ตอนที่ 4 กลับมาแก้ไขอดีต
เฮือกกกกกก!!
ร่างแบบบางบนเตียงกว้างสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างกระทันหัน หัวใจที่กำลังเต้นแรงอยู่ในอกทำให้เจ้าของร่างรู้สึกได้ถึงการมีชีวิตอยู่ นัยน์ตาสีรัตติกาลกวาดมองไปโดยรอบ และใช่! ที่นี่คือห้องนอนของเธอนั่นเอง “ฉันยังไม่ตายเหรอ…”
เสียงพูดนั้นแผ่วเบาราวกระซิบ จ้าวเยี่ยนหลิงผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว มือเรียวสองข้างยกขึ้นมาเพื่อสำรวจดูรอยเลือดที่เคยเปรอะเปื้อนอยู่ก่อนหน้านี้แต่กลับพบเพียงผิวขาวนวลเนียนไร้ร่องรอยขีดข่วนเท่านั้น ศีรษะเธอไม่ได้มีรอยแตกหรือบาดแผลจากการตกกระแทกพื้น รวมถึงความเจ็บปวดทั่วร่างกายที่เคยได้รับก็หายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น
ขณะเดียวกันประตูห้องก็เปิดออกพอดี ร่างหนาที่เดินตรงเข้ามาภายในห้องนอนทำให้หญิงสาวส่ายหน้าไปมาเชื่องช้า คล้ายกับว่าสิ่งตรงหน้านั้นเป็นเพียงความฝัน เหตุใดคนที่ตายไปแล้วจึงได้เดินเข้ามาหาเธอในเวลานี้ได้
เจ้าของร่างสูงเด่นในชุดทหารสีเขียวเข้ม บนบ่าประดับยศเอาไว้อย่างชัดเจน ใบหน้าที่คล้ายคลึงกับตนเองถึงหกส่วนทำให้ขอบตาของเธอร้อนผ่าว
เขาคือพี่ชายของเธอไม่ผิดแน่…จ้าวฉงซานคนนี้ เขายังไม่ตาย
ชายหนุ่มที่ตั้งใจเดินเข้ามาปลุกน้องสาวด้วยตนเองไม่ได้รับรู้ในสิ่งที่น้องสาวเผชิญมาก่อนหน้านี้ เดิมทีนี่เป็นหน้าที่ของแม่บ้าน แต่เมื่อครู่เขาได้รับรายงานว่าน้องสาวนั้นไม่ว่าจะปลุกอย่างไรก็ไม่ยอมตื่น ซึ่งตามปกติแล้วจ้าวเยี่ยนหลิงหาใช่คนขี้เซาเช่นนี้ ด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าน้องสาวอาจจะกำลังป่วยไข้จึงเดินมาปลุกเธอด้วยตนเอง
“ตื่นเสียที พี่คิดว่าจะต้องไปตามหมอมาเสียแล้ว”จ้างฉงซานกล่าวเย้าแหย่คนเป็นน้องสาวด้วยน้ำเสียงเบาสบาย
ร่างหนาทิ้งกายนั่งลงบนเตียงของน้องสาวพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นเหมือนอย่างเคย ก่อนจะยื่นมือไปอังหน้าผากมน เมื่อเห็นว่าอุณหภูมิยังปกติดีจึงได้เบาใจ
ภาพตรงหน้าช่างดูคล้ายกับความฝันเหลือเกินสำหรับคนเป็นน้องสาว มือสั่นเทาของจ้าวเยี่ยนหลิงยื่นไปกุมมือใหญ่ของพี่ชายเอาไว้อย่างลืมตัว มือนี้ยังคงอุ่นอยู่ไม่ได้เย็นชืดเหมือนตอนนั้น เพียงเท่านั้นน้ำตาที่เอ่อคลออยู่ก่อนแล้วพลันร่วงไหลลงอาบแก้มนวลเนียนทั้งสองข้าง “พะ-พี่ใหญ่!”
“หืมมม!”คนเป็นพี่ชายขานรับลำคอ ท่าทางที่เปลี่ยนไปของน้องสาว รวมถึงสีหน้าและแววตาที่ดูโศกเศร้าอย่างไร้สาเหตุทำให้เขาไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ถึงอย่างนั้นก็รั้งเอาร่างที่กำลังสั่นเทามาสวมกอดเอาไว้
ความอบอุ่นจากอ้อมกอดที่คุ้นเคยทำให้จ้าวเยี่ยนหลิงยิ่งร่ำไห้ออกมาอย่างหนัก สองแขนกอดรัดร่างพี่ชายจนแน่นราวกับหวาดกลัวว่าเขาจะหายไป
“ฮือออ! พี่ใหญ่จริง ๆ ฮึก! ขอโทษ น้องขอโทษ ฮือออ”ริมฝีปากบางกล่าวคำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอแน่ใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงฝัน และเป็นเธอเองทั้งนั้นที่ทำให้พี่ชายต้องพบจุดจบก่อนวัยอันควร
คำพูดแปลกประหลาดของน้องสาวทำให้จ้าวฉงซานเข้าใจไปแล้วว่าเธอคงพึ่งตื่นจากฝันร้ายอย่างที่แล้วมา มือหนาหยาบกร้านจากการจับอาวุธมานานหลายปีพยายามลูบศีรษะของน้องสาวอย่างเบามือที่สุดเพื่อเป็นการปลอบโยน
“แค่ฝันร้ายเท่านั้น ไม่เป็นไรเยี่ยนหลิง…ไม่เป็นไร พี่ใหญ่อยู่ตรงนี้แล้ว”
จ้าวฉงซานนั่งปลอบโยนน้องสาวอย่างใจเย็นโดยไม่ลุกไปไหน เขารอจนเธอสงบลงจากนั้นจึงกล่าวขึ้นว่า “เปิดภาคเรียนวันแรกไม่ใช่เหรอ? รีบลุกได้แล้ว”
“อืม เดี๋ยวฉันรีบตามลงไป”จ้าวเยี่ยนหลิงรับคำอย่างว่าง่าย
ขอบตาสองข้างยังคงแดงก่ำนั้นบวมเล็กน้อยดูแล้วน่าสงสาร แต่เมื่อตั้งสติได้ก็ค่อย ๆ เช็ดน้ำตาบนใบหน้าออก
หลังจากพี่ชายออกจากห้องไปแล้ว เมื่อได้อยู่ในห้องเพียงลำพังอีกครั้ง หญิงสาวพลันนึกทบทวนในสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ก่อนจะเริ่มทำความเข้าใจกับเสียงสุดท้ายของชายชราก่อนที่สติของเธอจะดับวูบลง
“กลับไปแก้ไขอย่างนั้นหรือ?”
คำกล่าวนั้นทำให้หญิงสาวจมจ่อมอยู่ในภวังค์ความคิดนานหลายนาที ก่อนที่หางตาจะเหลือบไปเห็นปฏิทินที่อยู่ห่างจากเตียงไปเพียงเล็กน้อย ตัวเลขของวันเดือนและปีที่ปรากฏบ่งบอกว่าเธอได้รับโอกาสให้กลับมาแก้ไขความผิดพลาด ซึ่งก็คงหมายถึงในวัยสิบแปดปีที่เป็นจุดเริ่มต้นของพี่ชายและเฉินซื่ออิงนั่นเอง
หญิงสาวเหม่อมองไปยังรูปถ่ายครอบครัวของเราที่ใส่กรอบอย่างสวยงาม มันยังคงวางอยู่ตรงที่เดิมและได้รับการดูแลทำความสะอาดเป็นอย่างดี รอยยิ้มของพี่ชายที่แสนดีเช่นนี้เธอจะไม่ยอมให้มันหายไปอย่างเด็ดขาด
‘ฉันจะไม่ยอมให้พี่ได้ลงเอยกับผู้หญิงสารเลวคนนั้นอีก’
จ้าวเยี่ยนหลิงคิดในใจ มุมปากขยับยกเพียงเล็กน้อยราวกับเยาะหยันให้กับโชคชะตาของตนเองก่อนหน้านี้
ในเวลาต่อมาร่างเพรียวบางของคุณหนูจ้าวที่อยู่ในชุดนักเรียนมัธยมของโรงเรียนชื่อดังก็ปรากฏตัวบนโต๊ะอาหาร ซึ่งก็มีเพียงแค่พี่ชายที่นั่งร่วมโต๊ะกับเธออย่างเช่นทุกวัน บ้านหลังนี้เมื่อสิ้นพ่อแม่แล้ว ก็เหลือเพียงพี่ชายที่เป็นนายทหารหนุ่มอนาคตไกล และน้องสาวอายุสิบแปดปีที่ใกล้เรียนจบ นอกจากนี้ในบ้านยังมีแม่บ้านเก่าแก่อีกสองคนที่ดูแลอยู่
หลังจากกินข้าวเช้าจ้าวเยี่ยนหลิงเดินตามหลังพี่ชายเพื่อไปขึ้นรถยนต์ที่จอดอยู่ในโรงจอดรถ นัยน์ตากลมโตกวาดตามองไปรอบบริเวณบ้าน สองมือกระชับกระเป๋าเป้ที่สะพายอยู่เอาไว้แน่น ก่อนจะระบายยิ้มจางออกมาเมื่อเห็นว่าชีวิตของเธอในตอนนี้นั้นปกติดีและมีความสุขมากเพียงใด
ซึ่งเธอก็ไม่เข้าใจตนเองในชีวิตก่อนเช่นกัน ว่าเหตุใดจึงชักนำเอาคนไม่ดีพวกนั้นเข้ามาทำลายชีวิตที่ดีเช่นนี้ได้
รถยนต์สีดำสนิทเคลื่อนมาจอดบริเวณหน้าโรงเรียนมัธยมอย่างเช่นทุกวัน ความสนใจจากรอบด้านทำให้จ้าวเยี่ยนหลิงรู้สึกคุ้นชินไปเสียแล้ว เพราะตั้งแต่วันแรกที่เธอเข้าเรียนที่นี่ทุกคนก็มองมาเช่นนี้ ตอนแรกอาจจะมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ตอนนี้เข้าปีที่สามเธอเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าคนเหล่านั้นมองอะไรกัน ในเมื่อเธอก็ยังมาโรงเรียนด้วยรถคันนี้ทุกวันเป็นเรื่องปกติ
“ตอนเย็นพี่จะให้ลุงเย่มารับนะ แล้วก็อาจจะไม่ได้กลับบ้านสามวัน ดูแลตนเองให้ดีเข้าใจหรือไม่?”เสียงทุ้มกล่าวกับน้องสาวอย่างไม่เต็มเสียงนัก
จ้าวฉงซานเตรียมใจมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าน้องสาวอย่างไรก็คงไม่ยินยอม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาต้องไปคุมฝึกที่ค่ายแถบชานเมือง และในทุกครั้งจ้าวเยี่ยนหลิงมักจะออกอาการงอแงเพราะต้องการให้เขามารับทุกวันนั่นเอง ซึ่งในแต่ละครั้งหากปลีกตัวมาได้เขาก็จะเป็นฝ่ายยอมน้องสาว แต่หากครั้งไหนมารับเธอไม่ได้ก็ต้องพยายามง้องอนเธออยู่หลายวันทีเดียวกว่าจะคืนดีกัน
เขาไม่รู้ว่าพี่น้องคู่อื่นเป็นอย่างไร แต่สำหรับเขาและน้องสาวนั้น เราเหลือกันเพียงแค่สองคน ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องดูแลให้ดีที่สุดและทนุถนอมเธอไม่ต่างจากตอนที่พ่อแม่ยังอยู่ไปจนวันสุดท้ายของชีวิต
ทว่าประโยคนี้กลับทำให้มือเรียวเล็กที่กำลังปลดเข็มขัดนิรภัยชะงักนิ่งได้ไม่ยาก เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วและเป็นจุดเริ่มต้นของความเลวร้ายทั้งหมด หากคิดจะแก้ไข เห็นทีจะต้องเริ่มจากคำตอบของประโยคนี้ก่อนเป็นสิ่งแรก
“เข้าใจแล้วค่ะ ขับรถดี ๆ นะพี่ใหญ่”
คนเป็นน้องสาวกล่าวอย่างไม่คิดมาก ก่อนจะหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพายด้านหลังเพื่อเตรียมตัวลงจากรถ แต่ขณะที่หันหลังกำลังจะเปิดประตู กลับมีแรงมหาศาลที่ฉุดเอาหูกระเป๋าของเธอเอาไว้เสียก่อน
“ไม่งอแงให้พี่มารับแล้วเหรอ?”จ้าวฉงซานถามด้วยความแปลกใจ พลันวางมือลงบนศีรษะของน้องสาวแล้วออกแรงบังคับให้ใบหน้าเล็กนั้นหันกลับมาหาตน ก่อนจะเริ่มจ้องมองเข้าไปในแววตาคู่นั้นเพื่อเสาะหาร่องรอยของความน้อยใจที่อาจซุกซ่อนอยู่
นัยน์ตากลมพลันกลอกกลิ้งไปมา ก่อนจะปัดมือใหญ่ที่กำลังทำให้ผมเปียของเธอยุ่งเหยิงออกไป “ฉันโตแล้วนะ จะมานั่งงอแงอะไรกัน ชิ!”
หญิงสาวกล่าวเพียงเท่านั้น ก่อนจะเดินลงจากรถยนต์ในทันที
