บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 อำนาจในมือ

ภาพฝันในวัยเยาว์ที่เคยงดงามแต่ยามนี้กลับกลายเป็นความเย็นชาที่ล่องลอยอบอวลอยู่ในอากาศ เฝิงหมิงเยวี่ยคือสตรีที่งดงามที่สุดในพระทัยขององค์รัชทายาท แม้ว่ายามนี้สกุลของนางจะตกต่ำไปแล้วแค่เพราะความงามและความผูกพันที่เคยมีทำให้องค์รัชทายาทไม่อาจจะตัดพระทัยทอดทิ้งนางได้ดังที่ควรจะเป็น

“หมิงเยวี่ย เจ้าอาจจะต้องทนน้อยเนื้อต่ำใจในช่วงแรก แต่เจ้าเชื่อข้าเถิดว่า หากวันใดฐานะของข้าในราชสำนักมั่นคง ข้าจะต้องมอบฐานะพระชายาเอกให้เจ้าแน่ เจ้าน่าจะรู้ดีนะหมิงเยวี่ยว่าในใจข้ามีแค่เพียงเจ้าเพียงเท่านั้น”

“หม่อมฉันไม่รู้หรอกเพคะว่ายามนี้ในพระทัยขององค์รัชทายาทมีหม่อมฉันหรือไม่ แต่ตำแหน่งพระชายาเอกกับพระชายารองมันแตกต่างกัน หม่อมฉันเคยพูดแล้วว่าต่อให้วันหน้าองค์รัชทายาทจะต้องรับสตรีอื่นเข้าตำหนักอีกสักกี่สิบคนหม่อมฉันก็ยอมรับได้ ขอแค่เพียงตำแหน่งที่สูงที่สุดในฐานะพระชายาขององค์รัชทายาทจะต้องเป็นของหม่อมฉันจะต่ำศักดิ์ลงมาเพียงขั้นเดียวก็ไม่ได้”

เฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกเจ็บช้ำ นางเคยคิดอย่างโง่เขลาว่าผู้สูงศักดิ์อย่างองค์รัชทายาทไม่มีทางมีนางได้แค่เพียงคนเดียว ขอแค่เพียงนางมีตำแหน่งสูงสุดในตำหนักในก็จะไม่มีผู้ใดกล้ารังแกนาง แต่ยามนี้นางตาสว่างแล้ว ตำแหน่งใดๆ ที่จะได้รับไม่สำคัญเท่าตำแหน่งในพระทัยของผู้สูงศักดิ์ที่ยืนอยู่ตรงหน้า พอถูกมองว่านางไม่มีค่าพอคนที่สามารถรังแกนางได้ก็คือเขา

“หมิงเยวี่ย ปกติแล้วเจ้าเป็นคนที่รู้ความมากที่สุด สถานะของเจ้าในยามนี้จะเป็นพระชายาเอกของข้าได้อย่างไร”

“ในเมื่อเป็นพระชายาเอกไม่ได้ หม่อมฉันก็จะไม่ขอเป็นพระชายาของพระองค์ องค์รัชทายาทเสด็จกลับเถิดเพคะและทรงวางพระทัยได้หลังจากนี้หม่อมฉันจะไม่ไปกวนพระทัยขององค์รัชทายาทอีก ขอแสดงความยินดีกับพิธีอภิเษกที่กำลังจะจัดขึ้นล่วงหน้านะเพคะ” เมื่อเฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยเช่นนี้องค์รัชทายาทหลี่ไท่หยางก็ทรงส่ายพระพักตร์แล้วตรัสออกมาด้วยพระสุรเสียงที่เต็มไปด้วยความเสียพระทัย

“หมิงเยวี่ย หากเจ้าไม่เข้าตำหนักบูรพาแล้วเจ้าจะทำอย่างไร ท่านพ่อของเจ้าก็ถูกคุมขังอยู่วันหน้าก็ไม่รู้ว่าจะต้องได้รับโทษอันใดบ้าง พี่ชายของเจ้าก็ไม่อยู่แล้ว สตรีที่งดงามเช่นเจ้าจะอยู่ตามลำพังในจวนอันเปลี่ยวร้างได้อย่างไร”

“หม่อมฉันก็อยู่ที่นี่มาได้ตั้งหลายวันมิใช่หรือเพคะ” เมื่อนางเอ่ยเช่นนี้องค์รัชทายาทหลี่อวิ๋นหยางก็ทรงส่ายพระพักตร์ในทันที

“เป็นเพราะข้าส่งคนมาคอยคุ้มกันเจ้าต่างหาก หมิงเยวี่ยเจ้าอดทนอีกสักหน่อยเถิด หลังผ่านพ้นพิธีอภิเษกไปแล้วข้าจะมารับเจ้าเข้าตำหนักบูรพา” คำพูดขององค์รัชทายาททำให้เฝิงหมิงเยวี่ยเลิกคิ้วขึ้น นางมีผู้คุ้มกันที่มาจากค่ายมังกรดำคอยคุ้มกันอยู่ หากมีผู้อื่นมาคอยคุ้มกันนางเพิ่มผู้คุ้มกันของนางจะต้องมาแจ้งให้นางรู้ แต่ตั้งแต่นางถูกขับออกจากจวนกั๋วกงผู้คุ้มกันของนางล้วนติดตามอารักขานางอย่างใกล้ชิด นางมั่นใจว่าหากมีผู้อื่นมาคอยคุ้มกันความปลอดภัยให้นาง พวกเขาจะต้องรีบมาแจ้งให้นางรู้

“ผู้คุ้มกันหรือเพคะ ฝ่าบาททรงแน่พระทัยหรือ” เมื่อเฝิงหมิงเยวี่ยถามเช่นนี้องค์รัชทายาทหลี่ไท่หยางก็ทรงนิ่วพระพักตร์แล้วสุดท้ายจึงได้ตรัสออกมาตามตรง

“ยามนี้ข้าไม่อาจจะออกหน้าปกป้องเจ้าได้อย่างออกนอกหน้า คนที่ข้าส่งมาจึงเป็นคนของจวนอัครมหาเสนาบดี หมิงเยวี่ย! จางหว่านอวี๋นางเป็นคนรู้ความ นางรู้ดีว่าเป็นเจ้าที่อยู่ในใจข้า นางสัญญากับข้าแล้วว่านางจะไม่แย่งชิงกับเจ้า หากเจ้าเข้าตำหนักบูรพาเมื่อไหร่นางยินดีที่จะอยู่ร่วมกันกับเจ้าอย่างปรองดอง” เมื่อองค์รัชทายาทหลี่ไท่หยางตรัสออกมาเช่นนี้เฝิงหมิงเยวี่ยก็แค่นยิ้มออกมา

“หม่อมฉันกับจางหว่านอวี๋น่ะหรือเพคะที่จะสามารถปรองดองกันได้ องค์รัชทายาทไม่ทรงล่วงรู้ถึงความขัดแย้งระหว่างหม่อมฉันและนางจริงๆ หรือเพคะ” คำถามของเฝิงหมิงเยวี่ยทำให้องค์รัชทายาทหลี่ไท่หยางทรงส่ายพระพักตร์

“ข้าเคยคิดมาโดยตลอดว่าเจ้ารู้ความและสามารถเข้าใจเรื่องราวได้ง่าย แต่ยามนี้ข้าเห็นแล้วว่าข้าคิดผิด ช่างเถิด! เจ้าไม่เข้าใจข้าก็ไม่เป็นไร แต่ข้าขอบอกกับเจ้าเอาไว้ว่าหลังผ่านพิธีอภิเษกไปแล้วข้าจะส่งเกี้ยวมารับเจ้าเข้าตำหนักบูรพา แล้วหลังจากนั้นข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็นเองว่าข้าคนนี้สามารถทำได้อย่างที่เคยพูดเอาไว้” เมื่อตรัสจบองค์รัชทายาทก็สะบัดชายแขนเสื้อแล้วเสด็จจากไปทิ้งให้เฝิงหมิงเยวี่ยยืนมองเงาร่างของเขาด้วยสายตาอันพร่าเลือน

“ตงหลัน คนของค่ายมังกรดำได้แจ้งมาหรือไม่ว่ามีคนกลุ่มอื่นมาอารักขาข้า” เมื่อเฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยถามเช่นนี้ตงหลันที่ยืนนิ่งราวกับไม่มีตัวตนอยู่ทางด้านหลังรีบก้าวเข้ามาแล้วเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ไม่มีเจ้าค่ะ มีแต่รายงานว่ามีกลุ่มนักฆ่าที่มุ่งหมายจะเข้ามาปลิดชีพคุณหนูเจ้าค่ะ ตอนนี้พวกเขากำลังตามสืบอยู่เจ้าค่ะว่านักฆ่าเหล่านั้นถูกส่งมาจากผู้ใด” เมื่อตงหลันรายงานออกมาเช่นนี้เฝิงหมิงเยวี่ก็หัวเราะ หึหึ ออกมา

“สืบต่อไป! ข้าเองก็อยากจะรู้ว่าใช่ถูกส่งออกมาจากจวนของท่านอัครมหาเสนาบดีหรือไม่” เฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยออกมาพลางพยายามคิดทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างบิดาของนางและท่านอัครมหาเสนาบดี

‘แม้ว่าจะไม่ได้เรียกว่าศัตรูแต่ก็เรียกไม่ได้ว่าเป็นมิตรต่อกัน ขุนนางบู๊มักจะมีความขัดแย้งกับขุนนางบุ๋น ยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างข้าและจางหว่านอวี๋ยิ่งไม่ต้องพูดถึงขัดแย้งกันทั้งในที่ลับและที่แจ้ง... แต่ก็ไม่อาจจะพูดได้ว่านางจะสามารถยุยงให้บิดาของนางวางแผนใส่ความท่านพ่อของข้าได้’ เฝิงหมิงเยวี่ยยืนครุ่นคิดอยู่ในใจ ตอนนี้นางไม่คิดจะสนใจเรื่องตำแหน่งพระชายาองค์รัชทายาทแล้ว แม้ว่าจะรู้สึกเศร้าเสียใจมากเพียงใดก็ตาม สิ่งสำคัญในตอนนี้ก็คือทำอย่างไรจึงจะสามารถหาตัวคนที่วางแผนใส่ร้ายเพื่อจะได้สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้แก่บิดาของนางได้เพียงเท่านั้น

ค่ายมังกรดำคือกองทัพลับของสกุลเฝิง เจิ้งกั๋วเฝิงซวี่คือคนที่สร้างกองกำลังนี้ขึ้นมา เดิมทีค่ายมังกรดำอยู่ในการดูแลของเฝิงหมิงหยวน แต่พอเขาตายค่ายมังกรดำก็ย้ายมาอยู่ในความดูแลของเฝิงหมิงเยวี่ย หลายปีที่ผ่านมานางลักลอบทำการค้ากับกู้ชิงหรานมาโดยตลอด ผู้คนต่างรู้กันทั่วว่ากู้ชิงหรานอดีตฮูหยินน้อยจวนเจิ้งกั๋วกงสกุลเฝิงคือเศรษฐินีใหญ่ของแคว้น แต่ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่านอกจากกู้ชิงหรานแล้วเศรษฐินีที่มีเงินมากอีกคนก็คือเฝิงหมิงเยวี่ย

ตั้งแต่เฝิงหมิงเยวี่ยรับช่วงต่อเป็นคนดูแลค่ายมังกรดำ เหล่าทหารในค่ายก็ล้วนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่เพียงอาหารการกินและค่าตอบแทนจะดี แต่อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ล้วนเป็นของดีและมีคุณภาพ แม้ว่าการฝึกจะหนักขึ้นแต่เหล่าทหารในค่ายกลับไม่มีผู้ใดคิดบ่น ทุ่มเทแรงกายแรงใจรับใช้เฝิงหมิงเยวี่ยอย่างเต็มที่ ยามนี้กองทัพใหญ่ของสกุลเฝิงยังต้องเฝ้าระวังความปลอดภัยที่ชายแดน

ยิ่งแม่ทัพใหญ่อย่างเจิ้งกั๋วกงถูกปลดและถูกยึดตราแม่ทัพแล้วเช่นนี้กองทัพวิหคเพลิงยิ่งไม่อาจจะเคลื่อนไหวได้ เพราะหากพวกเขากล้าเคลื่อนกำลังพลแม้เพียงเล็กน้อย ข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏของแม่ทัพใหญ่ของพวกเขาจะกลายเป็นความจริงในทันที ถึงยามนั้นแม่ทัพใหญ่ที่ถูกขังอยู่ในคุกหลวงคงไม่อาจจะช่วยชีวิตได้แล้ว ยามนี้กองทัพวิหคเพลิงจึงราวกับถูกแช่แข็งไม่อาจจะเคลื่อนไหวได้ อำนาจในมือของเฝิงหมิงเยวี่ยจึงมีแค่เพียงค่ายมังกรดำและเงินทองในมือนางเพียงเท่านั้นที่จะสามารถช่วยให้บิดาของนางพ้นมลทินได้ …

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel