ตอนที่ 2 พระสนมฟื้นคืนชีพ
ที่นี่ไม่ใช่คอนโดหรูของเธอ! ผนังห้องทำจากไม้สลักลวดลายวิจิตรบรรจง โคมไฟกระดาษที่จุดเทียนส่องแสงสลัว เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นดูโบราณคร่ำคร่าราวกับหลุดเข้ามาในกองถ่ายซีรีส์จีนฟอร์มยักษ์ ยิ่งไปกว่านั้น เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่อยู่... มันเป็นชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนที่ปักลวดลายดอกโบตั๋น ซับซ้อนหลายชั้นจนน่าอึดอัด
เธอก้มมองมือของตัวเอง... มือนี้ขาวผ่อง เนียนนุ่มราวกับหยกสลัก นิ้วเรียวยาวประดับด้วยปลอกเล็บทองคำฝังพลอย มันไม่ใช่มือพริตตี้ที่สวมแหวนตรงนิ้วโป้งมือและนิ้วชี้อย่างเธอแน่ๆ!
“พระสนม! พระสนมหลินเฟยเพคะ! เกิดอะไรขึ้นเพคะ!” เสียงโวยวายดังขึ้นพร้อมกับร่างของเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มในชุดนางกำนัลสีเขียวอ่อนที่ถลาเข้ามาในห้อง ใบหน้าของนางอาบไปด้วยน้ำตา เมื่อเห็นรอยแดงที่คอของน้ำขิง นางกำนัลน้อยก็ร้องไห้โฮออกมา
“รังแกกันเกินไปแล้ว ฮือๆๆ พระสนมของบ่าว ใครช่างกล้าทำร้ายพระองค์ถึงเพียงนี้! บ่าวสมควรตายที่ออกไปต้มยาให้พระองค์จนปล่อยให้คนร้ายลอบเข้ามา!”
น้ำขิงอ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทัน ‘พระสนม? หลินเฟย์ บ่าว? นี่มันภาษาอะไรเนี่ย สำเนียงจีนโบราณแต่ฉันกลับฟังรู้เรื่องทะลุปรุโปร่ง? แล้วยายเด็กนี่เป็นใครมาร้องไห้กอดขาฉัน!’
“ดะ... เดี๋ยว! สต็อป! หยุดร้องไห้ก่อน!” น้ำขิงโพล่งออกมาเป็นภาษาไทยปนอังกฤษ นางกำนัลน้อยชะงักค้าง เงยหน้ามองเจ้านายด้วยดวงตาเบิกกว้าง
“พะ... พระสนมตรัสภาษาใดเพคะ บ่าวฟังไม่เข้าใจเลย”
น้ำขิงขยี้ผมตัวเองจนฟูฟ่อง เธอรีบกระโดดลงจากเตียง วิ่งตรงไปยังกระจกทองเหลืองบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง ทันทีที่เห็นเงาสะท้อนในกระจก เธอก็แทบจะหยุดหายใจไปอีกรอบ! ผู้หญิงในกระจกไม่ใช่ ‘น้ำขิง’ พริตตี้สาวหน้าหมวยอินเตอร์ แต่เป็นหญิงสาววัยราวสิบแปดสิบเก้าปีที่สวยหยดย้อยสะกดสายตา โครงหน้าเรียวรูปไข่ คิ้วโก่งเรียวดั่งใบหลิว ดวงตาหงส์ที่เชิดขึ้นเล็กน้อยดูเย่อหยิ่งและดุดัน จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากอิ่มสีแดงสดตามธรรมชาติ มันเป็นความสวยแบบ ‘นางร้าย’ ที่ดูดุเดือดและพร้อมจะวีนแตกใส่ทุกคนตลอดเวลา! นี่เธอ... ทะลุมิติมาอยู่ในร่างคนอื่นเหรอเนี่ย! เหมือนในนิยายที่เคยอ่านตอนนั่งรอแคสงานไม่มีผิด!
“โอ๊ยยยย! บ้าไปแล้ว! นี่ฉันตายแล้วทะลุมิติมาเหรอเนี่ย! แล้วมาอยู่ร่างใครก็ไม่รู้ แถมเพิ่งเข้ามาก็โดนรัดคอเกือบตายอีก!” น้ำขิงโวยวายออกมาเป็นภาษาไทย เดินวนไปวนมาในห้องราวกับหนูติดจั่น นางกำนัลน้อยนามว่า ‘ผิงเอ๋อร์’ ได้แต่นั่งคุกเข่าตัวสั่น มองพระสนมของตนที่จู่ๆ ก็พูดจาประหลาดและแสดงท่าทางวิปลาสด้วยความตกใจ ตลอดสองสามวันต่อมา ตำหนักของ ‘หลินเฟย’ กลายเป็นศูนย์รวมความวายป่วง น้ำขิงในร่างพระสนมหลินเฟยยังคงอยู่ในสภาวะช็อกและรับความจริงไม่ได้ สมองของเธอยังประมวลผลความทรงจำของร่างเดิมไม่ได้เต็มที่ เธอเอาแต่นั่งซึม สลับกับโวยวายหาโทรศัพท์มือถือ ร้องเรียกหาสัญญาณไวไฟ และบางครั้งก็ลงไปนอนดิ้นพราดๆ ร้องไห้เสียดายกระเป๋าแบรนด์เนมที่เก็บเงินซื้อมาแทบตายแต่ไม่ได้ใช้
พฤติกรรมประหลาดนี้ทำให้ผิงเอ๋อร์และขันทีรับใช้ในตำหนักต่างหวาดผวา ทุกคนต่างลงความเห็นว่าพระสนมหลินเฟยถูกผีสางรังควานจนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักหรูหราอีกด้านหนึ่งของวังหลัง หญิงชราผู้เป็นแม่นมคนสนิทกำลังคุกเข่ารายงานเจ้านายของตนด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
“ทูลกุ้ยเฟย... บ่าวไร้ความสามารถ บ่าวรัดคอมันจนมันสิ้นใจไปแล้วแท้ๆ แต่มันกลับฟื้นขึ้นมาถีบบ่าวจนกระเด็น ตอนนี้นางรอดชีวิตไปได้เพคะ”
สตรีโฉมงามผู้สวมอาภรณ์สีแดงเพลิงปักลายนกฟีนิกซ์ นามว่า ‘ซูเจียวกุ้ยเฟย’ กระแทกถ้วยชา ลงบนโต๊ะอย่างแรงจนน้ำชาหกกระเซ็น ดวงตาที่แต่งแต้มมาอย่างงดงามฉายแววอาฆาตมาดร้าย
“นังเด็กเมื่อวานซืน! อุตส่าห์ให้ไทเฮาหนุนหลังส่งเข้าวังมาเพื่อหวังจะแย่งความโปรดปรานไปจากเปิ่นกง นิสัยก็เย่อหยิ่งจองหองเอาแต่ใจตั้งแต่วันแรกที่เหยียบเข้าวังหลัง รอดตายคราวนี้ไปได้ถือว่าดวงแข็งนัก!”
“แต่ว่าเฟยเพคะ บ่าวได้ยินนางกำนัลตำหนักนั้นซุบซิบกันว่า ตั้งแต่หลินเฟยฟื้นขึ้นมา นางก็เอาแต่พูดจาพึมพำภาษาปีศาจ ท่าทางวิกลจริตไปแล้วเพคะ!” แม่นมรีบรายงานต่อเพื่อเอาความดีความชอบ กุ้ยเฟยแสยะยิ้มเย็นชา
“วิกลจริตอย่างนั้นหรือ? หึ... ช่างสวรรค์เข้าข้างเปิ่นกงเสียนี่กระไร ในเมื่อมันบ้าไปแล้ว ก็ไม่ต้องลงมือฆ่าให้แปดเปื้อนมืออีก”
วันรุ่งขึ้น ซูเจียวกุ้ยเฟยรีบรวบรวมเหล่าพระสนมคนโปรดที่ล้วนหมั่นไส้ในความเย่อหยิ่งและหน้าตาที่สวยจนน่าตบของหลินเฟย มุ่งหน้าไปยังห้องทรงงานของโอรสสวรรค์
