ตอนที่ 12 นั้นมันท่านแม่ทัพใหญ่ ซูอันเพ่ยมิใช่หรือ
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป
"โอ๊ย~ เหนื่อยจะบ้า"
ตุบ!
จูเฟิงเหย่าเอ่ยพลางโอนท่อนไม้ในมือลงพื้นด้วยสภาพหมดแล้ว มิคิดเลยว่าอากาศตอนนี้ก็เข้าปลายฤดูสารทแล้ว แต่ช่วงกลางวันยังร้อนอบอ้าวถึงเพียงนี้ ต่างกับช่วงกลางคืนมากที่หนาวจนผ้าผืนบางที่ใช้ห่มกายทุกคืนยังไม่อุ่น อีกทั้งบริเวณเหล่านี้ยังเต็มไปด้วยเตาร้อนๆ ที่ต้องติดไฟตลอดเวลา ผิวขาวไหม้ไปด้วยแดดจากดวงอาทิตย์และความร้อนจะเปลวเพลิง
หญิงสาวถูกกุมตัวจากตลาดเมื่อหนึ่งอาทิตย์ก่อน คราแรกก็คิดว่าตนเองคงถูกลงโทษ แต่ไม่คิดว่าหวั่นโรวชายที่นางมองว่าเขาน่ากลัว แท้จริงแล้วเป็นคนใจดีอีกทั้งมีเหตุผล เขาพานางมาอยู่ในโรงหลอมเหล็กแห่งนี้ กินอยู่เหมือนกับคนงานทั่วไป ไม่ถามที่มาไม่ถามชื่อแซ่ บอกเพียงว่าเขาดูนางออกว่าผู้ใดเป็นคนดีไม่ดี นั้นทำให้นางมีที่ซุกหัวนอนและมีข้าวกินทุกมื้อจนอยู่รอดมาตลอดทั้งอาทิตย์ เพราะค่ายแห่งนี้เป็นค่ายทหาร ผู้คนภายนอกไม่สามารถเข้ามาได้ ทำให้เธอหลบหนีจากการจับกลับจวนตระกูลเจียง
"นี่แม่หนู เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงหรือ"
เสียงของบุรุษวัยราวห้าสิบปีเอ่ยถาม คนงานที่นี่มักเป็นบุรุษร่างกายกำยำ เพราะงานส่วนใหญ่จะใช้แรงของบุรุษมีเพียงนางที่เป็นแกะดำตัวรีบเล็กบอบบางอยู่ผู้เดียวเท่านั้น ทุกคนที่นี่ดีหมดเหมือนอย่างที่หวั่นโรวมั่นใจในการเลือกคน ถึงนางเป็นสตรีแต่ไม่มีผู้ใดรังแกนางเลย อีกทั้งยังใจดีมากๆด้วย
"ฉัน...เอ่อข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าค่ะ"
"ร่างกายเจ้าบอบบาง แต่ใบหน้ากลับงดงาม บุตรชายข้าตอนนี้ก็อายุสามสิบแล้ว หากเจ้ามีรังเกียจสนใจหรือไม่ อย่างน้อยก็ไม่ต้องมาตกระกำลำบากเช่นนี้"
คำพูดของลุงท่านนี้ไม่ได้ดูถูกนางเลย น้ำเสียงและท่าทีคล้ายเอ็นดูเสียมากกว่า เขาคงนึกสงสารนางจริงๆ แต่จะให้แต่งกับบุรุษที่ใดก็ไม่รู้ได้เช่นไร ที่นางตกมาอยู่ในสภาพแบบนี้ก็เพราะหนีงานสมรสเองมิใช่หรือ
"ข้าชอบความลำบากเจ้าค่ะ"
หญิงสาวตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่ความสนใจจะเปลี่ยนไปเมื่อมีผู้มาเยือน ดวงตางามมองไปยังเหล่าทหารทั้งกองที่รีบวิ่งไปต่อแถวที่ลานกว้าง เหมือนกับว่ากำลังมีผู้ตำแหน่งไม่ธรรมดามาเยือนที่นี่ และเป็นครั้งแรกที่หญิงสาวเห็นผู้คนกระตือรือร้นเช่นนี้ เป็นเพราะนางอยู่กระโจมผลิตอาวุธ เป็นหน่วยที่ใหญ่ที่สุด อีกทั้งส่วนใหญ่เป็นช่างฝีมือไม่ใช่ทหาร
"ผู้ใดมาหรือเจ้าคะ แม้กระทั้งหัวหน้าหวั่นโรวก็ต้องรีบไปต้อนรับ"
จูเฟิงเหยาเอ่ยถามด้วยควาสงสัย คนใหญ่โตในกองทัพล้วนรีบไปตั้งแถวต้องรับการมาเยือน
"หรือจะเป็นคนผู้นั้น"
ท่านลุงเอ่ยด้วยใบหน้าตกใจ หญิงสาวที่ได้ยินก็ต้องทำหน้าฉงน ไม่นานรถม้าคันหรูก็เคลื่อนตัวมาหยุดที่หน้าลานรวมพล บุรุษที่ก้าวลงจากรถม้าแม้มองจากที่ไกลๆ หญิงสาวกลับรับรู้ได้ว่ารูปงามอย่างมิต้องสงสัย สวมอาภรณ์สีดำตลอดทั้งตัวด้วยผ้าเรียบๆ ยามที่เดินลงมาจาดรถม้าดูสง่างามสมชายชายตรี หรือเขาเป็นหนึ่งในเหล่าองค์ชาย ท่านอ๋อง หรือมีตำแหน่งอะไรใหญ่ๆสักอย่างเป็นแน่
"เหตุใดรูปร่างของเขาคุ้นเคยเสียขนาดนี้กัน"
หญิงสาวเอ่ยออกมาเบาๆ ขณะที่สายตาก็ยังจับจ้องไปที่บุรุษผู้นั้น
"นั้นมันท่านแม่ทัพใหญ่ ซูอันเพ่ยมิใช่หรือ"
ท่านลุงเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าชายหนุ่มชัดๆ ทันทีที่ได้ยินชื่อหญิงสาวต้องหันไปมองเขาอีกครั้งให้เต็มตา
"ข้าได้ข่าวว่าระหว่างทางกลับเมืองหลวงหลังชนะศึกกับเจียงซี ถูกโจรทำร้ายชิงเอาทรัพย์ไปจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ผ่านไปเพียงเจ็ดวันเท่านั้น ท่านแม่ทัพใหญ่ก็มายืนอยู่หน้าพวกเราที่ค่ายได้แล้ว สมกับเป็นบุรุษที่เทพเจ้าส่งมาเกิดโดยแท้"
"ห๊า~"
จูเฟิงเหยาเอ่ยพลางอ้าปากค้าง ยกมือสองข้างขยี้ตาตัวเอง มองซูอันเพ่ยที่กำลังทักทายทหารอยู่ไกลและเดินเข้ากระโจมไป ตอนนี้หญิงสาวหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม
"นี่มันถุงเงินของท่านแม่ทัพที่ถูกขโมยไปนี่ขอรับ" ประโยคคำพูดในวันนั้นยังคงดันชัดในหูของนาง คนที่นางเคยทำให้เขาเกือบสิ้นชีพกลายมาเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในที่แห่งนี้ ส่วนนางเป็นกรรมกรต๊อกต๋อยไร้นามหรือคนรู้จัก ถ้าวันนั้นเขาบังเอิญเห็นหน้านางก่อนสลบไปจะทำเช่นไรกัน เมื่อคิดได้เช่นนั้นร่างบางก็เข่าอ่อนซุดตัวลงไปนั่งกับพื้นอย่างคนหมดแรง
