ตอนที่ 5 ภารกิจเอาชีวิตรอดขั้นต้นสำเร็จ
“ผิงเอ๋อร์ ไปหาเครื่องมือมา เราจะถางหญ้าและขุดดินกัน” น้ำขิงสั่งการ
“ขะ... ขุดดินหรือเพคะ! แต่พระสนมทรงเป็นถึงพระสนมของฝ่าบาท ร่างกายบอบบางดุจกิ่งหลิว จะมาจับจอบจับเสียมทำงานต่ำต้อยเช่นนี้ได้อย่างไรเพคะ!” ผิงเอ๋อร์ร้องเสียงหลงน้ำขิงหันขวับมาถลึงตาใส่
“ความบอบบางมันกินไม่ได้โว้ย! ถ้าไม่ขุดดินปลูกผัก วันนี้พวกเราก็เตรียมตัวนอนแห้งตายเป็นผีเฝ้าตำหนักเย็นได้เลย! ไป! ไปหาอะไรที่พอจะใช้ขุดดินได้มา เดี๋ยวนี้!” เมื่อถูกตวาด ผิงเอ๋อร์ก็ลนลานวิ่งเข้าไปค้นหาในซากปรักหักพังหลังตำหนัก ไม่นานนางก็กลับมาพร้อมกับเสียมเก่าๆ ที่ด้ามจับหักไปครึ่งหนึ่ง และไม้ท่อนหนาๆ หนึ่งท่อนน้ำขิงรับไม้ท่อนนั้นมาถือไว้ เธอก้มมองชุดผ้าไหมหรูหรากรุยกรายที่ยาวลากพื้น ชายกระโปรงซ้อนกันถึงห้าชั้น แขนเสื้อกว้างรุ่มร่ามจนทำอะไรไม่ถนัด
“ชุดบ้าบออะไรเนี่ย รุงรังชะมัด!”
แควก!!
เสียงผ้าไหมชั้นดีราคาแพงระยับถูกฉีกขาดดังลั่น ผิงเอ๋อร์กรีดร้องอ้าปากค้างอีกรอบ เมื่อเห็นเจ้านายของตนใช้สองมือฉีกกระโปรงผ้าไหมออกจนสั้นกุดเหนือเข่า รวบชายผ้าที่เหลือมาผูกปมไว้ที่เอวราวกับตะปิ้ง ถอดเครื่องประดับปิ่นปักผมทองคำและปลอกเล็บราคาแพงโยนทิ้งไว้บนโต๊ะหินอ่อนอย่างไม่ไยดี รวบผมยาวสลวยขึ้นมัดเป็นมวยลวกๆ ด้วยเศษผ้า
“เอาล่ะ! ทะมัดทะแมงขึ้นเยอะ!” น้ำขิงในสภาพกึ่งชุดโบราณกึ่งกระโปรงสั้น เผยให้เห็นท่อนขาขาวเนียน ยืนเท้าเอวอย่างมาดมั่น “มาเริ่มกันเลย!”
สองนายบ่าวช่วยกันลงมือถางหญ้าคาและวัชพืชอย่างทุลักทุเล มือขาวเนียนที่เคยแต่ประพรมน้ำหอมและทาครีมบำรุงกระปุกละหมื่นของน้ำขิง บัดนี้ต้องมากำด้ามไม้หยาบๆ ออกแรงขุดลงไปบนผืนดินแข็งกระด้าง แดดยามสายเริ่มสาดส่องลงมาแผดเผาจนเหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มกรอบหน้า หยดลงมาแสบตาไปหมด
ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม (หนึ่งชั่วโมง) ฝ่ามือของน้ำขิงก็เริ่มพองเป็นตุ่มน้ำใส ความเจ็บแสบแล่นริ้วขึ้นมาจนเธอต้องโยนท่อนไม้ทิ้งแล้วทรุดตัวลงนั่งหอบแฮกๆ อยู่ริมแปลงดินที่เพิ่งขุดได้เพียงนิดเดียว “ฮึก... เหนื่อยชะมัด... เจ็บมือไปหมดแล้ว...” น้ำขิงน้ำตาคลอเบ้า มองฝ่ามือที่แดงเถือกของตนเอง ความน้อยเนื้อต่ำใจเริ่มตีตื้นขึ้นมาในอก ตอนเป็นพริตตี้ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน อย่างน้อยเธอก็ได้อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ ได้กินน้ำผลไม้สกัดเย็น แต่ตอนนี้เธอต้องมานั่งคลุกฝุ่น ขุดดินตากแดดแถมยังหิวจนไส้กิ่ว
“พระสนม พักก่อนเถิดเพคะ บ่าวทำเองเพคะ” ผิงเอ๋อร์ที่เหงื่อท่วมตัวไม่แพ้กันรีบเข้ามาดูฝ่ามือของเจ้านาย น้ำขิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปาดน้ำตาที่กำลังจะไหลทิ้งอย่างลวกๆ
“ไม่! ฉันเคยยืนบนส้นสูงสิบนิ้ว รับงานวันละสามกะ เดินสายทั่วประเทศมาแล้ว แค่ขุดดินปลูกผักบุ้ง ทำไมฉันจะทำไม่ได้! ถ้าฉันยอมแพ้ตรงนี้ ฉันก็ต้องตายอยู่ที่นี่จริงๆ น่ะสิ!” พริตตี้สาวผู้มีจิตวิญญาณสู้ชีวิตกัดฟันกรอด ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง คราวนี้เธอฉีกเศษผ้าจากชายเสื้อที่เหลือมาพันรอบฝ่ามือเพื่อกันเสียดสี แล้วลงมือขุดดินต่ออย่างบ้าคลั่ง
“ย่าห์! ตายซะเถอะอีตาฮ่องเต้บ้า! ตายซะเถอะยัยกุ้ยเฟยหน้าพลาสติก! ฉันจะปลูกผัก! ฉันจะรวย! ฉันจะเอาเงินมาฟาดหน้าพวกแกทุกคนเลยคอยดู!”
ทุกครั้งที่จอบขุดลงไปในดิน น้ำขิงจะตะโกนด่าทอศัตรูในวังหลังเพื่อเป็นแรงฮึด ผิงเอ๋อร์ที่ตอนแรกตกใจกับคำด่าประหลาดๆ ก็เริ่มซึมซับและออกแรงขุดดินตามจังหวะเสียงด่าของเจ้านายอย่างแข็งขัน จนกระทั่งตะวันบ่ายคล้อย แปลงดินขนาดเล็กสองแปลงก็ถูกเตรียมจนเสร็จสิ้น
น้ำขิงนำเมล็ดพันธุ์ผักบุ้ง กะเพรา และพริกจินดา ที่ระบบให้มาลงปลูกอย่างระมัดระวัง รดน้ำจากบ่อเก่าๆ ที่พอมีน้ำขังอยู่บ้าง ส่วนลูกเจี๊ยบสองตัว เธอนำเศษหญ้าแห้งมาทำเป็นรังชั่วคราวให้พวกมันอยู่ในมุมที่อุ่นที่สุดของตำหนัก ร่างของสองนายบ่าวทรุดฮวบลงนอนแผ่หลาบนพื้นศิลาเย็นๆ อย่างหมดสภาพ เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินและโคลน ใบหน้ามอมแมมแทบดูไม่ออกว่าเป็นถึงพระสนมรูปโฉมงดงาม ท้องของน้ำขิงส่งเสียงร้องจ๊อกๆ ประท้วงอย่างหนักหน่วงจนปวดเกร็ง
[ติ๊ง!] เสียงระบบดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับหน้าจอโฮโลแกรมที่เด้งขึ้นมาตรงหน้า
[ระบบไทยมาร์เก็ต: ภารกิจ ‘เอาชีวิตรอดขั้นต้น: พลิกฟื้นผืนดิน’ เสร็จสิ้น!]
[ประเมินความพยายาม: ยอดเยี่ยม (โฮสต์มีความสู้ชีวิตสูงมาก)]
[ได้รับรางวัลพิเศษ: ข้าวเหนียวหมูปิ้ง (ร้อนๆ) 1 ชุด และน้ำดื่มบริสุทธิ์ 1 ขวด!]
[ได้รับแต้มระบบ: 50 แต้ม (สามารถใช้แลกเปลี่ยนสินค้าในร้านค้าไทยมาร์เก็ตระดับ 1 ได้ในอนาคต)]
