บทที่ 2 เชื่อพี่
ภายในห้องประชุมขนาดกลางของบริษัท KN กรุ๊ปกำลังอยู่ในภาวะตึงเครียดเล็กน้อย เมื่อท่านประธานหนุ่มไฟแรงแสดงความไม่พอใจที่ตัวเลขการเดินบัญชีของบริษัทมีบางจุดที่ไม่ปกติ และในเมื่อเรื่องมันเกี่ยวกับเงิน นั่นคือเรื่องใหญ่ที่เขาจะปล่อยผ่านไปง่าย ๆ ไม่ได้
“ผมมองปราดเดียวยังเห็นว่าตัวเลขมันไม่ตรงกัน ยอดรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นตรงนี้” ชี้ให้ทุกคนในที่ประชุมเห็นพร้อมกันว่าเขากำลังหมายถึงตัวเลขตรงไหน
“ผมจำได้ว่าผมไม่เคยเซ็นอนุมัติงบประมาณในการจัดทำใบปลิวโฆษณาของบริษัทเรา แล้วไหนครับ ใบปลิวที่ใช้เงินจำนวนนี้ไป ทำไมผมไม่เคยเห็นแม้กระทั้งงานต้นแบบของมัน”
เงินหลักไม่กี่หมื่นบาทมันก็คือเงิน คือโบนัสที่เขาจะมอบให้พนักงานทุกคนแต่สิ่งที่เขาเห็นวันนี้มันคือการทุจริต
“ตอนนี้ผมยังไม่รู้ว่าคนที่ทำเป็นใคร แต่คิดว่าอีกไม่นานผมรู้แน่ และทุกคนรู้กฏกันดีอยู่แล้วใช่ไหมครับว่าคนทุจริตบทลงโทษของบริษัทเราคืออะไร”
บรรยากาศภายในห้องประชุมจากที่เงียบอยู่แล้วตอนนี้เงียบสงัดมากกว่าเดิมไปอีก เพราะทุกคนรู้ดีว่าคนทุจริตนอกจากจะถูกเชิญออกแล้วยังต้องถูกดำเนินคดีตามกฏหมายด้วย จะไม่มีการผ่อนผันเด็ดขาดและท่านประธานหนุ่มคนนี้ก็ไม่ใช่คนใจเย็นและใจกว้างขนาดที่จะยอมให้แค่ใบเตือน ตักเตือนก่อนหากทำผิดครั้งแรก ยิ่งข้อหายักยอกเงินบริษัทแล้วด้วยนั้นกิตตินันท์ไม่ปล่อยเอาไว้แน่
“ผมจะให้เวลาคนกระทำผิดเดินเข้ามาสารภาพกับผมด้วยตัวเองภายในวันศุกร์นี้ หากเกินวันที่ผมกำหนดผมจะจัดการขั้นเด็ดขาดในทันทีและไม่รับฟังเหตุผลอะไรทั้งนั้น”
จริงอยู่ที่กิตตินันท์ไม่ได้เป็นคนใจดีอะไรมากมายนัก เพราะเขาคือนักธุรกิจจะมาเอ็นดูเขาแล้วเอ็นเราขาดไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็อยากจะรับฟังเหตุผลของคนกระทำผิดก่อน ว่าเพราะอะไรทำไมถึงได้หาญกล้ายักยอกเงินบริษัทแบบนี้
และหากมีเหตุผลหรือความจำเป็นที่ฟังแล้วเข้าท่าเขาอาจจะพิจารณาภายหลัง แต่แน่นอนว่าบทลงโทษก็คือบทลงโทษกฏนี้จะต้องถูกใช้ ส่วนเรื่องเดือดร้อนของพนักงานเขาจะชั่งน้ำหนักเองว่าควรจะยื่นมือเข้าไปช่วยหรือไม่ หรือช่วยได้มากน้อยแค่ไหน ยกเว้น หากการกระทำผิดในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการพนันหรือสิ่งผิดกฎหมาย เขาจะไม่มีวันเห็นอกเห็นใจเด็ดขาด
การประชุมสุดตึงเครียดได้จบลงเมื่อท่านประธานเดินออกจากห้องประชุมและกลับเข้าห้องทำงานของตัวเอง วันนี้ถือว่าเป็นวันที่ค่อนข้างหนักจนกิตตินันท์ต้องยกมือขึ้นมานวดขมับทั้งสองข้างของตัวเองเลยทีเดียว เขาเจอเรื่องเครียดมาหลายรูปแบบแล้วแต่เรื่องนี้มันกวนใจและทำให้เขาหนักใจมากพอสมควร
พนักงานที่ทำงานในบริษัทนี้ส่วนมากเป็นคนเก่าคนแก่ที่ทำงานมาตั้งแต่สมัยที่บิดาของเขาดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริษัทจนมาถึงรุ่นของเขา มันจึงทำให้กิตตินันท์ทั้งรู้สึกเสียใจ ผิดหวังและโกรธคนที่ทุจริตบริษัทซึ่งตอนนี้เขารู้ตัวแล้วว่าเป็นใคร เพียงแต่ต้องการให้คนคนนั้นออกมารับสารภาพผิดกับเขาด้วยตัวเองเพราะเห็นแก่ที่ทำงานช่วยบิดาของเขามานาน
“นาน ๆ จะเจอเรื่องเครียดที่เล่นเอาซะไมเกรนขึ้นเลยนะเนี่ย”
ปวดหัวนะแต่ยังไม่อยากกินยาแล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมในหัวถึงได้คิดถึงแต่แมวน้อยก็ไม่รู้
“6โมงเย็นแล้วเหรอ!” เขาไม่คิดว่าตัวเองจะประชุมกับกลุ่มหัวหน้าแผนกต่าง ๆ กินเวลานานขนาดนี้ เข้าห้องประชุมตั้งแต่บ่ายสองแต่ออกมาตอนหกโมงเย็น ‘โคตรเพลียเลย’
นั่งมองนาฬิกาอยู่สักพักจนตัดสินใจได้ว่าเขาควรจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาคนที่อยู่ในหัวของเขาสักหน่อย เผื่อว่าเสียงของแมวน้อยจะช่วยทำให้เขาผ่อนคลายได้บ้าง เอาแค่ช่วยลดความเครียดลงก็พอเพราะเดี๋ยวคืนนี้เขาจะไปให้เธอช่วยปลดปล่อยความเครียดของร่างกายอีกที
‘คิดแต่แบบนี้ พรีมถึงได้ชอบพูดว่าเราขี้หื่นไง’
หยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาแล้วกดโทรออกหาคนที่คิดถึง ‘แมวน้อย’
“หือ ทำไมไม่รับสายวะ” ตอนนี้ก็เป็นเวลาเลิกงานแล้วนี่
ในใจเริ่มว้าวุ่น เมื่อแมวน้อยของเขาทำตัวผิดปกติไป เธอไม่เคยรับสายของเขาช้าเลยนะแล้วตอนนี้ก็เป็นเวลาที่เธอควรจะเลิกงานได้แล้วด้วยแต่ทำไมรับสายช้า หรือว่า...
“อ๋อ กูลืมเอง วันนี้พรีมต้องไปเจอลูกค้าตอนเย็นนี่หว่า”
ไอ้ลูกค้าผู้ชายหน้าตาดีคนนั้น เหอะ ๆ ที่ไม่ยอมรับสายเขาเป็นเพราะกำลังดินเนอร์อยู่กลับผู้ชายคนนั้นแน่เลย
ส่งข้อความไปหาแทนก็ได้วะ
งูใหญ่ : ถึงบ้านลูกค้าหรือยังพรีม ถึงแล้วส่งข้อความหาพี่ด้วยนะ ไม่ได้เป็นห่วง แค่อยากรู้เฉย ๆ อย่าคิดเยอะล่ะ
ครืด กิตตินันท์กำลังจะปิดหน้าจอโทรศัพท์อยู่แล้วเชียว แต่พอเห็น แมวน้อย ตอบข้อความกลับมาใบหน้าของเขาจากที่หน้าบึ้งก็เปลี่ยนเป็นยิ้มร่าขึ้นมาทันที
‘ทำไมกูต้องดีใจมากขนาดนี้ด้วยวะกับแค่พรีมตอบข้อความกลับมาเนี่ย แหมทีตอนโทรไปไม่ยอมรับสายกันนะ’
คิดเคือง ๆ เหมือนว่าไม่พอใจแต่ปากก็ยังไม่ยอมหุบยิ้มจนกระทั้งเปิดข้อความที่พรประวีย์ตอบกลับมาเท่านั้นแหละ
แมวน้อย : อยู่บ้านลูกค้าแล้วค่ะ เป็นไงพี่กิต ลูกค้าคนนี้ของพรีมหล่อไหม อ่อ พรีมอาจจะไม่ได้ตอบข้อความต่อนะเพราะกำลังเริ่มคุยเรื่องงานกัน แล้วเจอกันที่ห้องนะคะ บายค่ะ
ทำมาบอกว่าจะตอบข้อความต่อไม่ได้ หึหึ ก็ไม่ได้อยากจะคุยอะไรต่อสักหน่อย ได้รู้ว่าอยู่บ้านลูกค้าก็พอแล้ว ก็พอแล้วที่รู้สึกว่าหงุดหงิดใจวุ้ย
“ไอ้หน้าหล่อนี่มันเป็นใครวะ!”
รู้แล้วว่าเป็นลูกค้าแต่ต้องถ่ายรูปใกล้ชิดกันอย่างกับคนรู้จักสนิทสนมกันด้วยหรือไง
งูใหญ่ : ถ่ายรูปชิดกันเกินไปหรือเปล่า เดี๋ยวมันดูไม่ดีนะ เขาเป็นลูกค้า เดินห่าง ๆ นั่งก็นั่งฝั่งตรงข้ามด้วย ไม่ต้องไปนั่งใกล้ชิดกัน เดี๋ยวเขามองว่าเราไปอ่อย พี่เตือนในฐานะเพื่อนนะก็แค่เป็นห่วง เดี๋ยวนี้คนมันไว้ใจไม่ได้เห็นหน้าหล่อ ๆ แบบนั้นอาจจะร้ายก็ได้นะ รู้หน้าไม่รู้ใจหรอก เชื่อพี่!
แมวน้อย : หึงเหรอคะพี่กิต คิก ไม่ต้องส่งข้อความมาแล้วนะคะพรีมจะทำงาน พรีมอาจจะกลับช้านะคะถ้าง่วงก็นอนก่อนได้เลยค่ะ
ห้องของเธอที่ตอนนี้เหมือนกลายเป็นห้องของกิตตินันท์ไปแล้ว เพราะส่วนมากทุกวันคู่เขาชอบมานอนที่คอนโดของเธอมากกว่าและให้เหตุผลว่าที่คอนโคของเขาคนรู้จักอยู่เยอะ เขาไม่อยากให้คนอื่น ๆ มาสงสัยเรื่องความสัมพันธ์ของเราสองคน
ซึ่งพรปะวีย์ก็เห็นด้วย ในเมื่อเราสองคนยังเป็นแค่เพื่อนกัน การที่จะให้คนอื่นสงสัยว่าทำไมสองคนนี้ถึงได้เข้าออกห้องนี้บ่อยจังมันก็คงจะเป็นเรื่องซุบซิบที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ และยิ่งถ้ามารู้ว่าเราเป็นคู่นอนกันคนที่จะเสียหายก็มีแต่เธอนี่แหละ แม้จะโนสนโนแคร์แต่กิตตินันท์กลับเป็นคนที่แคร์เรื่องสำคัญนี้มากกว่าตัวเธอซะอีก
“พี่น่ะไม่เสียหายหรอก แต่พี่ก็ไม่อยากให้คนอื่นมองพรีมไม่ดี ยุคสมัยนี้ความสัมพันธ์แบบเฟรนด์วิธเบเนฟิตคือเรื่องปกติก็จริงแต่พี่ก็ยังห่วงพรีมอยู่ดี”
เขาหวังดีต่อเธอเสมอนั่นแหละ เพราะเพื่อนก็คือเพื่อนต่อให้เพิ่มสถานะเป็นคู่นอนความหวังดี ความห่วงใยที่เขามีให้เธอมันก็ยังคงเหมือนเดิมเสมอไม่เปลี่ยนและดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นโดยที่กิตตินันท์เองก็ยังไม่เข้าใจในตัวเองเหมือนกัน
