ตอนที่ 4 ตำหนักเย็นที่รัก กับภารกิจพลิกฟื้นผืนดินด้วยสองมือพริตตี้
“ฉัน... ข้าไม่ได้บ้าผิงเอ๋อร์ ข้าแค่... ข้าแค่กำลังตกใจนิดหน่อย” น้ำขิงพยายามปรับสรรพนามการพูดให้เข้ากับยุคสมัย แม้จะยังตะกุกตะกักอยู่บ้าง ความทรงจำของร่างเดิมที่ชื่อ ‘หลินเฟย’ ไหลเวียนอยู่ในหัว ทำให้เธอรู้ว่าเด็กสาวตรงหน้าคือคนที่ไว้ใจได้ที่สุดในวังหลังอันเน่าเฟะแห่งนี้
น้ำขิงพยุงผิงเอ๋อร์ให้ลุกขึ้น ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ ‘ตำหนักเย็น’ ที่พวกเธอถูกนำมาทิ้งไว้ สภาพของมันเรียกได้ว่า ‘สยองขวัญ’ ยิ่งกว่าบ้านผีสิงในสวนสนุกประตูไม้บานใหญ่มีรอยปลวกแทะจนพรุน หน้าต่างกรุกระดาษก็ขาดวิ่นปล่อยให้ลมหนาวพัดเข้ามาหอบเอาเศษใบไม้แห้งและฝุ่นละอองเข้ามาด้วย ใยแมงมุมจับตัวหนาตามมุมห้อง เฟอร์นิเจอร์มีเพียงเตียงไม้ผุๆ โต๊ะเตี้ยที่ขาหักไปข้างหนึ่ง และเก้าอี้ที่ดูเหมือนพร้อมจะพังครืนลงมาทุกเมื่อ
ที่ทิ้งตัวนั่ง
“นี่มันที่ซุกหัวนอนหรือรังหนูเนี่ย”
อดีตพริตตี้สาวผู้เคยนอนบนเตียงราคาหลักแสนบ่นพึมพำอย่างรับสภาพไม่ได้
“แล้วนี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ข้าหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว ตั้งแต่ฟื้นมายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย
ผิงเอ๋อร์ เจ้าพอจะมีของกินอะไรบ้างไหม? ซาลาเปาสักลูก หรือเศษหมั่นโถวก็ยังดี” พอได้ยินคำถามนั้น ผิงเอ๋อร์ก็ยิ่งปล่อยโฮหนักกว่าเดิม
“ไม่มีเลยเพคะพระสนม! พวกทหารองครักษ์ที่คุมตัวเรามาใจจืดใจดำนัก บ่าวอ้อนวอนขอปันเสบียง พวกเขาก็บอกว่าเป็นคำสั่งของซูเจียวกุ้ยเฟย ห้ามผู้ใดส่งข้าวส่งน้ำมาที่ตำหนักเย็นเป็นเวลาสามวัน เพื่อเป็นการดัดนิสัย... เอ่อ... ดัดนิสัยที่ไม่ชอบหน้าท่านเจ้าค่ะ พวกเขาตั้งใจจะให้พวกเราอดตายชัดๆ!”
“อะไรนะ! กะจะให้อดข้าวอดน้ำสามวัน! นัง... เอ๊ย! พระสนมซูเจียวกุ้ยเฟยอะไรนั่น จิตใจทำด้วยอะไร! หน้าตาก็ดูสวยดีหรอก แต่ข้างในนี่เน่าเฟะยิ่งกว่าน้ำคลำเสียอีก!”
น้ำขิงปรี๊ดแตก มือเรียวกำหมัดแน่นความทรงจำของหลินเฟยผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ ซูเจียวกุ้ยเฟยผู้นี้คือศัตรูหมายเลขหนึ่ง เป็นคนที่คอยยุแยงตะแคงรั่ว และส่งแม่นมมารัดคอเธอจนเกือบตาย พอแผนแรกไม่สำเร็จ ก็ยังฉวยโอกาสตอนที่เธอกำลังเอ๋อ ไปเป่าหู ‘ฮ่องเต้’ ให้ส่งเธอมาตำหนักเย็น ส่วนอีตาฮ่องเต้หน้าหล่อปานเทพบุตรนั่นก็หูเบายิ่งกว่านุ่น ไม่มีการสืบสวน ไม่มีการไต่สวน แค่รำคาญก็สั่งขังเมียตัวเองทิ้งๆ ขว้างๆ!
‘หน็อยแน่! คิดว่าคนอย่างน้ำขิงจะยอมแพ้และอดตายอยู่ในกรุเก่าๆ นี่งั้นเหรอ ฝันไปเถอะ! ฉันเคยสู้ชีวิต ดิ้นรนจากเด็กต่างจังหวัดจนกลายเป็นพริตตี้เบอร์ต้นๆ ของประเทศมาแล้วแค่เอาชีวิตรอดในวังหลัง ทำไมฉันจะทำไม่ได้!’ ดวงตาของน้ำขิงลุกโชนด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น เธอหันกลับมาให้ความสนใจกับหน้าจอโฮโลแกรมของ ‘ระบบไทยมาร์เก็ต’ อีกครั้ง
[ระบบไทยมาร์เก็ต: ตรวจพบว่าโฮสต์มีระดับความหิวเข้าขั้นวิกฤต พลังงานชีวิตลดลงเหลือ 20% กรุณากดรับรางวัลเริ่มต้นจากภารกิจแรก เพื่อความอยู่รอดของท่าน!]
“เอาวะ! เป็นไงเป็นกัน ผักบุ้งก็ผักบุ้ง ลูกเจี๊ยบก็ลูกเจี๊ยบ!” น้ำขิงยื่นนิ้วออกไปแตะที่ปุ่ม [รับรางวัล] บนหน้าจอโฮโลแกรมกลางอากาศ
“วิ้ง!”....ทันใดนั้น แสงสว่างจ้าก็วาบขึ้นกลางลานตำหนักเย็น ผิงเอ๋อร์ถึงกับร้องกรี๊ดแล้วยกมือขึ้นปิดตา เมื่อแสงจางลง สิ่งที่ปรากฏอยู่บนพื้นไม้ผุๆ คือถุงผ้าขนาดเล็กสามถุงที่บรรจุเมล็ดพันธุ์ และตระกร้าสานใบจิ๋วที่มีก้อนขนสีเหลืองปุกปุยสองก้อนกำลังส่งเสียงร้อง “เจี๊ยบๆ” เดินเตาะแตะไปมา ผิงเอ๋อร์เบิกตากว้างราวกับไข่ห่าน อ้าปากค้าง
“พะ... พระสนม! ขะ... ของพวกนี้โผล่มาได้อย่างไรเพคะ! เสกมาหรือเพคะ! หรือว่าพระองค์ทรงเป็นเซียนจำแลงลงมา!”
น้ำขิงยืดอกขึ้นเล็กน้อย สมองอันชาญฉลาดในการเอาตัวรอดของพริตตี้สาวทำงานอย่างรวดเร็ว เธอต้องหาข้ออ้างที่ฟังดูศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือที่สุด
“อะแฮ่ม! ใช่แล้วผิงเอ๋อร์! ตอนที่ข้าสลบไสลไป ข้าได้เดินทางไปเข้าเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้มาพระองค์ทรงเห็นว่าข้าถูกใส่ร้ายและน่าสงสาร จึงประทานของวิเศษเหล่านี้มาให้เพื่อต่อชีวิตเจ้าจงจำไว้ให้ดี ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ผู้ใดรู้เด็ดขาด เข้าใจหรือไม่!” ผิงเอ๋อร์ที่ซื่อสัตย์และเชื่อฟังเจ้านายอย่างหมดหัวใจ รีบโขกศีรษะลงกับพื้นรัวๆ
“บ่าวเข้าใจแล้วเพคะ! บ่าวจะปิดปากเงียบสนิท ไม่ให้ผู้ใดรู้ถึงความวิเศษของพระสนมเด็ดขาดเพคะ!”
“ดีมาก ลุกขึ้นเถอะ เรามีงานหนักต้องทำ”
น้ำขิงเดินไปหยิบถุงเมล็ดพันธุ์และตระกร้าลูกเจี๊ยบขึ้นมา เธอเดินนำหน้าออกไปยังลานกว้างหน้าตำหนักเย็นพื้นที่ลานกว้างนี้เคยปูด้วยแผ่นหินศิลาอย่างดี แต่บัดนี้ถูกปกคลุมไปด้วยวัชพืช หญ้าคาและต้นไม้ป่าที่ขึ้นรกชัฏจนแทบมองไม่เห็นทางเดิน ดินบางส่วนแข็งกระด้างราวกับหิน แต่บางส่วนที่อยู่ใกล้บ่อน้ำร้างกลับยังพอมีความชื้นอยู่บ้าง
