ตอนที่ 8 ค้นหาตัวคนที่ลอบทำร้ายแม่ทัพอันเพ่ยมาให้ได้
"เหรียญนี้คือเรียกว่าเหรียญภู่ทองแดง หากมีสิบเหรียญมีค่าเท่ากับเหรียญนี้หนึ่งเหรียญ เรียกว่าเหรียญภู่เงิน และหากมีเหรียญภู่เงินสิบเหรียญ มีค่าเท่ากับเหรียญนี้หนึ่งเหรียญ เรียกว่าเหรียญภู่ทอง"
ลู่เข่อซินอธิบายอย่างใจเย็น ขณะที่มือก็ชูเหรียญแต่ละเหรียญให้นางได้ดู จูเฟิงเหยาพยักหน้าเข้าใจ ตอนนี้นางมีเงินสี่เหรียญภู่ทอง สองเหรียญภู่เงิน และห้าเหรียญภู่ทองแดง
จ๊อก~
เสียงท้องร้องดังจากร่างบาง จูเฟิงเหยายิ้มพรางเกาที่ท้ายทอยแก้เขิน ลู่เข่อซินจึงเดินไปที่หน้าร้านก่อนจะหยิบขนมใส่ชามและเอามาให้หญิงสาว
"ขอบคุณเจ้าค่ะ"
จูเฟิงเหยารับมาก่อนจะตักกินไปคำหนึ่ง พบว่ามันอร่อยมากจริงๆหรือเพราะนางหิวกันแน่
"ขนมร้านท่านอร่อยจริงๆเจ้าค่ะ"
จูเฟิงเหยาเอ่ยพลางตักขนมยุเหวียนเชียวเข้าปากคำโต นี่นับว่าเป็นอาหารมื้อเแรกตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ที่รู้สึกว่ารสชาติอร่อยเลยก็ว่าได้ เพียงไม่นานขนมก็หมดชาม
"ว่าแต่ร้านของท่าน รับพนักงานเพิ่มไหมเจ้าค่ะ เรียกพนักงานหรือเปล่าเจ้าค่ะ"
"ร้านข้ามิรับพนักงานเพิ่ม"
"เช่นนั้นไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ขนมนี้ราคาเท่าใดเจ้าค่ะ"
"มิเป็นไรเจ้าค่ะ ข้าให้เจ้าทานมิคิดเงิน"
"มิได้เจ้าค่ะ ของซื้อของขายเช่นไรข้าก็ต้องจ่าย อีกอย่างท่านช่วยข้าเอาไว้แท้ๆ"
"เถ้าแก่ ท่านอ๋องมาเจ้าค่ะ นาง....."
จู่ๆเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นขัดบทสนทนาของคนทั้งคู่ อี้จินมีสีหน้าสงสัยเนื่องด้วยจู่ๆก็มีสตรีแปลกหน้าอยู่กับผู้เป็นนาย ทั้งๆที่ยังไม่เห็นสตรีผู้นี้เดินมาที่ร้านเลยแม้แต่น้อย จูเฟิงเหยามีท่าทีร้อนรนเล็กน้อยกลัวว่าจะถูกจับได้
"ข้าจะไปพบเขาเดี๋ยวนี้ เจ้าเองก็อยู่ที่นี่ไปก่อนนะ"
ลู่เข่อซินหันไปเอ่ยกลับอี้จิน ก่อนที่โยคหลังจะหันมาบอกจูเฟิงเหยา ลุกขึ้นและดันตัวอี้จินให้เดินไปกับตนที่หน้าร้าน
จูเหิงเหยารีบเปลี่ยนอาภรณ์เป็นบุรุษทันที เขาบอกว่าคนผู้นั้นที่มาพบเป็นท่านอ๋อง เช่นนั้นก็แสดงว่าเป็นเชื้อพระวงศ์เช่นกันกับองค์ชายสิบสามอะไรนั้น เห็นทีว่านางคงอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว ดวงตางามมองเลยออกไปทางหน้าร้านก่อนจะเห็นป้ายราคาขนมที่เขียนเอาไว้ ราคาเท่ากันทุกเมนูคือห้าเหรียญภู่ทองแดง จึงได้หยิบเงินหนึ่งเหรียญภู่เงินแทนอาภรณ์และห้าเหรีญภู่ทองแดงเป็นค่าขนมไว้ก่อนจะรีบออกไป
ผ่านไปกว่าสองเค่อ ลู่เข่อซินเดินกลับมาที่หลังร้าน แต่ไม่พบจูเฟิงเหยาแล้ว ดวงตางามมองเหรียญเงินที่ทิ้งไว้ก่อนจะยิ้มออกมา พลางคิดในใจว่าสตรีผู้นี้นิสัยดีเช่นกัน
.........
ณ วังหลวง
ภายในตำหนักผู้ป่วยของสำนักหมอหลวง ผ้าขาวที่เต็มไปด้วยคราบโลหิตกองโต อีกทั้งน้ำสะอาดสีขาวถูกยกเปลี่ยนอยู่หลายครา หมอหลวงกว่าสามคนกำลังเร่งรักษาคนผู้หนึ่งอยู่ในห้อง เมื่อช่วงปลายยามเหม่าหลังอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า มีผู้คนพบซูอันเพ่ยนอนสลบอยู่กลางถนนที่ท้ายตลาด ภาพเนื้อตัวเต็มไปด้วยกองเลือด เนื่องด้วยชายหนุ่มเป็นที่รู้จักกันดีทั่วเมืองหลวง ถึงมีชาวบ้านรีบไปแจ้งทหารหน้าวังหลวงทันที ชายหนุ่มถูกพามารักษาที่สำนักหมอหลวงได้ทัน ซูอันเพ่ยยังคงนอนหลับไม่ได้สติ ใบหน้าซีดเชียวเนื่องด้วยเสียเลือดมาก
"เรียนฝ่าบาท แม่ทัพอันเพ่ยปลอดภัยแล้วพะยะค่ะ"
หมอหลวงเดินออกมามารายงานฮ่องเต้นามว่าหลันเฟิงหานทันที อาการบาดเจ็บของชายหนุ่มฝ่าบาทมาดูด้วยตนเอง เนื่องด้วยแม่ทัพผู้นี้นับว่าเป็นที่โปรดปรานมาก อีกอย่างเขาไม่รู้ว่าซูอันเพ่ยได้รับบาดเจ็บจากการออกศึก เนื่องด้วยทราบเพียงว่าได้รับชัยชนะเท่านั้น จดหมายมาถึงก่อนตัวของซูอันเพ่ยเพียงชั่วยามเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นก็ได้รับแจ้งว่าชายหนุ่มบาดเจ็บหนัก อีกทั้งสลบหมดสติอีกด้วย
"เรียนฝ่าบาท ที่ตัวท่านแม่ทัพมิบริเวณใดได้รับบาดเจ็บเพิ่ม เพียงแค่รอยฉีกจากบาดแผลที่ไหล่เท่านั้น แต่ถุงเงินกลับหายไป ดูเหมือนว่าคนผู้นี้มิใช่คนร้ายที่ต้องการชีวิต เป็นเพียงโจรที่ลอบชิงทรัพย์เท่านั้นพะยะค่ะ"
ฟูเย่วผู้ช่วยของซูอันเพ่ยที่ก่อนหน้าเดินทางมาส่งจดหมาย ได้ตรวจสอบของติดตัวผู้เป็นนายและสอบถามท่านหมอแล้ว เอ่ยรายงานฝ่าบาท
"สั่งออกไป ค้นหาตัวคนที่ลอบทำร้ายแม่ทัพอันเพ่ยมาให้ได้"
หลันเฟิงหานเอ่ยออกมาเสียงดังด้วยความโมโห ก่อนจะเดินเข้าไปดูอาการซูอันเพ่ยด้านใน ฟู่เย่วรับคำสั่งก่อนจะรีบไปจัดการทันที
