ตอนที่ 13 ให้ข้าไปพบด้วยเรื่องอันใด ข้าไม่ไป
ด้านซูอันเพ่ยหลังสลบไปนาน และฟื้นขึ้นมาได้เพียงสามวันเท่านั้น เขาก็ไม่สามารถนอนอยู่บนเตียงต่อไปได้ ความพ่ายแพ้ที่ก่อขึ้นในใจจากสงครามครั้งล่าสุดกัดกินความสงบของเขา ควมคิดแรกที่เด้งเข้ามาในหัวคือทำอย่างไรก็ได้ เพื่อหาวิธีผลิตอาวุธที่มีประสิทธิภาพดีกว่าของแคว้นเจียงซีให้ได้ แต่อุปสรรคหลักตอนนี้คือแค่เทียบเท่ายังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ
"นั่นคือดาบที่ชาวแคว้นเจียงซีใช้"
ชูอันเพ่ยเข้ามานั่งในกระโจม ให้คนเอาดาบที่พกมาด้วยให้หวั่นโรวได้ดู หวั่นโรวรับมาก่อนจะเพ่งสายตาดูอย่างละเอียด
"เพล้ง!
เขาทดสอบด้วยการฟันดาบของแคว้นเจียงซูไปที่ดาบของแคว้นตน พบว่าดาบของตนที่เขาหลอมเองกับมือนั่นแตกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี ต่างกับดาบที่แคว้นเจียงซีใช้แทบไม่บุบสลายเลยแม้แต่น้อย ความแหลกละเอียดของดาบนั่นยิ่งทิ่งแทงในใจของซูอันเพ่ย เขายอมรับว่ายามที่ตนเองอยู่บนหลังม้านั้น มองเห็นเหล่าทหารตนที่ตื่นตกใจเพราะอาวุธที่ไร้คุณภาพยามปะมือ เขารู้สึกสงสารจับใจ เพราะไม่ใช่ทหารที่ไร้ความสามารถในการสู้รบแต่เพราะอาวุธเสียเปรียบนั่นเอง
"ดาบของเจียงซีร้ายกาจหนักขอรับ ข้าไม่เคยเห็นอาวุธที่แข็งแรงขนาดนี้ ไม่ทราบว่าแม่ทัพฝั่งนั้นได้มันมาเช่นไรกัน"
หวั่นโหรวเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาหลอมเหล็กมาทั้งชีวิต กลับไร้ความสามรถในการหลอมดาบออกมาได้ไร้ที่ติและมีคุณภาพเช่นนี้
"นี่ไม่ใช่ดาบของแม่ทัพเจียงซี แต่เป็นดาบของเหล่าทหารธรรมดาเท่านั้น"
ฟู่เย่วเอ่ยอธิบายแทนผู้เป็นนาย ทำเอาคนที่นั่งอยู่ในกระโจมต่างตื่นตกใจไปตามๆกัน เหล่าหัวหน้ากองทหารหลายคนที่นั่งในที่นี่ก็ตกใจไม่แพ้กัน ก่อนหน้านี้ทุกคนได้รับรายงานการสูญเสียของเหล่าทหารแล้ว ซึ่งเป็นจำนวนที่มากจนน่าตกใจ แต่พอรู้เรื่องนี้จึงทำให้ทราบสาเหตุของการสูญเสียนั้นแล้ว
"หากมีศึกคราหน้าอีกเกรงว่าเราคงพ่ายให้กับเจียงซีเป็นแน่ และดูเหมือนว่าพวกมันไม่รอให้เวลาผ่านไปนานล คงต้องยกธงศึกในอีกไม่ช้า"
ซูอันเพ่ยเอ่ยขึ้นเสียงดัง แววตาของชายหนุ่มดูน่ากลัว
"เรียนท่านแม่ทัพ ท่านอ๋องมาแล้วขอรับ"
ทหารด้านหน้าเข้ามารายงานก่อนจะปรากฏกายของบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามา
"คารวะอ๋องหนิงเฉิน"
ทุกคนเอ่ยขึ้นพลางทำท่าคารวะรวมไปถึงชายหนุ่มด้วย ทั้งคู่เป็นสหายกันมาตั้งแต่เด็ก เขาจึงต้องแจ้งเรื่องนี้ให้ชายหนุ่มได้รู้ ทุกคนเอ่ยหารือด้วยท่าทีเคร่งเครียด ต่อให้ทหารฝึกหนักฝีมือไร้เทียมทานเท่าใด ชำนาญในการเดินทัพ หรือเก่งกาจด้านการวางศึกเท่าใด แต่อาวุธสงครามที่ใช้ไร้ประสิทธิภาพก็ไร้ผลเช่นเดิม เวลาล่วงเลยไปกว่าหนึ่งชั่วยาม ดวงตางามก็เห็นเหล่าหัวหน้าทหารพากันเดินออกมาจากกระโจมใหญ่
"เฟิงเหยาท่านหวั่นโรวให้เจ้าไปพบ"
เสียงของบุรุษอายุเท่าๆหญิงสาวนามรุ่ยฉี วิ่งด้วยท่าทีเหนื่อยหอบมาบอกหญิงสาว
"หะหะให้ข้าไปพบด้วยเรื่องอันใด ข้าไม่ไป"
หญิงสาวเอ่ยพลางถอยหลังออกไปเหมือนคนหวาดกลัว ในหัวน้อยๆของนางคิดไปต่างๆนาๆ หรือว่าบุรุษที่ยิ่งใหญ่ผู้นั้นจะรู้แล้วว่านางอยู่ที่นี่ และกำลังจะเรียกนางไปรับโทษกัน ใบหน้างามส่ายหน้ารัวปฏิเสธ มันไม่มีเหตุผลอื่นแล้ว คงมีเพียงเหตุผลนี้เท่านั้น
"ท่าทีอันใดของเจ้ากัน ท่านหวั่นดโรวให้เจ้านำชาไปให้ท่านแม่ทัพใหญ่และท่านอ๋องในกระโจม"
คำพูดของชายหนุ่มก็ไม่สามารถทำให้นางหายหวาดกลัวได้
"เจ้าก็ไปเองสิ ข้าไม่ไป"
หญิงสาวยังคงปฏิเสธ
"ไม่ใช่หน้าที่ของข้าเสียหน่อย หากเจ้าไม่ไปก็ค่อยตอบคำถามท่านหวั่นโรวเอง แต่ข้าไม่ไปแทนเจ้าเป็นแน่"
รุ่ยฉีเ่อ่ยจบก็เดินไปที่เตาหลอมทำงานของตนเองต่อ ทุกคนแยกย้ายออกไปแล้ว เหลือเพียงหญิงสาวที่ยืนหน้าหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต ไม่ขยับเท้าไปไหน
