
บทย่อ
เรื่อง...จิ้งจอกเฒ่าหลงรักเด็กสาว คำโปรย เมื่อความสงสารกับความเป็นห่วงของคนสองคนมาบรรจบกัน ทำให้เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้น แต่เขากับเธอแตกต่างกันเกินไป โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างวัย นั่นจึงทำให้เขาเลือกที่จะเดินออกมา แนะนำตัวละคร คุณชัชพล (แปลว่าผู้ที่มีพลังและความเข้มแข็ง) อายุ 42 ปี นักธุรกิจแสนล้าน วันๆทำแต่งาน พูดน้อยเน้นการกระทำ หงส์ฟ้า อายุ 19 ปี นักศึกษาปี 1 นิสัยขยันอดทน มีน้ำใจ และที่สำคัญเธอสวยและน่ารักมาก ❤️❤️❤️❤️❤️ เนื้อเรื่องย่อ...อุบัติเหตุทำให้ชัชพลได้มาเจอกับหงส์ฟ้า ทั้งสองได้มีเวลาอยู่ด้วยกันช่วงสั้นๆ และแอบมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน แต่ความแตกต่างระหว่างเขากับเธอนั้นมันมากมายเหลือเกิน สุดท้ายเขาเลือกที่จะเดินออกมา โลกกลมวันหนึ่งทั้งสองได้เจอกันอีกครั้ง การพบกันในครั้งนี้ ทำให้เขาไม่สามารถหักห้ามใจของตัวเองได้อีกต่อไป ทั้งสองจึงเลือกที่จะสานต่อความสัมพันธ์ แต่เธอก็ต้องอดทนในเมื่ออีกฝ่ายมีครอบครัวอยู่แล้ว...ความรักของทั้งสองจะลงเอยกันได้อย่างไร...ฝากติดตามอ่านต่อได้ในเรื่องนะคะ ?ขออนุญาตแนะนำตัวเองอีกครั้ง ?ไรท์มะนาว เขียน...นิยายรัก อบอุ่น feel good 18+ อ่านสบายเหมือนเดิมค่ะ
ตอนที่ 1 อุบัติเหตุ
ตอนที่ 1 อุบัติเหตุ
คุณชัชพล อายุ 42 ปี เขาเป็นนักธุรกิจ ทำธุรกิจหลายอย่าง เช่นบริษัทน้ำมัน ทองคำ เครื่องประดับ หรือแม้แต่อาหารแปรรูป มีทั้งนำเข้าและส่งออก เขามีทรัพย์สินระดับแสนล้าน เรียกได้ว่าร่ำรวยเป็นอันดับต้นๆของประเทศ
นอกจากความร่ำรวยของเขาแล้ว เขายังมีใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับเทพบุตร อายุไม่สามารถทำอะไรใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาได้
ด้วยภาระหน้าที่ที่เขามีมาก ทำให้เขาต้องเดินทางบ่อยไม่ค่อยได้อยู่ติดบ้าน บางเดือนอยู่บ้านไม่ถึงเจ็ดวันด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเขา
ภายในห้องประชุมขนาดใหญ่ อากาศด้านในเย็นเฉียบ แต่สีหน้าของแต่ละคนในห้องประชุมเคร่งเครียดไม่ได้ต่างกัน การประชุมในครั้งนี้ยิงยาวนานกว่าหกชั่วโมง สุดท้ายก็ได้บทสรุป
"นี่ก็เย็นมากแล้ว แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ" ชัชพลยกนาฬิกาเรือนหรูที่ข้อมือขึ้นมาดูเวลา ขณะนี้เป็นเวลาทุ่มครึ่ง เขารู้ดีว่าทุกคนต่างเหนื่อยล้า เขาเองก็เช่นกัน
"เลิกประชุมได้ครับ" เป็นเสียงของบอย เลขาคนสนิทของชัชพล เอ่ยขึ้นพร้อมกับช่วยเจ้านายของเขาเก็บเอกสารที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะด้านหน้าจนเรียบร้อย
"มาครับผมช่วยถือ" เป็นเสียงของนพ เลขาอีกคนของชัชพล ทั้งสองเป็นเลขาคอยช่วยงานชัชพล ความสามารถของทั้งสองโดดเด่น นอกจากความสามารถที่เพียบพร้อมนี้แล้ว ทั้งสองยังมีคุณสมบัติที่หาได้ยากนั่นก็คือความซื่อสัตย์สุจริต
"ขอบใจพวกมึงมาก เจอกันวันพรุ่งนี้" ชัชพลหันไปพูดกับเลขาคนสนิททั้งสองคนของเขา พร้อมกับก้าวขาขึ้นไปนั่งด้านในรถทางเบาะด้านหลัง ชัชพลมีพนักงานขับรถส่วนตัวชื่อตี๋ ทั้งสามคนทำงานกับชัชพลมานานหลายปี
"ครับนาย" เมื่อประตูรถเก๋งสีดำเงาวับที่ชัชพลขึ้นไปนั่งถูกปิดลง ตี๋เดินอ้อมไปประจำที่คนขับทำหน้าที่ขับรถ ส่วนบอยกับนพแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อน
ในระหว่างเดินทางกลับบ้าน ในขณะที่ตี๋กำลังทำหน้าที่ขับรถให้ชัชพลนั่งอยู่นั้น อยู่ๆตี๋ก็เกิดอาการเวียนหัวขึ้นมากะทันหัน รวมถึงอาการหน้ามืดตามมาด้วยติดๆ เขารีบหักพวงมาลัยเลี้ยวรถจอดเข้าข้างทางทันที
"เป็นอะไร" เป็นเสียงของคนที่นั่งอยู่ทางเบาะด้านหลังเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
"ผมรู้สึกเวียนหัวหน้ามืดครับ สงสัยความดันจะขึ้น" ช่วงนี้อากาศเมืองไทยร้อนอบอ้าว ฝุ่นควันก็หนาแน่นมีแต่มลพิษ จะป่วยบ้างก็คงไม่แปลก
"ไม่เป็นไร เดี๋ยวกูขับเอง" ชัชพลใช้สรรพนามแทนตัวเองว่ากูกับลูกน้องที่สนิทเท่านั้น ส่วนลูกน้องคนอื่นๆ เขาใช้คำว่าผมหรือฉันแล้วแต่สถานการณ์
"ขอบคุณครับนาย" ตี๋เปิดประตูรถลงจากเบาะคนขับและกำลังจะเดินอ้อมไปนั่งเบาะด้านข้างคนขับ แต่ถูกชัชพลห้ามเอาไว้
"มึงไปนั่งข้างหลังเถอะ จะได้นั่งสบายๆ" ชัชพลไม่ใช่คนใจร้ายใจดำ อีกทั้งยังมีน้ำใจ ลูกน้องทุกคนต่างให้ความเคารพรัก
"จะดีเหรอครับนาย" ตี๋รู้สึกเกรงใจ เพราะที่นั่งด้านหลังคือที่นั่งของคนเป็นเจ้านายเท่านั้น
"ไปเถอะน่า พรุ่งนี้ให้หยุดพักผ่อนหนึ่งวันถ้ายังไม่หายหยุดต่ออีกสักวันก็ได้ ไปหาหมอด้วยนะ ส่วนค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอาบิลมาเบิกได้ที่แผนกการเงิน" นี่คือคำสั่ง!
"ขอบคุณนายมากครับ" จากนั้นทั้งสองก็สลับที่นั่งกัน ชัชพลทำหน้าที่ขับรถแทนลูกน้อง ส่วนตี๋ไปนั่งที่เบาะด้านหลังแทนคนเป็นเจ้านาย อาการเวียนหัวที่เกิดขึ้นทำให้ตี๋เลือกที่จะหลับตาลง
ระหว่างทางในขณะที่ชัชพลกำลังทำหน้าที่ขับรถอยู่นั้น บรรยากาศโดยรอบค่อนข้างมืด มีแค่เพียงแสงไฟหน้ารถ จากรถคันที่ขับสวนทางมา อยู่ๆก็มีรถบรรทุกคันใหญ่วิ่งตามหลังมาด้วยความเร็วสูง ขับปาดหน้ารถของชัชพลจนเสียหลัก
"เฮ้ย!!" ทำให้ชัชพลต้องเหยียบเบรคกะทันหัน นั่นจึงทำให้รถเสียหลักตกลงข้างทางทันที
"เอี๊ยก...ปัก! โครม!!" เสียงเบรคดังสนั่น ตี๋ตกใจรีบลืมตาขึ้นมาดู ชัชพลที่เป็นคนขับรถเองก็ตกใจเช่นกัน
"นายเป็นยังไงบ้างครับ" เสียงตี๋เอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง สภาพรถตอนนี้กระจกด้านหน้าแตก บ่งบอกได้ถึงแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี
"ไม่เป็นไร เจ็บนิดหน่อย มึงล่ะเป็นยังไงบ้าง" แน่นอนว่ารถที่ใช้มีระบบเซฟตี้ค่อนข้างดีเยี่ยม คนที่อยู่ด้านในถึงแม้ว่าจะบาดเจ็บแต่ยังไงก็ไม่ถึงกับชีวิตแน่นอน
"ไม่เป็นไรครับ...ปั้ง! ปั้ง!" ในขณะที่ทั้งสองคนในรถกำลังถามไถ่กันอยู่นั้น อยู่ๆก็มีปลายกระบอกปืน เล็งมาที่คนที่นั่งอยู่ทางเบาะด้านหลัง แล้วเหนี่ยวไกยิงสองนัด นั่นจึงทำให้ตี๋ที่นั่งอยู่ด้านหลังแทนผู้เป็นเจ้านายเสียชีวิตทันที
แต่คนร้ายยังไม่ยอมหยุดอยู่แค่นี้ มันกำลังหันปลายกระบอกปืนที่ถืออยู่ในมือ หันมาทางเบาะคนขับนั่นก็คือชัชพลนั่นเอง กระจกสีดำของรถคันนี้ทำให้คนที่อยู่ด้านนอกมองเข้ามาไม่ถนัด จึงไม่ทันได้สังเกตว่าใครนั่งอยู่ตรงไหน
"ปั้ง!!" เสียงปืนดังสนั่นอีกครั้ง
"มีคนมา รีบเผ่นก่อนเถอะ" เมื่อได้ยินเสียงปืนดังขึ้น รถคันที่ทำท่าจะจอดก็เปลี่ยนใจไม่จอด แต่คนร้ายก็ไม่ได้หันกลับไป มันรีบวิ่งขึ้นรถแล้วหลบหนีทันที
ทางด้านคนสั่งการ
"เก็บงานให้เรียบร้อยอย่าให้เหลือแม้แต่ล่องลอย" เมื่อวางสายโทรศัพท์ลงคนอีกกลุ่มก็เริ่มทำงานทันที
เวลาผ่านไปไม่กี่นาที ชัชพลยังไม่ทันหายตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รถอีกคันก็แล่นเข้ามาจอดสนิทลงตรงที่เกิดเหตุ ทำทีเป็นพลเมืองดี สักครู่เดียวไฟก็ลุกโชนขึ้นเผาไหม้รถทั้งคัน จนไม่เหลือล่องลอยหลักฐานให้ตามสืบ
ณ คฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางใจเมืองกรุงเทพฯ ในคฤหาสน์หลังนี้นอกจากชัชพลก็ยังมี คุณอรอุมา คุณผู้หญิงของบ้านและคุณภัทรพล หรือคุณภัทร ลูกชายเพียงคนเดียวของคุณชัชพลและคุณอรอุมา
"สวัสดีครับคุณแม่" ภัทรพลอายุ 19 ปี เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่ง
"อ้าวภัทรกลับมาแล้วเหรอลูก" ผู้เป็นแม่หันไปทักทายลูกชายด้วยรอยยิ้ม
"กลับมาแล้วครับคุณแม่ วันนี้คุณพ่อกลับบ้านไหมครับ" ชัชพลไม่ค่อยได้กลับบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเขา เป็นแบบนี้มาตลอดและนานมากๆแล้ว และทุกครั้งที่ชัชพลไม่กลับบ้านทำให้คนเป็นลูกชายอย่างภัทรพลรู้สึกน้อยใจอยู่บ่อยๆ
"คุณพ่อเขางานยุ่ง แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะกลับมาหรือเปล่า"
"คุณพ่อดูไม่ค่อยรักพวกเราเลย วันๆทำแต่งาน น่าจะลืมไปแล้วว่ามีพวกเราสองคนรอกินข้าวอยู่ที่บ้าน" ภัทรพลพูดตัดพ้อกับผู้เป็นแม่เรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง
"คุณพ่อเขางานยุ่ง แม่เคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอ เรากินข้าวกันสองคนก็ได้"
"ตั้งแต่ผมจำความได้ ผมไม่เคยเห็นคุณพ่อกอดคุณแม่เลยสักครั้ง หนึ่งเดือนคุณพ่อกลับบ้านไม่ถึงเจ็ดวัน แถมคุณพ่อกับคุณแม่ยังแยกห้องนอนกันอีกด้วย ทำไมเหรอครับ" คุณอรอุมาเลือกที่จะเงียบ คำถามของลูกชายเมื่อสักครู่ ท่านไม่สามารถตอบได้
"นึกยังไงทำไมวันนี้ถึงพูดเรื่องนี้ล่ะลูก"
"ก็ผมสงสัยนี่ครับ" ทุกครั้งที่ภัทรพลถามผู้เป็นแม่เรื่องนี้ก็ไม่เคยได้คำตอบ ครั้งนี้ก็เช่นกัน
"ไม่มีอะไรหรอกลูก คุณพ่อเขางานยุ่ง กลับมาจะได้พักผ่อน แม่ไม่อยากรบกวนเขา" ทุกครั้งคุณอรอุมาก็มักจะตอบลูกชายด้วยคำตอบเดิมๆแบบนี้เสมอ ซึ่งภัทรพลก็โตพอที่จะมองออกแล้วว่าไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง
"รบกงรบกวนอะไรกันครับ เป็นสามีภรรยากันก็ต้องนอนห้องเดียวกันไม่ใช่เหรอครับ"
"เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว ขึ้นห้องไปอาบน้ำอาบท่าแล้วลงมากินข้าวพร้อมแม่ดีกว่า"
"ครับ" ภัทรพลเป็นเด็กที่โตมาบนกองเงินกองทอง ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก อยากได้อะไรก็ต้องได้ ยกเว้นเวลาของพ่อ
