บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 ผูกมิตรกับเพื่อนใหม่

จ้าวเยี่ยนหลิงเดินเข้ามาในรั้วโรงเรียนโดยไม่ได้สนใจพี่ชายที่กำลังนั่งมองเธออย่างงุนงงแต่อย่างใด ซึ่งหากพี่ใหญ่จะสงสัยก็ไม่แปลก ในเมื่อก่อนเป็นเธอเองที่มักจะบังคับให้พี่ชายต้องมารับส่งทุกวัน ไม่ว่าเขาจะติดงานสำคัญแค่ไหน อยู่ห่างไกลจากโรงเรียนมากเพียงใด ก็ล้วนเป็นเธอทั้งนั้นที่ไม่ยอมเข้าใจและบังคับเขาให้ยอมทำตามใจตนเองทุกครั้งไป หนำซ้ำเมื่อไม่ได้ดั่งใจก็มีอาการแง่งอนไม่ยอมพูดจา หนักที่สุดน่าจะเป็นเมื่อตอนมัธยมต้นที่เธออดข้าวประท้วงจนเป็นลม

ความเอาแต่ใจไร้เหตุผลเช่นนี้ในเมื่อก่อน เห็นทีก็ถึงเวลาอันสมควรที่ต้องปรับเปลี่ยนเสียใหม่ จะได้ไม่เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นอีกอย่างชีวิตที่แล้วอีก

ภายในรั้วโรงเรียนแห่งนี้มีพื้นที่ค่อนข้างมาก เพื่อรองรับนักเรียนระดับมัธยมจากทั่วทั้งมณฑล ทุกพื้นที่จึงเต็มไปด้วยอาคารเรียนมากกว่าสิบอาคาร

จ้าวเยี่ยนหลิงเดินจากประตูรั้วโรงเรียนเข้าไปตามทางเท้าไม่ไกลนัก นัยน์ตากลมกวาดมองไปยังรอบกายด้วยความรู้สึกยากอธิบาย อย่างน้อยวันนี้ก็ได้กลับมาเหยียบในโรงเรียนแห่งนี้อีกครั้งในฐานะนักเรียนรุ่นปัจจุบัน

สองเท้าเล็กเดินต่อไปตามทางอีกเพียงไม่กี่ก้าวก็จะถึงโต๊ะประจำที่ในอดีตจ้าวเยี่ยนหลิงและเพื่อนกลุ่มนั้นรวมถึงเฉินซื่ออิงชอบมานั่งรวมตัวกันเป็นประจำทุกเช้าก่อนเข้าเรียน

แต่ทว่าสองเท้าของเธอกลับไม่ได้เดินตรงไปหาเพื่อนกลุ่มนั้นอย่างที่ควรจะเป็น จ้าวเยี่ยนหลิงเลือกที่จะเดินเลี้ยวไปทางซ้ายมือเพื่อไปยังอาคารเรียนแทน ก่อนจะเดินขึ้นไปยังชั้นสองเพื่อนั่งรอเรียนวิชาแรก

หลังจากเดินเข้าห้องเรียนมาจ้าวเยี่ยนหลิงกวาดตามองไปทั่วห้อง นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เธอเข้ามาในห้องเรียนก่อนเวลา หากเป็นชีวิตก่อนเธอกับกลุ่มเพื่อนจะเข้าเรียนเป็นกลุ่มสุดท้ายซึ่งไล่เลี่ยกับเวลาที่คุณครูเข้ามาสอน

การเข้ามานั่งรอในห้องเรียนก่อนเวลาถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว หากจะนิยามคุณหนูจ้าวและกลุ่มเพื่อนในเมื่อก่อน ก็คงต้องบอกว่าเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนระดับกลางที่ค่อนไปทางไม่เอาไหนนั่นเอง ความประพฤติแม้จะไม่เคยสร้างความเดือดร้อนหรือใช้อิทธิพลรังแกผู้อื่น แต่ก็ไม่ใช่นักเรียนที่ตั้งใจเรียนนัก

เช้านี้ภายในห้องเรียนมีเพื่อนร่วมชั้นห้าหกคนที่ขึ้นมารออยู่ก่อนแล้ว พวกเขาเหล่านี้เดิมรู้จักเพียงแค่ผิวเผินไม่ได้สนิทสนม ในตอนที่เดินเข้าห้องผ่านพวกเขามาจึงเพียงแค่ทักทายกันเล็กน้อยเท่านั้น

ในเมื่อตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตต่อจากนี้ จ้าวเยี่ยนหลิงไม่ได้เดินไปนั่งที่ประจำด้านหลังห้องอย่างที่ผ่านมา แต่เลือกเดินไปนั่งโต๊ะฝั่งซ้ายริมหน้าต่างที่ใกล้กับเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่ง ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของนักเรียนที่ฐานะยากจนที่สุดในโรงเรียนแห่งนี้เลยก็ว่าได้

เมื่อคุณหนูจ้าวผู้ร่ำรวยนั่งลงบนเก้าอี้ติดกันกับ หวงซูเยี่ยน นักเรียนหญิงที่ยากจนที่สุดมีหรือจะไม่เป็นที่สนใจ ด้วยความแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวนั้น อีกคนทั้งหน้าตาดีและมีฐานะร่ำรวย ส่วนอีกคนบ้านยากจนและกำพร้า กลายเป็นว่าตอนนี้ทุกสายตาของคนที่อยู่ในห้องต่างมองทั้งสองคนเป็นตาเดียว

สายตาและเสียงซุบซิบที่เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้หญิงสาวที่ถูกจับให้เป็นตัวเปรียบเทียบกับคุณหนูจ้าวรู้สึกได้ถึงการถูกรบกวน หวงซูเยี่ยนถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะปิดหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ในทันที

แน่นอนว่าเธอไม่ได้สนใจและรู้สึกเจ็บปวดกับคำนินทาที่เกิดขึ้น ตั้งแต่มาเรียนที่นี่หวงซูเยี่ยนล้วนได้ยินมันจนคุ้นชินเป็นอย่างดี เพียงแต่เสียงเหล่านั้นมันรบกวนสมาธิในการอ่านหนังสือของเธอจนเกินไปต่างหาก

และเมื่อมองไปยังหญิงสาวผู้มาใหม่และนั่งอยู่โต๊ะตัวถัดไป หวงซูเยี่ยนก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ด้วยสถานะของคุณหนูจ้าวแล้ว ยาจกเช่นเธอน่ะหรือจะกล้าออกปากไล่ หากเธอกล้าทำเช่นนั้นมีหวังพวกนักเรียนชายคงเดินเข้ามารุมทึ้งเธอข้อหาที่ทำร้ายขวัญใจของพวกเขาอย่างแน่นอน

จ้าวเยี่ยนหลิงเห็นท่าทีของเพื่อนใหม่ที่คล้ายไม่ยินดีกับการที่เธอมานั่งใกล้ ๆ ก็รู้สึกร้อนรนขึ้นมา หญิงสาวไม่เคยได้รับการปฎิบัติราวกับเบื่อหน่ายเช่นนี้มาก่อน เจตนาของเธอเพียงแค่อยากเป็นเพื่อนกับหวงซูเยี่ยนคนนี้ก็เท่านั้น ไม่ตั้งใจจะรบกวนเวลาอ่านหนังสือของอีกฝ่ายแต่อย่างใด

รอยยิ้มจืดเจือนเกิดขึ้นบนใบหน้าของจ้าวเยี่ยนหลิง ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่ดังนัก “ขอโทษนะซูเยี่ยน ฉันแค่อยากเป็นเพื่อนกับเธอเท่านั้น”

คำกล่าวตรงไปตรงมาของคุณหนูจ้าวนั้นดูจะเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเกินไปสำหรับหวงซูเยี่ยนผู้ยากจน หัวคิ้วของเธอพลันขยับเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจนัก ด้วยตนเองเป็นเพียงเด็กกำพร้าไร้หัวนอนปลายเท้าที่ถูกชุบเลี้ยงมาจากชาวบ้านคนหนึ่ง การได้มาเรียนที่นี่ก็เพราะทุนที่สอบแข่งขันมาได้ แต่วันนี้คนที่ร่ำรวยที่สุดในโรงเรียนกลับทำตัวราวกับอยากจะผูกมิตรด้วยเสียอย่างนั้น

หากว่ากันตามตรงการที่อีกฝ่ายจะอยากนั่งตรงนี้ก็ไม่ได้ผิด อีกอย่างที่ผ่านมาเธอใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้อย่างโดดเดี่ยวมาหลายปี จะมีเพื่อนอย่างคุณหนูจ้าวสักคนก็ดีเหมือนกัน

“ฉันไม่ได้โทษเธอเสียหน่อย ก็แค่รำคาญเสียงของพวกนั้น”

หญิงสาวเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ยิ้มกว้างออกมาจนตาหยี ถือว่าการเริ่มต้นวันแรกในชีวิตใหม่นี้สำเร็จไปอีกขั้น “ขอบใจนะ เธออ่านหนังสืออะไรอยู่เหรอซูเยี่ยน?”

จ้าวเยี่ยนหลิงถามขึ้นพลางมองหนังสือบนโต๊ะของเพื่อนใหม่อย่างสนใจ นี่ไม่ใช่หนังสือเรียนของชั้นเรียนเรา ถึงแม้จะพึ่งเปิดภาคเรียนแต่จ้าวเยี่ยนหลิงจดจำหน้าตาหนังสือทั้งหกเล่มที่ใช้เรียนในภาคเรียนนี้ได้ทั้งหมด และยังมั่นใจว่าไม่เคยเห็นหนังสือหน้าตาแบบนี้มาก่อน

หวงซูเยี่ยนยิ้มเฝื่อนรู้สึกขมขื่นอยู่ลึก ๆ เมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่ ก่อนจะตอบปัดไปว่า “หนังสือทั่วไปน่ะ อย่าสนใจเลย”

เธอจะกล้าบอกใครต่อใครได้อย่างไรว่านี่เป็นหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เธอไปขอยืมมาจากรุ่นพี่ที่เรียนจบไปเมื่อปีก่อน เธอไม่อยากให้ใครมาหัวเราะเยาะกับความฝันเฟื่องของตนเอง คนอย่างหวงซูเยี่ยนที่ข้าวจะกินแต่ละมื้อยังลำบาก แต่กล้าฝันถึงขั้นจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย

ใครบ้างไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละปีสูงเพียงใด ถึงจะสอบเกาเข่าผ่าน แม้แต่ตนเองก็ยังไม่แน่ใจเช่นกันว่าจะเอาเงินที่ไหนมาเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างเรียน ทั้งจำนวนผู้เข้าสอบในแต่ละปีก็มีไม่น้อย ยังมีคนจำนวนมากที่เรียนเก่งกว่า หากจะหวังเรื่องทุนการศึกษาอย่างเช่นที่ผ่านก็แทบเป็นไปไม่ได้เลย

และยิ่งต้องบอกเล่าเรื่องเพ้อฝันของตนเองให้กับอีกคนที่เพียบพร้อมมากกว่าได้ฟังยิ่งเป็นสิ่งที่หวงซูเยี่ยนจะไม่ทำเป็นอันขาด

จ้าวเยี่ยนหลิงพยักหน้ารับรู้ แต่กลับไม่ได้อยากจะเชื่อในสิ่งที่เพื่อนคนใหม่บอกนัก “อื้ม ตอนเที่ยงไปกินข้าวด้วยกันนะ ฉัน…”

คุณหนูจ้าวจำต้องหยุดประโยคหลังเอาไว้อย่างกะทันหัน เมื่อนึกขึ้นได้ว่านิสัยของหวงซูเยี่ยนเป็นอย่างไร

เมื่อครู่เกือบจะกล่าวออกมาอย่างเคยชินแล้วว่า ‘ฉันเลี้ยงเอง’ ประโยคนี้หากเป็นกลุ่มเพื่อนอย่างเฉินซื่ออิงอาจจะดีใจจนเนื้อเต้น แต่ทว่าสำหรับหวงซูเยี่ยนที่ยึดมั่นในศักดิ์ศรี หากกล่าวออกมามีหวังคงได้ถูกเลิกคบกันตั้งแต่วันแรกก็ได้

“อืม ได้” หวงซูเยี่ยนกล่าวรับคำเพียงสั้น ๆ

อีกไม่นานคุณครูประจำวิชาก็จะเข้ามาสอนแล้ว มือเล็กหยาบกร้านเก็บเอาหนังสือลงกระเป๋าผ้าใบเก่า หวงซูเยี่ยนเห็นแล้วว่าเฉินซื่ออิงกับเพื่อนอีกสองคนกำลังเดินเข้ามาภายในห้องเรียน สามคนนั้นมองมาที่เธอและเพื่อนใหม่ซึ่งนั่งอยู่ข้างกันด้วยแววตาไม่ดีนัก แน่นอนว่าคนอย่างหวงซูเยี่ยนมีหรือจะใส่ใจเรื่องวุ่นวายของคนอื่น เธอเพียงแค่รับรู้เอาไว้ก็เท่านั้น

แต่ทว่าเจ้าตัวต้นเรื่องที่นั่งอยู่ข้างกันกลับไม่สนใจยิ่งกว่า จ้าวเยี่ยนหลิงกำลังนั่งเตรียมอุปกรณ์การเรียนของตนเองด้วยท่าทีเฉยเมย ไม่สนใจแม้แต่จะชายตามองเพื่อนกลุ่มนั้นด้วยซ้ำ ทำราวกับเรื่องเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตนเองอย่างไรอย่างนั้น

แม้จะรู้สึกได้ถึงกลิ่นความผิดปกติระหว่างจ้าวเยี่ยนหลิงและเพื่อนอีกสามคน แต่เมื่อคิดได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องของตนเอง หวงซูเยี่ยนจึงไม่ได้สนใจอีก ต่อจากนี้ขอเพียงแค่คุณหนูจ้าวไม่ได้คิดร้ายและไม่นำพาความเดือดร้อนมาให้ อย่างไรระหว่างเราก็ยังพอเป็นเพื่อนกันต่อไปได้

หรือหากเธอจะกลับไปหัวเดียวกระเทียมลีบเช่นเคยก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด ในเมื่อเธอเองก็ไม่มีเพื่อนมาแต่แรกอยู่แล้ว หวงซูเยี่ยนคิดเช่นนั้น

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel