ตอนที่ 6 หลักฐาน
ตอนที่ 6 หลักฐาน
ช่วงเวลาสองทุ่มครึ่งของทุกวัน ชัชพลเดินเท้าไปที่หน้าปากซอย เพื่อไปรอรับหงส์ฟ้ากลับห้อง ส่วนบอดี้การ์ดที่ลูกน้องจัดหามาให้ คอยอารักขาชัชพลอยู่ห่างๆ ถ้าไม่สังเกตก็คงไม่เห็น
"วี๊ดวิ้ว...คนสวยให้พี่ไปส่งไหมครับ" พูดจบประโยคมันก็หัวเราะกวนๆเหมือนอย่างเช่นเคย
"ว้า...พ่อเดินมารับอีกแล้ว" เสียงแซวของกลุ่มวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เอ่ยแซวแบบนี้ทุกวันที่หงส์ฟ้าเดินผ่าน
ถ้าชัชพลอยู่ในสถานการณ์ปกติไม่บาดเจ็บ ไม่ได้หลบซ่อนตัว รับรองว่าไอ้พวกปากหมาพวกนี้ ต้องมีโดนบ้างแหละ แต่ตอนนี้สถานการณ์ของเขาไม่เหมาะที่จะมีเรื่องกับใคร จึงทำได้แค่ปล่อยไปก่อน
"จิ้งจอกเฒ่า"
"เรียกใคร" เขาปรายตามองใบหน้าของเธอนิดหน่อย
"ก็คุณไง...จิ้งจอกเฒ่า"
"มีอะไร"
"คนพวกนั้นคิดว่าคุณเป็นพ่อ หน้าตาเราเหมือนกันเหรอ"
"รู้สึกดีไหมล่ะ" เขาไม่ได้ตอบคำถามของเธอแต่เลือกที่จะถามกลับไปแทน สำหรับเขาไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอยากจะเป็นพ่อให้เธอ
"ค่ะ รู้สึกดีมากเลย รู้สึกปลอดภัยด้วย"
"........" ผู้หญิงคนนี้ไว้ใจเขามากเกินไป! ถ้าเป็นลูกเป็นหลานคงต้องมีอบรมกันบ้าง
"คุณจะไปเมื่อไหร่คะ" น้ำเสียงของเธอประโยคนี้ ฟังดูเหมือนไม่อยากให้เขาไป ถ้าเธออยากให้เขาไปจริงๆเธอจะต้องถามว่า 'เมื่อไหร่คุณจะไป' สองประโยคนี้ฟังดูคล้ายๆกันแต่ความหมายต่างกัน
"........"
"หนูไม่ได้ไล่นะ แค่ถามดูเฉยๆ ถ้าคุณไม่อยู่แล้ว ใครจะเดินออกมารับหนูล่ะ จริงไหม" เธอพูดพร้อมกับส่งยิ้มบางๆให้เขา รอยยิ้มของเธอช่างดูสดใสเหลือเกิน
"เป็นผู้หญิงไม่ควรไว้ใจใครง่ายๆแบบนี้" เขาตักเตือนเธอในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่งเท่านั้น
"........." ตั้งแต่เขามาอยู่ด้วย เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก เขาเป็นคนพูดน้อย ถ้าไม่ถามไม่ชวนคุย เขาก็แทบจะไม่อ้าปากพูดเลย ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เคยรู้จักเขามาก่อน แต่ความรู้สึกลึกๆของเธอมันบอกว่าเขาไว้ใจได้
"ตกลงคุณเป็นใคร มาจากไหน ชื่ออะไรคะ" เขาปรายตามองเธออีกครั้ง ก่อนที่จะถามออกไปตรงๆ ว่า...
"เธอรู้ โลกรู้หรือเปล่า"
"ก็มีคุยกันบ้างที่มหาวิทยาลัยและที่ทำงาน หนูก็คุยไปเรื่อย" รู้ยันจักรวาลแน่ๆ...ชัชพลคิดในใจ
แต่แท้ที่จริงแล้วหงส์ฟ้ามีเพื่อนสนิทที่มหาวิทยาลัยแค่คนเดียวเท่านั้น นั่นก็คือใบบัว ส่วนที่ทำงาน ก็มีใบบัวเป็นเพื่อนคนเดียวเช่นเดิม เธอไม่สนิทกับใครและไม่เคยสุงสิงกับใครนอกจากใบบัว
หงส์ฟ้าเป็นนักศึกษาเรียนเก่ง จึงได้ทุนการศึกษามาเรียนที่มหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อนๆส่วนมากเป็นลูกเจ้าของธุรกิจ ร่ำรวยมีเงิน ส่วนเธอจน หลังเลิกเรียนต้องทำงานหาเงิน ความจนของเธอทำให้ไม่สามารถอยู่ในสังคมเดียวกับเพื่อนๆร่วมชั้นได้ มีแค่เพียงใบบัวที่ยอมมาเป็นเพื่อนกับเธอ
"ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องรู้มันหรอก รบกวนไม่นานเดี๋ยวก็จะไปแล้ว" ประโยคนี้ของเขาทำให้เธอเงียบไปสักครู่ ก่อนที่จะคิดขึ้นมาได้ว่ารีบไปก็ดี ตัวใหญ่ขนาดนี้เธอเลี้ยงไม่ไหวหรอก
"แผลที่แขนของคุณเริ่มดีขึ้นหรือยังคะ" หงส์ฟ้าเปลี่ยนเรื่องคุย
"ดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณที่เป็นห่วง"
"ไม่ได้เป็นห่วงสักหน่อย แค่ถามดูเฉยๆ"
"ที่บ้านไม่ได้ส่งเงินให้ใช้เหรอ ทำไมต้องทำงานด้วยล่ะ" เธอยังเด็ก หน้าที่ของเด็กก็ควรจะให้เรียนแค่หนังสืออย่างเดียว ชัชพลรู้สึกว่าเรียนหนังสือก็หนักมากแล้ว คนเป็นพ่อแม่ควรรับผิดชอบเรื่องนี้
"ส่งให้ทุกเดือนค่ะ แต่หงส์ก็อยากแบ่งเบาภาระพ่อกับแม่ด้วยค่ะ" เธอใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าหงส์ ฟังดูน่ารักดี
"ที่บ้านประกอบอาชีพอะไร...ฉันถามได้ไหม ตอบได้ก็ตอบนะ ตอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไร" เขาเกรงว่าคำถามของเขาจะเป็นการเสียมารยาท
"มีอะไรที่ตอบไม่ได้คะ คำถามง่ายๆ ที่บ้านมีอาชีพทำสวนและค้าขายค่ะ" หงส์ฟ้าไม่เคยอายอาชีพที่เป็นเสาหลักให้กับครอบครัวของเธอ
"ผู้หญิงตัวคนเดียวกลับห้องดึกๆดื่นๆมันอันตรายมากรู้ไหม ทำไมไม่หาเพื่อนสักคนมาอยู่ด้วยกันล่ะ"
"หนูมีเพื่อนสนิทคนเดียว ซึ่งมันก็อยู่บ้านของมัน" เพื่อนๆที่อยู่ในห้องเรียนเดียวกัน ทุกคนมีฐานะไม่ธรรมดากันทั้งนั้น คงไม่มีใครอยากจะมาอยู่ในห้องเช่าเท่ารูหนูกับเธอหรอก
"เรียนอยู่ปีไหนแล้ว อายุยี่สิบหรือยัง" โดยปกติแล้วเขาไม่เคยสนใจเรื่องส่วนตัวของใครมาก่อน เธอเป็นคนแรก
"อยู่ปีหนึ่งค่ะ อายุสิบเก้า" เธออายุเท่ากับลูกชายของเขาเลย เรียนอยู่ปีหนึ่งเหมือนกันด้วย
จากนั้นทั้งสองก็คุยกันมาเรื่อยๆ ในที่สุดก็เดินมาถึงห้องพัก ตอนเดินคนเดียวรู้สึกระยะทางไกลเหลือเกิน แต่พอมีคนเดินด้วยรู้สึกว่าถึงเร็วกว่าปกติ
วันต่อมา...
ทางด้านคุณตำรวจได้เชิญตัวบอยกับนพไปให้ปากคำที่โรงพัก สาเหตุคือคุณตำรวจอยากทราบว่าในรถคันดังกล่าว มีคนเสียชีวิตกี่คนใครบ้าง เนื่องจากบอยกับนพเป็นคนสุดท้ายที่ได้อยู่กับคุณชัชพลและตี๋
"ในรถวันนั้นมีคุณชัชพลและพี่ตี๋คนขับรถครับ"
"คนขับรถที่ชื่อตี๋ อาศัยอยู่ที่ไหน มีลูกมีภรรยาไหม"
"มีเมียมีลูกสองคนครับ ตอนนี้พวกผมได้ส่งข่าวไปบอกทางภรรยาของพี่ตี๋แล้วเรียบร้อยครับ"
"คุณตำรวจครับ พวกผมขอไปดูรถยนต์คันที่ถูกเผาหน่อยได้ไหมครับ ผมไม่เชื่อว่าจะเป็นอุบัติเหตุ" นพเริ่มหาทางทำยังไงก็ได้ให้ตำรวจพบหลักฐานเพื่อยืนยันว่าอุบัติเหตุครั้งนี้คือการฆาตกรรม
"อะไรทำให้พวกคุณคิดแบบนี้"
"ลางสังหรณ์ครับคุณตำรวจ เชิญคุณตำรวจไปดูด้วยกันได้ไหมครับ" มีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปด้วยสักคน เวลาพบหลักฐานจะได้มีพยาน
"ได้ครับ เชิญครับ" ทั้งสองเดินตามคุณตำรวจที่มียศถึงผู้หมวด เมื่อได้จังหวะอยู่กันตามลำพัง บอยจึงเริ่มพูดเข้าเรื่องทันที
"คุณตำรวจครับ ผมมีเรื่องอยากจะขอความช่วยเหลือ"
"เรื่องอะไร เชิญพูดมาได้เลยครับ"
"คุณชัชพลยังมีชีวิตอยู่ เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุแต่เป็นการฆาตกรรมครับ" คุณตำรวจที่ได้ฟังก็แอบตกใจนิดหน่อย
"เมื่อสักครู่ผมสอบปากคำทำไมคุณไม่พูดความจริงตรงนั้น"
"คนเยอะเกินไป พวกผมไม่รู้ว่าใครไว้ใจได้หรือไว้ใจไม่ได้ เรื่องแบบนี้รู้น้อยคนดีที่สุด ซึ่งตอนนี้เจ้านายของผมไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ รวมถึงคนในครอบครัวของเขาด้วยครับ"
"แล้วตอนนี้คุณชัชพลอยู่ที่ไหน"
"นายของพวกผมหนีออกมาได้ ตอนนี้อยู่ในที่ปลอดภัยดีครับ"
"แต่หลักฐานทั้งหมดไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเป็นฆาตกรรมเลยนะ วันนี้จะสรุปคดีแล้วนะครับ"
"เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับคุณตำรวจ" บอยรับอาสาเป็นคนถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดให้คุณตำรวจฟัง เนื่องจากบอยเป็นคนฟังคุณชัชพลเล่าเหตุการณ์วันนั้น
"พวกคุณกำลังจะบอกผมว่าในซากรถคันนี้น่าจะมีกระสุนตกอยู่สามนัดถูกต้องไหมครับ"
"ครับ/ครับ" ทั้งสองคนตอบเสียงดังฟังชัดพร้อมกัน
"ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยกันหาเลย" ภายในซากรถคันนี้ เต็มไปด้วยขี้เถ้าที่ถูกเผาจากเพลิงไฟและน่าจะรวมถึงร่างกายของตี๋ด้วย
"พี่ตี๋ ถ้าพี่ยังอยู่แถวนี้ช่วยพวกผมหากระสุนด้วยนะครับ พี่จะต้องไม่ตายฟรี ส่วนลูกกับเมียของพี่ไม่ต้องเป็นห่วง นายไม่ทอดทิ้งแน่นอน" นพกำลังคุ้ยเขี่ยหาหลักฐานอยู่ทางเบาะด้านหน้า ส่วนบอยกับคุณตำรวจกำลังช่วยกันหาอยู่ทางเบาะด้านหลัง
"เจอแล้ว!" บอยพูดขึ้นเมื่อเจอสิ่งที่กำลังหา
"นายบอกมาว่าด้านหลังมีสองนัด ด้านหน้ามีหนึ่งนัด หาดีๆน่าจะอยู่ไม่ไกลกัน"
"ผมเจอแล้ว" ประโยคนี้เป็นเสียงของคุณตำรวจ นั่นก็แปลว่ากระสุนสองนัดที่อยู่ทางเบาะด้านหลังได้ครบแล้ว
"ด้านหน้าผมยังหาไม่เจอเลยครับ" เป็นคุณตำรวจย้ายตัวเองมาช่วยนพหา ไม่นานนักสุดท้ายก็เจอกระสุนนัดที่สาม
"คุณตำรวจต้องการเงินเท่าไหร่ นายของพวกผมยินดีจ่ายให้เต็มที่ ขอให้คดีถึงที่สุดโดยเร็ว"
"ใจเย็นๆก่อนนะครับ ในเมื่อหลักฐานชี้ว่าเป็นคดีฆาตกรรม แน่นอนว่ามีวิธีมากมายในการสืบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะหาคนบงการเจอได้ง่ายๆนะครับ" การหาตัวคนร้ายคงต้องเริ่มจากช่วงเวลาเกิดเหตุ ดูกล้องวงจรปิดตามถนน และรถที่น่าสงสัย
"ห้าล้าน นายของผมต้องการเจอคนร้ายให้เร็วที่สุด" นพเป็นคนยื่นข้อเสนอให้คุณตำรวจ
"มันเป็นหน้าที่ของตำรวจอยู่แล้วครับ ส่วนเงินห้าล้าน คุณเก็บไว้เถอะ" น้ำเสียงของคุณตำรวจฟังดูหนักแน่น ทั้งสองรู้สึกว่าได้เจอตำรวจน้ำดีคนหนึ่งเข้าแล้ว
"ถ้าอย่างนั้น ผมสองคนต้องขอขอบคุณแทนเจ้านายของพวกผมด้วยนะครับ"
"ยินดีรับใช้ครับ ไม่ต้องเกรงใจ มันเป็นหน้าที่ของตำรวจอย่างผมอยู่แล้ว ถ้าหากพวกคุณสงสัยหรือมีหลักฐานเพิ่มเติมสามารถแจ้งมาทางผมได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยนะครับ"
"ขอบคุณมากครับ รบกวนคุณตำรวจอย่าบอกใครถ้าไม่จำเป็น โดยเฉพาะนักข่าว"
"รับทราบครับ"
"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พวกผมขอตัวกลับก่อน หากมีความคืบหน้ารบกวนแจ้งมาที่พวกผมสองคนด้วยนะครับ"
"ยินดีครับ"
"ฝากคุณตำรวจด้วยนะครับ" จากนั้นทั้งสองคนก็กลับไปทำงานที่บริษัทต่อ ข่าวการตายของชัชพลทำให้หุ้นส่วนขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน ปัญหาเรื่องงานด้านอื่นๆก็ตามมาให้ต้องแก้ไขมากมาย
