ตอนที่ 3 ตำหนักหยางเฟยกลายเป็นศูนย์รวมความวายป่วง
ณ ตำหนักหยางซิน ‘เซ่าเซวียนฮ่องเต้’ บุรุษหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาราวกับรูปสลักน้ำแข็ง กำลังทอดพระเนตรฎีกากองโตด้วยความเหนื่อยล้า พระองค์ทรงเกลียดความวุ่นวายในวังหลังเป็นที่สุด การแต่งตั้งสนมล้วนเป็นไปเพื่อคานอำนาจขุนนางและตามพระทัยไทเฮาเท่านั้น แม้แต่หน้าของหลินเฟยที่เพิ่งเข้าวังมา พระองค์ก็ยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตาตี่หรือตาโต
“ฝ่าบาทเพคะ~” เสียงหวานหยดย้อยของกุ้ยเฟยดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมฉุนที่ลอยนำมาก่อน ฮ่องเต้หนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย
“มีเรื่องอันใด กุ้ยเฟย เจิ้นกำลังยุ่ง” ทรงตรัสโดยไม่เงยพระพักตร์จากฎีกา กุ้ยเฟยแสร้งทำสีหน้าหวาดกลัว บีบน้ำตา
“ฝ่าบาทต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกหม่อมฉันนะเพคะ พระสนมหลินเฟยที่ไทเฮาทรงคัดเลือกเข้ามา บัดนี้สติฟั่นเฟือนไปแล้วเพคะ! นางเอาแต่พูดภาษาปีศาจ ทำท่าทางวิปลาส ร้องรำทำเพลงแปลกประหลาด หม่อมฉันเกรงว่าหากปล่อยไว้ นางอาจจะคุ้มคลั่งมาทำร้ายฝ่าบาท หรือทำให้วังหลังต้องแปดเปื้อนสิ่งอัปมงคลนะเพคะ!”
เหล่าพระสนมที่ตามมาต่างพยักหน้าสนับสนุน ส่งเสียงสำทับกันเซ็งแซ่บ ฮ่องเต้หนุ่มถอนพระทัยยาว พระองค์ทรงรำคาญเรื่องจุกจิกของอิสตรีพวกนี้เต็มทน ในเมื่อหลินเฟยผู้นี้มีข่าวลือว่ามีนิสัยเอาแต่ใจเพราะเห็นว่ามีไทเฮาหนุนหลังจนทำให้วังหลังไม่สงบสุขตั้งแต่ต้น บัดนี้ยังมาสติฟั่นเฟือนอีก หากเก็บไว้ก็มีแต่จะสร้างความรำคาญใจให้พระองค์และไทเฮา
“เจิ้นรำคาญเต็มทน!” ฮ่องเต้ตบโต๊ะเบาๆ แต่เสียงนั้นทรงอำนาจจนเหล่าสนมเงียบกริบ พระองค์เงยพระพักตร์ขึ้น สายตาเย็นชาเด็ดขาด
“ในเมื่อสติวิปลาส ก็ไม่สมควรอยู่ร่วมกับผู้อื่นให้เป็นที่หวาดผวา ถ่ายทอดราชโองการของเจิ้น! ปลดหลินเฟยลงเป็นสนมขั้นต่ำสุด ริบเบี้ยหวัด และส่งตัวนางไปอยู่ ‘ตำหนักเย็น’ ท้ายวัง ห้ามผู้ใดเข้าเยี่ยมหรือรับใช้นางเกินหนึ่งคน หากไม่ได้รับอนุญาตจากเจิ้น ห้ามนางก้าวเท้าออกจากตำหนักเย็นแม้แต่ก้าวเดียว!”
ราชโองการสายฟ้าแลบถูกถ่ายทอดลงมาโดยที่น้ำขิงยังไม่ทันจะได้สติสัมปชัญญะกลับคืนมาครบถ้วนด้วยซ้ำ เธอถูกขันทีร่างยักษ์สองคนหิ้วปีก ลากตัวออกจากตำหนักหรูหรา โยนเข้าไปในตำหนักเย็นที่ผุพัง หยากไย่ขึ้นเต็มหลังคา พร้อมกับผิงเอ๋อร์ นางกำนัลน้อยผู้ซื่อสัตย์เพียงคนเดียวที่ร้องไห้ตามมา
ประตูตำหนักเย็นถูกปิดลงและลั่นดานจากด้านนอกอย่างแน่นหนาน้ำขิงนั่งกองอยู่บนพื้นฝุ่นเขรอะ สติที่หลุดลอยไปหลายวันเริ่มกลับเข้าร่องเข้ารอย ความทรงจำของร่างเดิมไหลบ่าเข้ามาในหัว ทำให้เธอรู้ว่าร่างนี้คือ ‘หลินเฟย’ พระสนมที่สวยแต่รูป จูบไม่หอม เพราะนิสัยเอาแต่ใจจนโดนคนเกลียดทั้งวัง และตอนนี้... เธอถูกเนรเทศมาอยู่ที่ตำหนักเย็นที่ไม่มีแม้แต่อาหารตกถึงท้อง!
“โอ๊ยยย! อีตาฮ่องเต้บ้า! ไม่สืบสวน ไม่ถามสักคำ ฟังแต่ความข้างเดียวแล้วสั่งขังเลยเหรอ! คอยดูนะ ฉันออกไปได้เมื่อไหร่ แม่จะวีนให้วังแตกเลย!” น้ำขิงชี้หน้าด่าทอไปทางประตูที่ปิดสนิท
[ติ๊ง!]
จู่ๆ เสียงแจ้งเตือนที่คุ้นหูดังขึ้นในหัว พร้อมกับหน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าใสที่เด้งขึ้นมาตรงหน้า
[ระบบไทยมาร์เก็ต ทำการติดตั้งเสร็จสมบูรณ์!]
[เป้าหมาย: สร้างความมั่งคั่งและเป็นใหญ่ในวังหลังด้วยวิถีแม่ค้าไทย!]
[ภารกิจแรก: เอาชีวิตรอดจากความอดอยากในตำหนักเย็นให้ได้ภายใน 3 วัน!]
[รางวัลเริ่มต้น: เมล็ดพันธุ์ผักบุ้ง กะเพรา พริกจินดา และ ลูกเจี๊ยบ 2 ตัว ถูกส่งเข้าช่องเก็บของแล้ว!]น้ำขิงเบิกตากว้าง มองหน้าจอระบบสลับกับสภาพตำหนักเย็นที่รกร้าง
“ระบบไทยมาร์เก็ต? ให้เมล็ดผักกับลูกไก่? นี่แกจะให้ฉัน... อดีตพริตตี้เงินล้าน... มาปลูกผักเลี้ยงไก่อยู่ในตำหนักเย็นงั้นเหรอ!!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนของอดีตพริตตี้สาวดังก้องไปทั่วตำหนักเย็น ถือเป็นการเปิดม่านตำนานบทใหม่ของพระสนมผู้จะเขย่าประวัติศาสตร์วังหลังแห่งนี้อย่างเป็นทางการ! น้ำขิงยังไม่หยุดกรีดร้อง ฝุ่นผงบนขื่อหลังคาถึงกับร่วงกราวลงมาตามแรงสั่นสะเทือนของคลื่นเสียง ผิงเอ๋อร์ นางกำนัลน้อยผู้ภักดีสะดุ้งสุดตัว รีบถลาเข้ามากอดขาเจ้านายเอาไว้แน่น น้ำหูน้ำตาไหลพรากด้วยความเวทนาและหวาดกลัว นางคิดว่าพระสนมของตนสติแตกไปอย่างสมบูรณ์แล้วจริงๆ ถึงได้ยืนชี้หน้าด่าทออากาศธาตุแถมยังตะโกนถ้อยคำประหลาดๆ ออกมาไม่หยุดหย่อน
“พระสนม! พระสนมของบ่าว ทรงตั้งสติหน่อยเถิดเพคะ! ถึงพวกเราจะถูกฝ่าบาททอดทิ้งให้มาอยู่ที่นี่ แต่บ่าวจะคอยดูแลพระองค์เองเพคะ ฮือๆๆ อย่าทรงคลุ้มคลั่งไปเลยนะเพคะ!” ผิงเอ๋อร์ร้องไห้สะอึกสะอื้น น้ำขิงที่กำลังยืนหอบแฮกๆ ก้มลงมองเด็กสาวที่เกาะขาเธอแน่นราวกับลูกลิง พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอไม่ได้บ้า! เธอแค่กำลังช็อกกับหน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าใสที่ลอยอยู่ตรงหน้าต่างหาก! หน้าจอนี้มีเพียงเธอคนเดียวที่มองเห็น มันส่องแสงสว่างเรืองรองตัดกับบรรยากาศมืดทึมและฝุ่นเขรอะของตำหนักเย็นอย่างสิ้นเชิง
