
จูเฟิงเหยา สตรีวิปราศผู้นั้นคือนักโลหะหลงยุค
บทย่อ
"เงินติดตัวสักเหรียญข้าก็มิมีให้หนีออกไป ชีวิตข้าอนาถขนาดนี้เชียวหรือ" นักศึกษาภาควิชาวัสดุ หลุดเข้าไปอยู่ในยุคจีนโบราณที่กำลังเกิดสงคราม ในร่างของ 'จูเฟิงเหยา' สตรีผู้ถูกลืม บ้า สติเลอะเลือน จึงถูกขังไว้ในจวนมิให้ออกไปไหน เนื่องด้วยเกรงว่าจะขายหน้า นางถูกมองว่าไร้ค่ายิ่งกว่าบ่าวรับใช้ในเรือนเสียอีก เพียงแค่นางเป็นบุตรที่เกิดจากอนุต่ำต้อย ไร้ความสามารถ เข้าไปอยู่ในร่างได้เพียงสามวันก็จะถูกส่งตัวไปเป็นสนมคนที่ยี่สิบสามขององค์ชายบ้ากาม เพียงเพราะนางหน้าตางดงาม ทางเดียวที่นางทำได้คือหนีออกจากตระกูลซะ กลายเป็นคนเร่ร่อน ในโลกที่ไม่มีความเจริญการเอาตัวรอดอย่างเดียวที่คิดได้ตอนนั้นคือ หลบซ่อนอยู่ในโรงตีเหล็ก อาศัยความรู้น้อยนิดที่นางเรียนมาอย่างไม่ใส่ใจ ทำให้นางต้องใช้มันเอาชีวิตรอดวันต่อวัน 'ซูอันเพ่ย' แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นกำลังประสบปัญหาเรื่องอาวุธ ดาบที่ทหารใช้ไร้ประสิทธิภาพจนเกือบพ่ายแพ้ศึกให้ศัตรู กำลังตามหาช่างฝีมือตีดาบ ผู้ใดจะคิดว่าวิชาความรู้ที่นางเรียนมา สามารถใช้ต่อรองกับเขาเพื่อมีชีวิตรอดต่อไปได้ "นางเป็นเพียงสตรีไร้ค่าท้ายจวนเท่านั้นขอรับท่านแม่ทัพ อ่านเขียนก็มิได้ คำพูดคำจาก็ฟังมิรู้เรื่อง" "หากนางไร้ค่า ไร้ความสามารถอย่างที่เขาล้ำลือ คงมิหนีออกจากเรือนตัวเปล่าเช่นนี้ แววตาของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจ" .........
ตอนที่1 สตรีวิปราศ
ดวงจันทร์สีทองส่องสว่างทั่วท้องฟ้ายามราตรี รายล้อมไปด้วยดวงดาวเปร่งแสงระยิบระยับจนน่าหลงไหล ยามค่ำคืนที่เคยเงียบสงบวันนี้กลับครึ้มครื่นดูแปลกตาไป เห็นทีหมู่ดาววันนี้คงมีคู่แข่งคือโคมไฟ ที่ล่องลอยไปทั่วทั้งท้องนภาทำให้ผู้พบเห็นต่างตราตรึงในใจอย่างไม่อาจลืม
"ขอให้ฉันจงกลับไป ขอให้ฉันจงกลับไป ขอให้ฉันจงกลับไป"
เสียงหวานดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในมุมอับลับตาคน ร่างบางที่สวมทับเสื้อผ้าเก่าๆซ่อมซ่อ สูงราวร้อย 168 กว่าเซนติเมตรยืนกุมมืออธิฐานเมื่อโคมไฟในมือลอยไปบนท้องฟ้า ร่างบางหลับตาปรี่อย่างเอาจริงเอาจัง ในใจของนางร้อนรนจนออกมาทางสีหน้า ขนตางอนยาวค่อยๆขยับเผยให้เห็นดวงตาหวานสีน้ำตาล ในใจของนางเต้นรั่วจนแทบหยุดลมหายใจ
"เหอะ! เหอะๆ"
จูเฟิงเหยาส่งเสียงเยาะเย้ยตนเองออกมาในลำคอ แววตาผิดหวังทันทีที่ลืมตาขึ้นและมองไปรอบๆจนเต็มตาแล้ว ใบหน้าของนางสิ้นหวังและบู้บี้จนแทบดูไม่ได้
"เหตุใดถึงยังอยู่ที่นี่อีก ฉันอยากกลับบ้าน"
หญิงสาวร้องออกมาอย่างฝืนไม่อยู่ เสียงของนางดังขึ้นอย่างยอมรับความจริงไม่ได้
เมื่อหลายวันก่อนนางเกิดอุบัติเหตุจู่ๆก็เข้ามาอยู่ในร่างนี้ หญิงบ้าที่ถูกกักขังในสวนท้ายจวน การแต่งตัวของคนที่นี้ คำพูดคำจาอีกทั้งการแต่งกายก็เหมือนกับหลุดมาจากซีรี่ส์จีนโบราณ นางแค่ขับรถจักยานยนชนฟุตบาตเบาๆเท่านั้น คงไม่ถึงกลับตายหรอกมั้ง ถึงอย่างนั้นหากตายก็ช่วยส่งไปเกิดใหม่มิได้หรือ ไม่ใช่เข้ามาอยู่ในร่างใครอื่นเช่นนี้
"เขามีแต่ตายแล้วได้ไปเกิดในอนาคต นี่ฉันดั้นย้อนมาในอดีตเหรอเนี้ย~"
สถานที่ที่นางอยู่มีทางเข้าและทางออกที่เดียวและถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนา หากรู้วิธีสะเดาะกลอนแล้วอย่างไร ในเมื่อหนีออกไปได้ก็ถูกผู้คุ้มกันหน้าประตูข้างนอกโยนเข้ามาอยู่ดี หญิงสาวมองกำแพงหินที่สูง 3 เมตรเหมือนอย่างกรงขังก็ถอนหายใจ ดีที่แห่งนี้ไม่มีผู้คนวุ่นวายมีเพียงนางแค่ผู้เดียวก็ดีมากหนัก อย่างน้อยกรงขังแห่งนี้กว้างขวางพอให้นางไม่เหงามากหนัก
"นางบ้า ขนมไหว้พระจันทร์ของเจ้า"
เสียงของบ่าวรับใช้บุรุษที่หน้าประตูส่งเสียงเรียกหญิงสาว ก่อนจะปิดเอาไว้เช่นเดิน ผู้คนทำเหมือนางนางเป็นตัวประหลาด ติดโรคร้ายมิกล้าเข้าใกล้ นางเป็นแค่สตรีสติเลอะเลือน มิได้จะทำร้ายใครสักหน่อย ความทรงจำของร่างนี้ไหลเข้ามาจนนางสลบไปสองวัน วันนี้ก็เข้าวันที่สามแล้ว หญิงสาวเดินไปเอาขนมไหว้พะรจันทร์ตรงประตู
แก๊ก!
เสียงเปิดประตูดังขึ้นอีกครั้งข้างหลังหญิงสาวขณะที่ก้มเอาขนมที่มาวางไว้ให้ ดวงตางามเบนสายไปมองผู้มามั้ย ในความทรงจำบอกไว้ว่าสตรีผู้นี้คือมารดาของนาง อนุคนสุดท้ายและมีฐานะต่ำสุดนาม 'เยียนถิง' นางเดินเข้ามาหาหญิงสาวด้วยท่าทีอ่อนโยนกว่าผู้อื่น สายตาเด็มไปด้วยความห่วงใยค่อยๆเข้ามาลูบหัวนาง จูเฟิงเหยามองตาปริบๆในขณะที่ปากก็กัดขนมไปเต็มปากคำใหญ่ สลบไปนานจนไม่ได้กินอะไรมาสองวันเต็ม ทำให้หิวโสเช่นนี้
"โถ่ว~ เหยาเออร์ลูกแม่ ไปนั่งทานดีๆเถิด"
เยี่ยนถิงไม่เอ่ยเปล่าจับจูงดึงมือบุตรสาวให้เข้าไปนั่งในเรือน หญิงสาวเดินตามไปด้วยท่าทีงงงวยด้วยไม่รู้จะทำตัวเช่นไร ในปากและมือยังคงมีขนมไหว้พระจันทร์อยู่ หญิงสาวนิ่งเงียบมองดูมารดาของร่างนี้ ที่ไล่สายตามองเรือนที่รกร้าง สกปรกและเต็มไปด้วยฝุ่น
"เจ้าลำบากมากเป็นแน่ สาวใช้บอกว่าเจ้าไม่แตะต้องอาการมาสองวันแล้ว กินขนมเยอะๆเถิด"
'ข้ามิได้ไม่อยากกิน ข้าสลบไปต่างหาก' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจตอบกลับไป
"เรือนเจ้าสกปรกเช่นนี้ไว้วันหลังแม่จะมาทำความสะอาดให้นะลูก"
เยี่ยนถิงเอ่ยไปน้ำตาคลอไปด้วยสงสารบุตรสาวตนเอง หญิงสาวเกิดจากมารดาที่เป็นอนุต่ำต้อยที่อดีตเคยเป็นบ่าวรับใช้ไม่พอ พอเกิดมาแล้วถึงแม้ใบหน้างดงามแต่สติกลับเลอะเลือน ทำได้เพียงซ้อนนางไว้ที่เรือนท้าจวน มิให้เป็นขี้ปากชาวบ้านให้ต้องอับอาบ เนื่องจากบิดาเป็นถึงขุนนางขั้นสามอยู่ในกรมกลาโหมนาม 'เจียงอันสือ'
"......."
10 เหรียญภู่ทองแดง เท่ากับ 1 เหรียญภู่เงิน
100 เหรียญภู่เงิน เท่ากับ 1 เหรีญภู่ทอง
1 ไร่ เท่ากับ 1 หมู่ เท่ากับ 60 เฟิน
..........
1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร 2 ลี้ เท่ากับ 1 กิโลเมตร
ยามจื่อ = 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว = 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
ยามอู่ คือ 11.00 - 12.59 น.
ยามเว่ย คือ 13.00 - 14.59 น.
ยามเซิน คือ15.00 - 16.59 น.
ยามโหย่ว คือ 17.00 - 18.59 น.
ยามซวี คือ 19.00 - 20.59 น.
ยามห้าย คือ 21.00 - 22.59 น.
วสันต์ = ฤดูใบไม้ผลิ คิมหันต์= ฤดูร้อน สารท= ฤดูใบไม้ร่วง เหมันต์= ฤดูหนาว
——————————
