บทที่ 4 เป้าหมายในใจ
พิธีอภิเษกขององค์รัชทายาทและคุณหนูใหญ่จวนอัครมหาเสนาบดีจางถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ข่าวการจับกุมเจิ้งกั๋วกงที่พึ่งจะผ่านพ้นไปเมื่อไม่นานมานี้ทำให้ผู้คนต่างจับตามองและพากันพูดถึงงานพิธีอภิเษกในครั้งนี้มากเป็นพิเศษ ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างรู้กันดีว่า เดิมทีว่าที่พระชายาที่จะเข้าพิธีอภิเษกในวันนี้คือท่านหญิงหมิงเยวี่ยจากจวนเจิ้งกั๋วกง แต่ยามนี้จวนเจิ้งกั๋วกงตกต่ำและท่านหญิงหมิงเยวี่ยถูกปลด องค์รัชทายาทจึงทรงกราบทูลขอราชโองการเปลี่ยนตัวว่าที่พระชายา พอถึงงานวันอภิเษกทุกคนก็ต่างมารอชมกันว่า ว่าที่พระชายาที่ถูกเปลี่ยนตัวอย่างกะทันหันจะมีความงามเทียบเท่าท่านหญิงหมิงเยวี่ยหรือไม่
“คุณหนู จะนอนต่ออีกหน่อยก็ได้นะเจ้าคะ” ตงหลันเอ่ยออกมาเมื่อเห็นว่าเฝิงหมิงเยวี่ยกำลังนั่งพิงกองหมอนอยู่บนที่นอนด้วยสีหน้าอึมครึม
“ข้างนอกเสียงดังถึงเพียงนี้แล้วข้าจะนอนต่อได้อย่างไร” เมื่อเฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยเช่นนี้ตงหลันก็เม้มปากแน่น ส่วนตงเสวี่ยที่รู้สึกว่าเจ้านายของตนเองได้รับความไม่เป็นธรรมก็พูดขึ้นมาในทันที
“รังแกคุณหนูเกินไปแล้ว ก็เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าเส้นทางที่จะเข้าวังหลวงของคุณหนูใหญ่จวนอัครมหาเสนาบดีไม่ควรจะเป็นเส้นทางนี้ แต่ขบวนแห่กลับอ้อมมาผ่านถนนเส้นนี้จนได้” คำพูดของตงเสวี่ยทำให้เฝิงหมิงเยวี่ยยิ้มออกมาในทันที
“ในเมื่อมีคนอยากให้ข้าเห็นความครึกครื้น เช่นนั้นข้าก็ควรจะออกไปดูสักหน่อยมิใช่หรือ” เฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยพลางขยับกายลุกขึ้นแล้วหันไปเอ่ยกับสาวใช้ทั้งสองคนของนางด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“พวกเจ้ามาช่วยข้าผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและแต่งตัวเถิด” เมื่อเฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยเช่นนี้ทั้งตงหลันและตงเสวี่ยก็รีบเข้ามาช่วยนางแต่งตัวด้วยความรวดเร็วอย่างที่เฝิงหมิงเยวี่ยก็ยังคาดไม่ถึง “…”
“คุณหนูเคยพูดกับบ่าวนี่เจ้าคะว่า ไม่ว่าจะทำสิ่งใดความงามก็ต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก ผู้คนมักจะสนใจรูปลักษณ์ภายนอกก่อนแล้วจึงจะสนใจนิสัยใจคอและความสามารถ” ตงหลันเอ่ยออกมาหลังจากที่ตรวจดูการแต่งแต้มใบหน้าให้แก่เฝิงหมิงเยวี่ยแล้ว
“ตำแหน่งพระชายาเอกนางแย่งชิงไปได้ก็ช่างเถิด แต่ความงามของคุณหนูนางไม่สามารถแย่งชิงไปจากคุณหนูได้แน่” ตงเสวี่ยเอ่ยออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจทำให้เฝิงหมิงเยวี่ยพยักหน้าพลางหัวเราะออกมา
“พวกเราไปดูความครึกครื้นด้านนอกกันเถิด” เมื่อเอ่ยจบเฝิงหมิงเยวี่ยก็เดินออกไปดูความครึกครื้นหน้าจวน
เสียงมโหรีดังมาจากที่ไกลๆ แต่หน้าจวนเก่าของสกุลเฝิงกลับมีเหล่าชาวบ้านมามุงดูกันมากมาย ยามที่เฝิงหมิงเยวี่ยเดินออกจากประตูมาสายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องมองมาที่นาง ใบหน้าโดดเด่น สายตาคมกล้า กิริยาแช่มช้อย รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ชุดสีชมพูอ่อนของนางทำให้นางดูบริสุทธิ์และบอบบาง เมื่อได้จ้องมองนางแล้วก็ไม่สามารถละสายตาไปจากนางได้เลย
เดิมทีงานอภิเษกของราชวงศ์ องค์รัชทายาทที่เป็นเจ้าบ่าวไม่จำเป็นต้องมารับเจ้าสาวด้วยพระองค์เอง แต่เพราะต้องการให้เกียรติจวนอัครมหาเสนาบดีและต้องการให้หน้าว่าที่พระชายาอย่างจางหว่านอวี๋ องค์รัชทายาทจึงขี่ม้าเข้าร่วมขบวนมาด้วย ยามที่ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวกำลังจะผ่านหน้าประตูจวนเก่าของสกุลเฝิงองค์รัชทายาทก็เริ่มจะรู้แล้วว่าเส้นทางการเดินขบวนไม่ถูกต้อง แต่ในเมื่อขบวนเดินเข้าถนนสายนี้มาแล้วก็ไม่อาจจะย้อนกลับได้
“...” ยามที่ได้เห็นเรือนร่างบอบบางในชุดสีชมพูอ่อนของเฝิงหมิงเยวี่ย ในพระทัยขององค์รัชทายาทก็พลันสั่นไหว ยิ่งยามที่ขบวนเข้าไปใกล้นางและได้สบตากับนางความเจ็บช้ำ ความอึดอัดพระทัยและความโกรธเกรี้ยวก็พลันปะทุออกมา การที่เขาและนางต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ต้องโทษคนวางแผนเส้นทางการเดินขบวน ในพระทัยขององค์รัชทายาทมัวแต่คิดว่าเมื่อเสร็จสิ้นพิธีอภิเษกแล้วจะต้องสืบหาว่าเป็นผู้ใดที่ทำให้ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวต้องผ่านหน้าประตูจวนเก่าของสกุลเฝิง
เฝิงหมิงเยวี่ยสบสายตากับองค์รัชทายาทด้วยสายตาเย็นชา นางเผชิญหน้ากับความเจ็บช้ำและความเสียใจมาก่อนแล้ว ยามนี้ความรู้สึกของนางตกตะกอนจนไม่หลงเหลือสิ่งใดให้เก็บขึ้นมาเสียใจอีก แม้ว่าองค์รัชทายาททรงเป็นบุคคลที่โดดเด่นมากก็จริง แต่ยามนี้เมื่อตาของนางสว่างนางจึงพบว่าแท้จริงแล้วความโดดเด่นขององค์รัชทายาทไม่ได้เหนือกว่าองค์ชายองค์อื่นๆ ของหลี่เสวียนฮ่องเต้เลย
“มิน่าเล่า! จึงยังต้องอาศัยอำนาจสกุลเดิมของสตรีมาช่วยหนุนหลังตนเอง ที่แท้ก็เพราะเป็นคนไร้น้ำยานี่เอง” เฝิงหมิงเยวี่ยพึมพำพลางยิ้มออกมา นางไม่รู้ตัวเลยว่ายามนี้บังเอิญมีคนผู้หนึ่งหันมาจ้องมองนางในทันที ความสามารถในการอ่านริมฝีปากคนของเขาทำให้เขาเข้าใจคำพูดของนางทุกคำ…
“สตรีผู้นั้นคือใครกัน” รุ่ยอ๋องหันไปถามคนของตนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา และคำตอบที่ได้รับก็ทำให้เขาก็ต้องหันไปมองนางอีกครั้ง “เฝิงหมิงเยวี่ย” ชื่อนี้ทำให้เขาอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ แม้ว่านางจะไม่ได้แต่งกายหรูหรา บนศีรษะมีแค่เพียงดอกไม้ผ้าและปิ่นไม้ แต่ความงามของนางกลับไม่ได้ถูกลดทอนลงไปเลย
ก่อนหน้าที่เขาจะเดินทางเข้าเมืองเขาก็ได้ยินเรื่องของเจิ้งกั๋วกงแล้ว ตอนนั้นในใจของเขาก็คาดเดาว่านางที่เป็นแค่เพียงสตรีตัวคนเดียว ทั้งถูกถอดยศ ถูกยึดทรัพย์และถูกยกเลิกการแต่งงานจะต้องตกอยู่ในสภาพย่ำแย่เสียอีก แต่การที่นางยังคงมีความเป็นอยู่ที่ดี สีหน้าอิ่มเอิบอีกทั้งยังมายืนพึมพำด่าองค์รัชทายาทได้ด้วยใบหน้าเรียบเฉยทำให้เขาไม่อาจจะเมินเฉยต่อนางได้จริงๆ และตอนนี้สายตาของนางก็ไม่ได้มองที่องค์รัชทายาทแล้วแต่กลับมองไปที่เกี้ยวเจ้าสาวหลังโตโดยไม่คิดจะหลบเลี่ยงสายตา
เกี้ยวเจ้าสาวของพระชายาเอกองค์รัชทายาททั้งหรูหราและใหญ่โต ประดับผ้าไหมสีแดงปักดิ้นทองเป็นลวดลายมงคล ยามที่เกี้ยวเจ้าสาวผ่านหน้าประตูจวนเก่าสกุลเฝิง ผ้าม่านสีแดงสดถูกแง้มเปิดออกมาสองสายตาประสานกันอย่างโจ่งแจ้ง เฝิงหมิงเยวี่ยไม่หลบ คนในเกี้ยวก็ไม่ยอมหลบ พัดปิดหน้าเจ้าสาวถูกลดลงมาเผยให้เห็นริมฝีปากสีแดงสดที่กำลังแย้มยิ้มออกมาของจางหว่านอวี๋ทำให้เฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“ขอให้เจ้าโชคดี” คำพูดของนางหาใช่การประชดประชัน เมื่อนางนึกถึงคำพูดแต่ละคำขององค์รัชทายาทแล้วนางก็ริษยาจางหว่านอวี๋ไม่ลง แม้ว่าสายตาที่เต็มไปด้วยความเยาะเย้ยถากถางของจางหว่านอวี๋จะขัดเคืองนัยน์ตาอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดได้ว่าหลังจากนี้จางหว่านอวี๋จะต้องใช้ชีวิตคู่ร่วมกับคนไร้หัวใจอย่างองค์รัชทายาท สิ่งที่เฝิงหมิงเยวี่ยมอบให้จางหว่านอวี๋ได้ในยามนี้ก็มีแค่เพียงความสมเพชและความเวทนาเพียงเท่านั้น
“พวกเราเข้าไปด้านในกันเถิด” เมื่อขบวนเกี้ยวเจ้าสาวของจางหว่านอวี๋ผ่านพ้นไปแล้วเฝิงหมิงเยวี่ยก็เอ่ยปากชวนสาวใช้ทั้งสองของตนเองเข้าไปด้านในจวน โดยไม่รู้ตัวเลยว่ายามนี้มีสายตาของคนผู้หนึ่งกำลังจับจ้องมองนางอยู่ด้วยความสนใจ...
พอตัดใจได้แล้วความรู้สึกที่เคยหนักอึ้งก็พลันเบาบางลง ความระทมทุกข์ที่เคยสะกดกั้นเอาไว้อยู่ๆ ก็พลันสลายไป เฝิงหมิงเยวี่ยไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่นางยืนมององค์รัชทายาทแต่งงานไปกับคนอื่นโดยที่ตนเองไม่ได้รู้สึกเสียใจ แม้ว่าจะไม่เคยคาดคิดเอาไว้แต่วันนี้นางได้เผชิญหน้ากับเหตุการณ์นี้แล้ว และนางก็สามารถผ่านพ้นความเจ็บปวดไปได้แล้วด้วย แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีบาดแผลจนชุ่มโชกหัวใจแต่วันนี้ตอนที่นางยกมือขึ้นมาทาบทับที่หน้าอกก็พบว่าหัวใจของนางยังคงเต้นตามปกติ ไม่ได้จะเป็นจะตายอย่างที่นางเคยคาดคิดเอาไว้
“ท่านพ่อ ข้าจะต้องล้างมลทินให้ท่านให้ได้” นางพึมพำออกมาเพื่อบอกตนเองว่าสิ่งที่นางควรจะให้ความสนใจก็คือการช่วยล้างมลทินให้แก่บิดา ปัดข้อกล่าวหาที่ถูกยัดเยียดมาให้อย่างไม่เป็นธรรม แล้วหลังจากนั้นนางและบิดาก็จะออกจากเมืองหลวงกลับไปใช้ชีวิตที่หัวเมืองชายแดนไม่หวนกลับเข้ามาในเมืองหลวงอีก
