บทที่ 6 รุ่ยอ๋องหลี่ไท่หลง
จวนรุ่ยอ๋องในเมืองหลวงแม้ว่าจะไม่ได้ใหญ่โตแต่กลับได้รับการดูแลอย่างดี เฉินกุ้ยเฟยพระมารดาของรุ่ยอ๋องเป็นพระสนมที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุด เห็นได้จากยามที่รุ่ยอ๋องได้รับพระราชทานที่ดินบรรดาศักดิ์ หลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงพระราชทานดินแดนทางเหนือทั้งหมดให้เป็นที่ดินศักดินาของรุ่ยอ๋อง กองกำลังพิทักษ์อุดรที่เดิมทีเป็นของสกุลเฉินซึ่งเป็นสกุลเดิมของเฉินกุ้ยเฟย ยามนี้จึงกลายเป็นกองกำลังของรุ่ยอ๋องไปโดยปริยาย
แม้ว่าเฉินกุ้ยเฟยได้รับความโปรดปรานสูงสุด อีกทั้งรุ่ยอ๋องเป็นพระโอรสพระองค์แรก แต่ความขัดแย้งระหว่างรุ่ยอ๋องและหลี่เสวียนฮ่องเต้กับรุนแรงจนเป็นที่กล่าวถึงของคนในวัง คนทั่วไปต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเพราะรุ่ยอ๋องไม่พอพระทัยที่หลี่เสวียนฮ่องเต้แต่งตั้งองค์ชายรองหลี่ไท่หยางเป็นองค์รัชทายาท แต่คนที่รู้ข่าวคราวความเคลื่อนไหวในวังหลวงดีเช่นนาง ย่อมจะรู้ดีว่าแท้จริงแล้วเป็นเพราะรุ่ยอ๋องไม่พอพระทัยที่หลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงทอดทิ้งสกุลเฉิน ปล่อยให้รับมือกับสภาพอากาศอันเลวร้ายและต้านทานข้าศึกตามลำพังโดยไม่ส่งกองกำลังไปช่วย สุดท้ายบุรุษสกุลเฉินทั้งสิบชีวิตต้องพลีชีพในสนามรบ เหลือแค่เพียงเด็กและสตรีเพียงเท่านั้น
“ต้องขออภัยด้วยคุณหนูเฝิง ท่านอ๋องของพวกเราไม่ต้อนรับแขกขอรับ” พ่อบ้านของจวนรุ่ยอ๋องออกมาต้อนรับนางด้วยตนเอง นับว่าเป็นการให้เกียรตินางพอสมควร แต่เฝิงหมิงเยวี่ยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องมารยาทแล้วด้วยกังวลว่าหากชักช้าองค์รัชทายาทอาจจะทำเรื่องที่ทำให้นางไม่อาจจะเก็บงำฝีมือของตนเองเอาไว้ได้อีก
“รบกวนท่านพ่อบ้านไปทูลท่านอ๋องว่า พี่ชายของข้าทิ้งบางสิ่งที่อาจจะช่วยเหลือท่านอ๋องได้ รับรองได้เลยว่าจะสามารถช่วยให้ท่านอ๋องผ่านพ้นความยากลำบากในช่วงนี้ไปได้แน่” คำพูดของเฝิงหมิงเยวี่ยทำให้พ่อบ้านรีบขานรับแล้วนำคำพูดของนางไปถ่ายทอดให้รุ่ยอ๋องอย่างไม่มีตกหล่นเลยสักคำ
“ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดประโยคนี้จะออกมาจากปากคนที่กำลังตกที่นั่งลำบากเช่นนาง ช่างเถิด! ถือเสียว่าเห็นแก่หมิงหยวนให้นางเข้ามาเถิด” รุ่ยอ๋องเอ่ยพลางโบกมือทำให้พ่อบ้านรีบไปเชิญเฝิงหมิงเยวี่ยให้เข้าไปในจวนทันที
เฝิงหมิงเยวี่ยเดินเข้าไปในจวนอ๋องโดยมีตงหลันและตงเสวี่ยที่ติดตามมาทีหลังเดินติดตามนางเข้าไปในจวน รุ่ยอ๋องหลี่ไท่หลงเคยเป็นสหายในวัยเยาว์ของเฝิงหมิงหยวน เฝิงหมิงหยวนเคยเล่าให้นางฟังว่าหลี่ไท่หลงเป็นองค์ชายใหญ่ผู้มากด้วยพละกำลัง สามารถต่อสู้กับเสือด้วยมือเปล่า ยิงธนูแม่นราวจับวาง อีกทั้งยังมีความสามารถโดดเด่นทางด้านการต่อสู้ตามแบบฉบับคนสกุลเฉิน แต่กลับเจ้าเล่ห์และมีไหวพริบตามแบบฉบับของคนสกุลหลี่ เฝิงหมิงหยวนเคยบอกกับนางว่าวันหน้านางจะเป็นศัตรูกับใครก็ได้แต่ห้ามเป็นศัตรูกับหลี่ไท่หลงอย่างเด็ดขาด เพราะคนผู้นี้ไม่มีคำว่าปรานีกับคนที่ตั้งตัวเป็นศัตรูของเขา
“หมิงเยวี่ย คารวะท่านอ๋องเพคะ” เมื่อเข้าไปในโถงรับแขกสิ่งแรกที่เฝิงหมิงเยวี่ยเห็นก็คือชายหนุ่มผู้หนึ่งมีร่างกายสูงโปร่งกำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่ กลิ่นอายดุดันที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาทำให้นางรู้ว่าไม่อาจจะล้อเล่นกับเขาได้ ยามที่นางเงยหน้าขึ้นไปสบตากับเขา ก็พบว่าสายตาคมเข้มของเขาที่จ้องมองมาทำให้นางเนื้อตัวสั่นระริกด้วยความหวาดหวั่น ยิ่งเมื่อคิดได้ว่าหลังจากนี้นางจะพูดกับเขาด้วยเรื่องที่อาจจะทำให้เขาไม่พอใจจิตใจของนางก็ยิ่งสั่นไหว
“ไม่ต้องมากพิธี เจ้าบอกข้ามาเถิดว่าบุตรสาวของขุนนางต้องโทษเช่นเจ้ามาหาข้าด้วยเรื่องใด หากต้องการให้ข้าช่วยออกหน้าขอความเมตตาให้เจิ้งกั๋วกงข้าขอบอกเอาไว้เลยว่าข้าได้ทำลงไปแล้ว แต่ตาแก่หัวรั้นในวังหลวงผู้นั้นไม่เคยฟังข้า หากข้าออกหน้าไปช่วยเหลือท่านกั๋วกงอีกครั้งมีแต่จะทำร้ายเขาเพียงเท่านั้น” ถ้อยคำของรุ่ยอ๋องทำให้เฝิงหมิงเยวี่ยนิ่งงันไป นางไม่เคยรู้เลยว่าเขาเคยไปขอพระเมตตาจากฝ่าบาทให้ท่านพ่อของนาง...
“ที่หม่อมฉันมาในวันนี้หาได้เกี่ยวข้องกับความทุกข์ยากของท่านพ่อของหม่อมฉัน แต่สาเหตุที่หม่อมฉันมาที่นี่ล้วนเกี่ยวข้องกับความทุกข์ยากของท่านอ๋องโดยตรงเพคะ” คำพูดของเฝิงหมิงเยวี่ยทำให้หลี่ไท่หลงเลิกคิ้วขึ้น เขาจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงได้เอ่ยถามออกมาตามตรง
“เจ้าพูดมาตามตรงเถิดไม่ต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลา หมิงหยวนไม่มีทางทิ้งบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ให้ข้า ยิ่งเป็นของที่ช่วยให้ข้าพ้นจากความทุกข์ยากก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้” เมื่อรุ่ยอ๋องหลี่ไท่หลงเอ่ยเช่นนี้เฝิงหมิงเยวี่ยก็ยิ้มออกมา
“สิ่งที่พี่ใหญ่ทิ้งเอาไว้ก็คือหม่อมฉันอย่างไรเล่าเพคะ และหม่อมฉันก็สามารถช่วยแก้ไขความกังวลใจให้แก่ท่านอ๋องได้” เมื่อเฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยจบก็หันไปส่งสายตาให้ตงเสวี่ย ตงเสวี่ยจึงได้ส่งสัญญาณให้คนของนางนำหีบใบหนึ่งเข้ามา ตงเสวี่ยเปิดหีบใบนั้นออกแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะมั่นคงนัก
“ทูลท่านอ๋อง ในหีบใบนี้คือตั๋วเงินจำนวนหนึ่งแสนตำลึงเพคะ” คำพูดของตงเสวี่ยทำให้หลี่ไท่หลงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง เขาจ้องหีบที่ใส่ตั๋วเงินแล้วจึงตวัดสายตาไปทางเฝิงหมิงเยวี่ย
“คุณหนูเฝิง เจ้าทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร” รุ่ยอ๋องถามออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา ตั๋วเงินหนึ่งแสนตำลึงนี้หากนางนำมามอบให้เขาก็จะช่วยให้เขาพ้นจากความทุกข์ยากในช่วงนี้ได้จริงๆ
“ตั๋วเงินจำนวนหนึ่งแสนตำลึงนี้จะเป็นของท่านอ๋องในทันทีหากท่านอ๋องตอบตกลงที่จะมอบตำแหน่งพระชายาเอกของท่านอ๋องให้หม่อมฉัน” เมื่อเฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยเช่นนี้รุ่ยอ๋องก็สบถออกมาในทันที
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ”
“หม่อมฉันไม่ได้บ้าเพคะ หากท่านอ๋องตอบตกลงไม่ใช่แค่เพียงตั๋วเงินในหีบนี้ แต่ท่านอ๋องยังจะได้เงินปันผลจากกิจการส่วนตัวของหม่อมฉัน ในฐานะที่พวกเราเป็นคู่ชีวิตกันหม่อมฉันจะไม่ปล่อยให้ท่านอ๋องขาดแคลนเงิน” เมื่อเฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยเช่นนี้รุ่ยอ๋องหลี่ไท่หลงก็พลันหรี่ตาลง เขาจ้องมองนางครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถามออกมาเสียงเบา
“เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเอาเรื่องที่เจ้ายักยอกเงินที่ควรจะถูกยึดไปบอกฝ่าบาทหรือ” คำถามของเขาทำให้เฝิงหมิงเยวี่ยส่ายหน้าในทันที
“ไม่กลัวเพคะ เพราะถ้าท่านอ๋องทำเช่นนั้นก็จะเป็นสละเรือของตนเองทิ้งไป ยามนี้หม่อมฉันคือเรือใหญ่ที่เหมาะจะให้ท่านอ๋องโดยสาร หากท่านอ๋องขอความช่วยเหลือจากฝ่าบาทสิ่งที่ได้มานอกจากความช่วยเหลือแล้วก็จะมีข้อแม้ต่างๆ จากฝ่าบาทอีกมากมาย แต่ถ้าหากท่านอ๋องได้รับความช่วยเหลือจากหม่อมฉัน สิ่งเดียวที่หม่อมฉันขอก็คือการเป็นพระชายาเอกของท่านอ๋องเพคะ” คำพูดของเฝิงหมิงเยวี่ยทำให้หลี่ไท่หลงนิ่งงันไป
“ข้าเคยประกาศออกไปแล้วว่าข้าจะไม่แต่งภรรยา” คำพูดของเขาทำให้เฝิงหมิงเยวี่ยพยักหน้า
“เรื่องเช่นนี้พอมีความรักเข้ามาเกี่ยวข้องก็สามารถปัดตกทุกคำพูดที่เคยกล่าวเอาไว้ได้เพคะ” คำพูดของนางทำให้หลี่ไท่หลงส่ายหน้า
“ทุกคนรู้กันดีว่าเจ้ารักน้องรองของข้า”
“นั่นเป็นเรื่องในอดีตเพคะ”
“...” นับเป็นครั้งแรกที่มีคนทำให้เขาหาถ้อยคำมาโต้เถียงไม่ได้ และสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจก็คือ นางไม่ได้กลัวเขา
“เจ้าไม่กลัวข้าหรือ” คำถามของเขาทำให้เฝิงหมิงเยวี่ยจ้องมองเขาอย่างสำรวจอีกครั้ง ร่างกายสูงใหญ่ดูผอมบางภายใต้เสื้อผ้าสีดำขลิบทองของเขา ดวงหน้าคมเข้มและดูดุดันอยู่บ้าง คิ้วหนา ตาโต จมูกโด่ง ไม่ว่าจะมองอย่างไรคนผู้นี้ก็มีรูปร่างหน้าตาดี หากตัดรังสีดุดันที่แผ่กระจายออกมาจากร่างของเขาทิ้งไป รุ่ยอ๋องหลี่ไท่หลงผู้นี้ก็นับว่าเป็นบุรุษรูปงามที่หาตัวจับยากคนหนึ่ง
“หากท่านอ๋องไม่ถลึงตาใส่หม่อมฉัน ความกลัวของหม่อมฉันก็จะลดลงเพคะ” คำตอบของนางทำให้รุ่ยอ๋องพ่นลมหายใจออกมา แต่เขายังไม่ทันจะได้เอ่ยปากโต้เถียงกับนางเสียงรายงานของพ่อบ้านทำให้เขาชะงักไปในทันที
“ทูลท่านอ๋อง องค์รัชทายาทเสด็จมาพ่ะย่ะค่ะ แถมยังพากองกำลังของตำหนักบูรพามาด้วย” เมื่อพ่อบ้านรายงานเช่นนี้รุ่ยอ๋องก็หันมาจ้องมองเฝิงหมิงเยวี่ยในทันที
“ขอท่านอ๋องได้โปรดรีบให้คำตอบ หากชักช้าตัวข้าอาจจะถูกจับตัวเข้าไปในตำหนักบูรพา เมื่อความบริสุทธิ์ถูกทำลายไปแล้วต่อให้ท่านอ๋องคิดจะตอบตกลงก็คงจะไม่ทันแล้ว” คำพูดของเฝิงหมิงเยวี่ยทำให้รุ่ยอ๋องขมวดคิ้ว
“หมิงเยวี่ย เจ้ามาทำอะไรที่นี่” เสียงขององค์รัชทายาททำให้รุ่ยอ๋องปลดแส้ที่คาดเอวออกมา สะบัดแส้ออกมาคราแรกเพื่อปิดฝาหีบใส่ตั๋วเงิน สะบัดแส้ออกมาครั้งที่สองเพื่อดึงร่างของเฝิงหมิงเยวี่ยเข้าไปหาเขา แรงสะบัดของแส้ม้วนร่างของนางเข้ามาทำให้ร่างของนางเสียหลักนั่งลงไปบนตักของเขาพอดี
“หมิงเยวี่ย!” ทันทีที่องค์รัชทายาทเดินเข้ามาในโถงรับรอง สิ่งแรกที่เห็นก็คือเฝิงหมิงเยวี่ยกำลังนั่งอยู่บนตักของบุรุษผู้หนึ่ง และบุรุษคนนั้นก็คือรุ่ยอ๋องพระเชษฐาผู้น่าเกรงขามของเขาเอง...
