

ราวกับเขานั้นเดาใจคุณหนูตัวน้อยได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่าเขาก็ทราบดีว่าที่นี่มีกิจการของคุณผู้หญิงอยู่ และคุณหนูไม่เคยมาที่นี่เพียงลำพังเลยสักครั้ง ครั้งล่าสุดเห็นจะเป็นตอนที่คุณผู้หญิงยังอยู่แต่นั่นก็หลายปีมาแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้ที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง จะปลอดภัยสำหรับคุณหนูตัวน้อยหรือไม่

จ้าวเยี่ยนหลิงเพียงส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนริมฝีปากสีระเรื่อจะเผยรอยยิ้มบางราวกับเธอเองก็เข้าใจความห่วงใยของลุงเย่ดีเช่นกัน

“หนูฝากลุงเย่ช่วยโทรศัพท์บอกที่บ้านว่าไม่ต้องทำมื้อเย็นนะคะ ลุงเย่ก็ทานข้าวเย็นที่นี่เลย หนูอาจจะต้องอยู่ที่นี่สักพักใหญ่”หญิงสาวกล่าวเสร็จสรรพ ก่อนจะหยิบกระเป๋าเตรียมลงจากรถ

“ครับคุณหนู”เย่กวงรับคำสั่งในทันที

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel