บทย่อ
“มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ ในกาลก่อนท่านทะนุถนอมข้าดุจไข่มุกในฝ่ามือ แต่เมื่ออำนาจบารมีท่านพ่อของข้าหมดสิ้นแล้ว ฐานะของข้าในใจท่านก็ลดลง ในเมื่อใจท่านไม่เหมือนเดิมแล้วเหตุใดข้าจึงจะเหมือนเดิมได้อีก” ในยามที่ชีวิตของนางตกต่ำ ชีวิตอยู่ในช่วงที่ถูกพายุฝนกระหน่ำซ้ำเติม คนที่นางคิดจะฝากชีวิตไว้กลับมองว่านางไม่คู่ควรที่จะเป็นคู่ครองของเขา เขาคิดจะบีบบังคับให้นางลดฐานะของตนเองลงเพื่อเขา แต่เฝิงหมิงเยวี่ยคนนี้มีหรือที่จะยอมลดตนเองไปเป็นรองให้ผู้อื่นเหยียบย่ำ ในเมื่อตำแหน่งชายาเอกของเขามอบให้สตรีอื่นได้ ตัวนางเองก็จะไปคว้าตำแหน่งชายาเอกของบุรุษอื่นได้เช่นเดียวกัน...
บทที่ 1 เฝิงหมิงเยวี่ย
อยู่ใกล้ฮ่องเต้ไม่ต่างอะไรกับการอยู่ใกล้เสือ ทันทีที่เจิ้งกั๋วกงสกุลเฝิงถูกเรียกตัวกลับเข้าเมืองหลวง ก็ถูกกล่าวหาว่ามีจิตคิดก่อกบฏ คิดลอบสังหารฮ่องเต้ระหว่างการล่าสัตว์ ถูกยึดตราแม่ทัพ ถูกถอดถอนจากตำแหน่งกั๋วกงและถูกกักขังอยู่ในคุกหลวงรอรับการไต่สวนจากฝ่าบาทด้วยพระองค์เอง
แม้ว่าเจิ้งกั๋วกงจะเป็นนักโทษ แต่สกุลเฝิงที่เหลือแค่เพียงท่านหญิงหมิงเยวี่ยกลับไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เห็นแก่ความดีในกาลก่อนของฮูหยินเจิ้งกั๋วกงที่เคยสละชีพเพื่อปกป้ององค์ไทเฮา ท่านหญิงหมิงเยวี่ยจึงได้รับโทษแค่เพียงถูกลดฐานะเป็นสามัญชน สกุลเฝิงถูกยึดทรัพย์ เฝิงหมิงเยวี่ยจึงจำต้องย้ายออกจากจวนไปขอพึ่งพิงอดีตพี่สะใภ้ของตนเอง
“เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าเชื่อว่าฝ่าบาทน่าจะเห็นแก่ไมตรีในกาลก่อนไม่ลงพระราชอาญาจนท่านพ่อถึงแก่ชีวิตแน่” กู้ชิงหรานเอ่ยกับอดีตน้องสามีด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความปลอบโยน
“ช่วงนี้มีแต่คนคิดแต่จะหลบเลี่ยงข้า ท่านไม่กังวลว่าสกุลกู้ของท่านจะพลอยโดนลูกหลงไปด้วยหรือ” คำถามของเฝิงหมิงเยวี่ยทำให้กู้ชิงหรานหัวเราะออกมา
“ข้าคือภรรยาที่ถูกเฝิงหมิงหยวนหย่าขาด ข้าที่มีความแค้นลึกล้ำกับเฝิงหมิงหยวน ใครจะคิดว่าข้าจะช่วยเหลือเจ้ากันเล่า” เมื่อกู้ชิงหรานพูดเช่นนี้เฝิงหมิงเยวี่ยก็เก็บงำสายตาของตนเองลงแล้วเอ่ยออกมาเสียงเบา
“พี่ชายของข้าช่างโง่เขลา ดังนั้นเขาจึงไร้วาสนา”
“โง่เขลาจริงๆ นั่นแหละแต่เป็นข้านะที่โง่เขลา ก่อนหน้านี้ข้าก็ยังคิดไม่ตกว่าเพราะเหตุใดคนที่ยอมทอดทิ้งแม้กระทั่งตำแหน่งแม่ทัพน้อยมาแต่งแม่ค้าอย่างข้าไปเป็นภรรยา อยู่ๆ เหตุใดจึงได้ส่งจดหมายหย่าขาดมาให้ข้าอย่างเอิกเกริก แต่ตอนนี้ข้ากลับหาเหตุผลเข้าข้างเขาอย่างโง่เขลา ว่าแท้จริงแล้วเขาอาจจะรู้แล้วว่าสกุลเฝิงกำลังจะมีภัย” พอกู้ชิงหรานพูดเช่นนี้เฝิงหมิงเยวี่ยก็ยิ้มออกมา กู้ชิงหรานจ้องมองนางด้วยสายตาชนิดหนึ่งแล้วเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ข้าไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะตายไปเช่นนั้น คนแบบนั้นข้าเชื่อว่าแม้แต่นรกก็ยังไม่ต้อนรับ เจ้าบอกข้ามาตามตรงว่าการตายของพี่ชายของเจ้าเกี่ยวข้องกับการที่ข้าถูกหย่าและท่านพ่อถูกจับตัวและถูกยัดเยียดข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏ ใช่หรือไม่” คำถามของกู้ชิงหรานทำให้เฝิงหมิงเยวี่ยนิ่งงันไป
“ข้าไม่รู้สิ่งใดเลยเจ้าค่ะ กว่าจะรู้ว่าสกุลเฝิงมีภัยก็ตอนที่ท่านพ่อถูกจับในลานล่าสัตว์หลวงแล้ว ข้าเองก็อยากจะคิดเช่นเดียวกันกับท่าน พี่ชายของข้าแท้จริงแล้วยังไม่ตาย ท่านพ่อของข้าแท้จริงแล้วไม่ได้คิดก่อการกบฏอีกทั้งยังวางแผนรับมือเรื่องนี้เอาไว้แล้ว ข้ายังอยากจะคิดว่าอีกไม่นานสกุลเฝิงของข้าก็จะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง” เฝิงหมิงเยวี่ยพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปความหวัง แต่สีหน้าที่แตกสลายและสายตาที่เฝิงหมิงเยวี่ยใช้จ้องมองมาที่กู้ชิงหราน ทำให้กู้ชิงหรานทอดถอนใจออกมาด้วยความขื่นข่มเพราะรู้ดีว่าสิ่งที่พวกนางกำลังพูดกันคือเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
“ช่างเถิด! พี่ชายของเจ้าเขาจะอยู่หรือว่าจะตายไปแล้วก็ไม่เกี่ยวกับข้าแล้ว ส่วนท่านพ่อของเจ้านั้นข้าเชื่อว่าเขาไม่ใช่คนที่จะคิดก่อการกบฏได้ ดังนั้นเจ้าจะยอมพ่ายแพ้ไม่ได้ หนทางที่จะทวงคืนตำแหน่งของท่านพ่อและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ท่านพ่อได้ก็คงมีแค่เพียงเจ้าเท่านั้น เพียงแต่เยวี่ยเอ๋อร์เกิดเรื่องกับพ่อของเจ้าเช่นนี้แล้วพิธีแต่งงานของเจ้าเล่า องค์รัชทายาททรงมีดำริเช่นไร” คำถามของกู้ชิงหรานทำให้สีหน้าของเฝิงหมิงเยวี่ยเย็นเหยียบเป็นน้ำแข็ง
“ข้าจำได้ว่าตอนที่ท่านพ่อถูกจับในลานล่าสัตว์ มีคนให้ร้ายว่าท่านพ่อและคนชุดดำกลุ่มหนึ่งร่วมมือกันปลงพระชนม์ฝ่าบาท บรรดาขุนนางต่างรีบคุกเข่าเพื่อขอให้ฝ่าบาทสอบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่างเพื่อคืนความเป็นธรรมให้ท่านพ่อ ผู้อื่นไม่คุกเข่าข้าไม่สนใจ แต่องค์รัชทายาทที่ยืนอยู่ตรงนั้นกลับไม่ยอมคุกเข่า แถมหลังจากวันนั้นมายังทรงจงใจหลบเลี่ยงข้าอีก เกรงว่าก่อนหน้าที่จะถึงวันพิธีองค์รัชทายาทคงจะหาวิธียกเลิกการแต่งงานกับข้าแน่ๆ” เมื่อเฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยเช่นนี้กู้ชิงหว่านก็พลันส่ายหน้า
“เจ้ากับองค์รัชทายาทผูกสมัครรักใคร่กันมาตั้งแต่เด็ก เป็นเหมยเขียวม้าไม้ไผ่กันมานานหลายปี ข้าไม่เชื่อหรอกว่าองค์รัชทายาทจะทรงทอดทิ้งเจ้าเพราะเหตุการณ์นี้”
“ใจคนยากจะคาดเดา ข้าไม่กล้าคาดหวังสิ่งใดแล้ว” เฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยพลางขยับกายลุกขึ้นแล้วเดินไปเปิดหน้าต่างจ้องมองท้องฟ้าภายนอกที่มืดครึ้มขมุกขมัวส่งสัญญาณว่าอีกไม่นานจะมีพายุฝนร่วงหล่นลงมาจากฟ้า
“ข้าคงอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว แม้ท่านจะบอกว่าไม่เป็นไรแต่ข้าไม่อาจจะสร้างความเดือดร้อนให้ท่านได้ เงินทองที่ข้าเคยลงทุนทำการค้ากับท่านไว้ ท่านเก็บเอาไว้ให้ข้าก่อน สกุลเฝิงของข้ามีจวนเก่าที่เป็นมรดกดั้งเดิมไม่เกี่ยวข้องกับการปูนบำเหน็จของทางราชสำนัก ข้าควรจะไปพำนักอยู่ที่นั่น หาไม่แล้วหากมีคนสงสัยว่าข้าหายไปไหนและสืบหาที่อยู่ของข้าขึ้นมาท่านอาจจะต้องเดือดร้อน” เมื่อเฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยเช่นนี้กู้ชิงหรานก็ส่ายหน้าในทันที
“ข้าไม่สนใจหรอก คนทำการค้าเช่นข้าพวกเขาจะทำอันใดข้าได้” กู้ชิงหรานเอ่ยออกมาอย่างไม่เกรงกลัว หากจะนับทรัพย์สินของนางในตอนนี้นางเชื่อว่าทรัพย์สินส่วนตัวของนางมีมากกว่าท้องพระคลังหลวงอย่างแน่นอน ยิ่งเมื่อรวมกับทรัพย์สินส่วนตัวของเฝิงหมิงเยวี่ย หากพวกนางตั้งใจจะใช้เงินทองก่อให้เกิดคลื่นลมในราชสำนักย่อมสามารถทำได้ง่าย
“ท่านไม่กลัวแต่ข้ากลัว การค้าของพวกเราไม่อาจจะหยุดชะงักได้ หากไม่มีเงินที่ได้จากการลงทุนทำการค้ากับท่าน ข้าก็คงไม่เหลือสิ่งใดให้พึ่งพิง ดังนั้นจะปล่อยให้ผู้อื่นล่วงรู้เรื่องที่พวกเรายังคงสนิทสนมกันแถมยังลงทุนทำการค้าด้วยกันไม่ได้” พอเฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยเช่นนี้กู้ชิงหรานก็พยักหน้า
“เช่นนั้นก็ตามใจเจ้า เพียงแต่จวนร้างหลังนั้นไม่ได้ทำความสะอาดมานานแล้ว หากเจ้าย้ายเข้าไปอาจจะต้องเผชิญกับความลำบากอยู่บ้าง”
“พี่สะใภ้ ไม่ใช่สิ! ตอนนี้ข้าคงต้องเรียกท่านว่าพี่หญิงแล้ว ท่านวางใจเถิดข้าไม่ได้บอบบางอย่างที่ทุกคนคิดหรอก ท่านอย่าลืมว่าตัวข้าเองก็เคยเติบโตมาบนหลังม้าเช่นเดียวกับพี่ใหญ่ แต่เพราะตำแหน่งท่านหญิงค้ำคอทำให้ต้องพยายามทำให้ตนเองเหมาะสมกับตำแหน่งท่านหญิงผู้สูงศักดิ์ แต่ตอนนี้ตัวข้าไม่มีตำแหน่งท่านหญิงแล้วถึงเวลาที่ข้าต้องกลับไปเป็นเฝิงหมิงเยวี่ยที่เคยเปรอะเปื้อนดินโคลนของจวนสกุลเฝิง” เมื่อเฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยเช่นนี้กู้ชิงหรานก็พยักหน้า
“อย่าปล่อยให้ตนเองต้องลำบากมากนัก เงินทองของเจ้าข้าจะเก็บเอาไว้ให้ดีและจะทำให้มันงอกงามมากยิ่งขึ้น หากเจ้าอยากได้เมื่อไหร่ก็บอกมาจะเอาส่วนของข้าไปเพิ่มด้วยก็ยังได้” กู้ชิงหรานเอ่ยออกมาอย่างใจกว้างทำให้เฝิงหมิงเยวี่ยหันมาจ้องมองนางด้วยความซาบซึ้ง
“ข้าโชคดีมากที่เคยมีท่านเป็นพี่สะใภ้” พอนางเอ่ยเช่นนี้กู้ชิงหรานก็ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตา หากไม่ใช่เพราะจดหมายหย่าขาดจากเฝิงหมิงหยวนยามนี้นางก็คงจะยังเป็นพี่สะใภ้ของเฝิงหมิงเยวี่ยอยู่
“ข้าไม่คิดจะแต่งงานใหม่ เจ้าจะเรียกข้าว่าพี่สะใภ้ก็ย่อมได้ ถึงอย่างไรพี่ชายของเจ้าที่อยู่ในนรกก็ไม่ได้รับรู้อยู่แล้ว” คำพูดของกู้ชิงหรานทำให้เฝิงหมิงเยวี่ยยิ้มออกมาพลางหันไปมองนอกหน้าต่างแล้วคิดในใจว่า
‘พี่ใหญ่ ท่านจะรู้หรือไม่ว่าตอนนี้ท่านพ่อของพวกเราถูกคนชั่วใส่ร้าย น่าเสียดายที่ท่านไม่อยู่แล้ว...หากท่านยังอยู่ท่านพ่อก็คงจะไม่เพลี่ยงพล้ำถูกคนใส่ร้ายเช่นนี้’
เชิงอรรถ
^
เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ (青梅竹马) เป็นสำนวนจีนที่หมายถึง "เพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก" หรือ "เพื่อนสนิทที่โตมาด้วยกัน" โดยมักใช้เปรียบเปรยถึงชายหญิงที่รู้จักกันมาแต่เล็กจนเติบใหญ่ มีความผูกพันใกล้ชิดกันมา

