ตอนที่ 6 เพื่อนไม่ดีก็แค่เลิกคบ
ตลอดการเรียนในช่วงเช้าจ้าวเยี่ยนหลิงรับรู้ได้ถึงสายตาที่มองเธอจากด้านหลังห้องเรียนตลอดเวลา เพียงแต่ไม่ได้หันกลับไปมองหรือให้ความสนใจก็เท่านั้น หญิงสาวตั้งใจเรียนรู้ในสิ่งที่ครูสอนเป็นอย่างดี ในบางครั้งยังหันมาถามหวงซูเยี่ยนในสิ่งที่ไม่ค่อยเข้าใจ และอีกฝ่ายก็ให้คำตอบที่กระชับ เข้าใจง่าย จนอดยอมรับไม่ได้ว่าคุณลักษณะที่หวงซูเยี่ยนมีนั้นเหมาะสมกับการเป็นคุณครูสอนหนังสือมากกว่าพนักงานในโรงงานเสียอีก
ย้อนกลับไปเมื่อชีวิตก่อน แม้เราสองคนจะไม่ได้สนิทสนมกันแต่ก็พอรู้ข่าวคราวของเพื่อนร่วมชั้นแต่ละคนมาบ้าง ซึ่งหวงซูเยี่ยนในตอนนั้นก็ถือเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่โดดเด่นมากทีเดียวในด้านของผลการเรียน แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเพราะฐานะทางบ้านยากจน
ในตอนนั้นหวงซูเยี่ยนเลือกสอบเกาเข่าและได้คะแนนสอบเป็นอันดับสามของประเทศ นักเรียนร่วมรุ่นและคุณครูในโรงเรียนต่างร่วมยินดีกับเธอ แต่หนึ่งปีให้หลังจากนั้นทุกคนก็ได้รับรู้ว่าหวงซูเยี่ยนไม่ได้เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยอย่างที่ควรจะเป็น เพราะไม่มีทุนใช้จ่ายมากพอ หลังจากเรียนจบมัธยมปลายจึงสมัครเข้าทำงานในโรงงานอาหารกระป๋องแถบชานเมืองแห่งหนึ่งเท่านั้น
ชีวิตของหวงซูเยี่ยนนับว่าน่าเสียดายและน่าสงสารในเวลาเดียวกัน ทั้งที่มีความรู้ความสามารถ แต่ก็ไม่อาจสู้คำว่า ‘ต้นทุนชีวิต’ ได้
ขณะเดียวกันกลับเป็นเธอเสียอีกที่ละทิ้งทุกอย่างทั้งที่มีความพร้อมมากกว่าคนอื่น เดิมทีหากอยู่กับพวกเฉินซื่ออิงตนเองก็นับว่าเป็นหัวกะทิของกลุ่มเลยก็ว่าได้ แม้ในช่วงเวลานั้นจะมีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นมากมาย แต่ทว่าก็ไม่อาจกล่าวว่าผลการเรียนของตนเองอยู่ในระดับที่แย่
ในตอนนั้นเป็นพี่ใหญ่ที่พยายามโน้มน้าวให้เธอสอบเกาเข่าและเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย แต่ด้วยความคิดความอ่านตอนนั้นที่เชื่อฟังเฉินซื่ออิงเป็นส่วนใหญ่จึงได้ยืนกรานกลับไปว่าไม่อยากเรียนต่อแล้ว
และหลังจากจบมัธยมปลายจ้าวเยี่ยนหลิงก็ไม่ได้เรียนต่อจริง ๆ เมื่อนึกย้อนกลับไปยังรู้สึกเสียดายที่ตนเองเลือกเชื่อคำของเฉินซื่ออิงมากกว่า เพียงเพราะเธอมักจะพูดกรอกหูอยู่เสมอว่า
‘เป็นผู้หญิงจะเรียนไปทำไมให้สูงนัก เดี๋ยวอนาคตจะหาสามียาก’
เมื่อลองทบทวนดูอีกครั้งคำกล่าวนั้นไร้สาระเกินไปจริง ๆ หากเธอจะเรียนจบปริญญาตรีแล้วจะมีอะไรเสียหายกัน เรื่องแต่งงานเห็นแต่จะมีผู้ชายระดับล่างเท่านั้นที่ไม่กล้าเข้าหาหญิงสาวที่มีความสามารถ
ชีวิตนี้ไม่ว่าอย่างไรเธอก็จะลองตั้งใจสอบเกาเข่าดูสักครั้ง แม้จะสอบไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ยังได้พยายามบ้างก็ยังดี ดีกว่าปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปในเส้นทางเดิมแล้วมานึกเสียดายทีหลัง
“ไปกันเถอะเยี่ยนหลิง”
เสียงเอ่ยชวนของหวงซูเยี่ยนดังขึ้นทำลายภวังค์ความคิด จ้าวเยี่ยนหลิงสะบัดหน้าไปมาเล็กน้อยเพื่อเรียกสติ ก่อนจะยิ้มออกมา
ขณะที่เธอเดินออกจากห้องเรียนไปพร้อมกับหวงซูเยี่ยน สายตาเหล่านั้นก็ยังคงจับจ้องมาที่เธอสองคนเช่นเดิม ทว่าจ้าวเยี่ยนหลิงไม่ได้ให้ความสนใจ และไม่คิดที่จะอธิบายให้กับทั้งสามคนได้เข้าใจแต่อย่างใด
เธอไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดหรืออธิบายสิ่งใดให้มากความกับคนเหล่านี้ที่คบเธอเพียงเพราะแค่ผลประโยชน์และเงินทองที่ในอดีตเธอมักจะควักเงินใช้จ่ายหลายสิ่งให้กับทั้งสามคนอย่างง่ายดาย
ตอนนี้รู้แล้วว่าเพื่อนไม่ดีก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องคบหากันต่อก็เท่านั้น และในเมื่อตอนนี้ไม่ได้อยากคบต่อแล้ว การไม่เอาตัวเข้าไปใกล้ก็ถือว่าตนเองก็ชัดเจนมากแล้วว่า ‘เลิกคบ’
หวงซูเยี่ยนเลือกเดินมายังมุมหนึ่งที่ไม่ค่อยเป็นที่สนใจนัก เธอนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยความเคยชิน ก่อนจะเปิดกล่องข้าวที่เตรียมมา ในนั้นมีข้าวที่ดูไม่น่ากินเท่าไหร่นักกับไข่ต้มฟองเล็กเพียงหนึ่งฟองเท่านั้น
ซึ่งจ้าวเยี่ยนหลิงไม่ได้มีปัญหากับการดำรงชีวิตของเพื่อนใหม่เท่าไหร่ ทั้งตนเองกลับรู้สึกเห็นด้วยที่เราจะนั่งกินข้าวตรงมุมนี้ แต่ที่ดูแล้วขัดตาเธอไปสักหน่อยก็เห็นจะเป็นอาหารที่หวงซูเยี่ยนเตรียมมานั้นดูแล้วไม่น่าจะอิ่มท้องเท่าไหร่
ในหนึ่งมื้อกินเพียงข้าวชั้นเลวกับไข่ต้มหนึ่งฟองก็สามารถมีแรงอ่านหนังสือมากมายได้แล้วหรือ…
คุณหนูจ้าวไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา เพียงแค่เดินไปซื้อข้าวที่ร้านที่อยู่โดยรอบเท่านั้น เธอเลือกซื้อบะหมี่ชามใหญ่เพิ่มเส้น ข้าวถ้วยหนึ่งและกับข้าวอีกสองอย่าง ในโรงอาหารแห่งนี้ไม่ได้มีถาดให้ใส่อาหาร จ้าวเยี่ยนหลิงจึงต้องเดินกลับไปกลับมาถึงสองรอบ
“นี่แค่มื้อกลางวัน เธอกินมากขนาดนี้เลยเหรอ?”
หวงซูเยี่ยนถามขึ้นด้วยความแปลกใจ เธอไม่เคยเห็นใครที่กินมื้อเที่ยงอย่างสิ้นเปลืองเช่นคุณหนูจ้าวผู้นี้มาก่อน
ฉะนั้นแล้วในโรงอาหารแห่งนี้จึงไม่ได้มีนักเรียนมากินข้าวเที่ยงมากนัก สาเหตุหนึ่งก็มาจากคนส่วนใหญ่ไม่ได้นิยมกินอาหารเที่ยงกัน หรือหากกินมื้อเที่ยงก็เพียงแค่กินอาหารง่าย ๆ เล็กน้อยเท่านั้น สำหรับหวงซูเยี่ยนที่ไม่ได้กินข้าวเช้ามา ข้าวเที่ยงยังถือเป็นสิ่งจำเป็นอยู่มากทีเดียว
จ้าวเยี่ยนหลิงเพียงยิ้มออกมาเล็กน้อยให้กับท่าทีแปลกใจของเพื่อนใหม่
“ฉันกินไม่หมดหรอก เพียงแค่อยากกินหลายอย่างพร้อมกันก็เท่านั้น”
ที่กล่าวออกมาเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นความจริงที่เธออยากกินทุกอย่างที่ซื้อมา เพียงแต่หากเป็นก่อนหน้านี้คงจะเลือกกินวันละหนึ่งอย่างสลับวันกันไป เพียงแต่ตอนนี้ไม่เหมือนกับตอนนั้น เธอตั้งใจสั่งทั้งหมดนี่มาเพื่อแบ่งให้หวงซูเยี่ยนได้กินนั่นเอง
หลังจากได้เห็นสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังกินอยู่ บอกตามตรงว่าเธอไม่เชื่อว่าคนเรากินข้าวเพียงเท่านี้แล้วจะอิ่ม ทั้งหมดที่ทำอยู่ก็เพื่ออยากแบ่งปันอาหารให้หวงซูเยี่ยนก็เท่านั้น เพียงไม่รู้ว่าจะแบ่งให้ด้วยวิธีไหนเพื่อไม่ให้คิดว่าเป็นการดูถูกจึงได้เลือกทำแบบนี้
หญิงสาวที่นั่งฝั่งตรงข้ามเมื่อได้ยินก็ถึงกับตกใจจนตาเบิกโพลง
“หมายความว่ากินไม่หมดก็จะทิ้งน่ะหรือ?”ว่าจบก็จ้องมองไปยังคุณหนูจ้าวอย่างไม่เข้าใจนัก ทั้งชีวิตเธอขาดแคลนอาหารมาโดยตลอด การมีให้กินจนเหลือทิ้งขว้างนับเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน
“เธอก็ช่วยฉันกินสิ ไม่เห็นจะยาก” ไม่เพียงแค่พูดเท่านั้น แต่มือเรียวขาวของจ้าวเยี่ยนหลิงยังคีบเอาอาหารที่ซื้อมาวางลงบนข้าวของสหายอีกด้วย
ส่วนคนที่ไม่เข้าใจเล่ห์เหลี่ยมของคุณหนูจ้าวมีหรือจะขัดข้อง หวงซูเยี่ยนมองอาหารตรงหน้าด้วยความรู้สึกแสนเสียดาย แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าของพวกนี้หากเธอไม่กินมันลงไป สุดท้ายก็ต้องถูกเททิ้งอยู่ดีจึงได้คีบมันเข้าปาก โดยไม่ลืมบ่นให้กับนิสัยเช่นนี้ของคุณหนูจ้าวคนนี้
“สิ้นเปลืองจริง ๆ ฉันล่ะไม่เข้าใจคุณหนูอย่างเธอเลย”
คนโดนบ่นมีหรือจะสนใจ จ้าวเยี่ยนหลิงหัวเราะออกมาเล็กน้อย ก่อนจะคีบเอาเส้นบะหมี่แบ่งใส่ถ้วยใบเล็กที่ขอเพิ่มมาจากร้านบะหมี่แล้วเลื่อนไปไว้ตรงหน้าให้เพื่อนคนใหม่ได้กิน “บ่นเยอะจริง กินไปเถอะน่า”
ท่าทางสนิทสนมและเสียงหัวเราะของทั้งคู่แม้จะไม่ดังมาก แต่ก็ดังพอที่จะดึงความสนใจจากเพื่อนร่วมชั้นอีกสามคนที่นั่งถัดไปราวห้าโต๊ะได้เป็นอย่างดี หลิวจื่อซิ่ว มองไปยังทั้งสองคนที่นั่งกินข้าวกันพร้อมกับเสียงหัวเราะที่ดังมากระทบหูเธออย่างไม่สบอารมณ์นัก “วันนี้ยายคุณหนูนั่นเป็นบ้าอะไรน่ะ?”
ก่อนปิดภาคเรียนจ้าวเยี่ยนหลิงยังเดินตามพวกเราอยู่แท้ ๆ อะไรกันที่ทำให้ยายคุณหนูนั่นตีตัวออกห่างจากกลุ่มเราอย่างนี้กันแน่
“นั่นสิ! อยู่ ๆ ก็เมินพวกเราแล้วไปคบกับนางยาจกซูเยี่ยน”
เหวินรุ่ยฟาง กล่าวเสริมคำของเพื่อนสนิท พลางแสดงสีหน้ารังเกียจออกมาเมื่อทอดมองไปยังหวงซูเยี่ยนคนนั้น
ทว่าสิ่งที่เพื่อนทั้งสองคนกล่าวออกมานั้นไม่ผิดจากที่ เฉินซื่ออิง คิดอยู่เท่าใดนัก เพียงแต่ภาพลักษณ์ของหญิงสาวผู้อ่อนโยนและแสนดีจะถูกทำลายลงไม่ได้เป็นอันขาด เธอจึงทำได้เพียงลอบยิ้มเยาะออกมาเมื่อเห็นว่าจ้าวเยี่ยนหลิงถูกพูดถึงในทางไม่ดี
เฉินซื่ออิงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานและนุ่มนวลว่า “อย่าว่าพวกเขาอย่างนั้นเลย เดี๋ยวฉันไปคุยกับเยี่ยนหลิงเอง บางทีอาจมีเรื่องเข้าใจผิดกันก็ได้”
เพื่อนสองคนที่ได้ฟังเช่นนั้นก็นึกอ่อนใจ ในสายตาของพวกเราเพื่อนคนนี้ยังคงหัวอ่อนเสมอมา หลายครั้งที่เฉินซื่ออิงร้องไห้ก็เป็นเพราะจ้าวเยี่ยนหลิงทั้งนั้น
“เธอก็เป็นแบบนี้ตลอดซื่ออิง ถึงได้ถูกคุณหนูจ้าวนั่นกดขี่อยู่ตลอด”
เหวินรุ่ยฟางกล่าวขึ้นพลางส่ายหน้าไปมา
หญิงสาวผู้แสนดีไม่ได้เอ่ยขัดแต่อย่างใด เฉินซื่ออิงเลือกทำสีหน้าให้ดูเศร้าสร้อยที่สุดเพื่อเรียกร้องความสงสาร ขณะที่ภายในใจก็รู้สึกดีไม่น้อยที่วันนี้ตนเองได้อยู่เหนือกว่าคุณหนูจ้าวเยี่ยนหลิง
