ตอนที่ 9 สะใภ้เพียงคนเดียวของสกุลเซี่ย
กลิ่นไอดินผสมความชื้นของหยาดฝนที่เพิ่งขาดเม็ดลอยอวลเข้ามาในโถงใหญ่ของจวนแม่ทัพ ลมต้นฤดูหนาวพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้สลักลาย หอบเอาความเย็นเยียบมากระทบผิว แต่บรรยากาศภายในห้องกลับหนาวสะท้านยิ่งกว่าอากาศภายนอกหลายเท่านัก
บ่าวไพร่กว่าสี่สิบชีวิตยืนก้มหน้าเรียงรายชิดกำแพง ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะผ่อนลมหายใจแรง ทุกสายตาหลุบต่ำมองเพียงปลายรองเท้าตนเอง ตรงกึ่งกลางโถง อดีตมหาแม่ทัพเซี่ยฉงซานนั่งตระหง่านอยู่บนเก้าอี้ไม้ไท่ซือตัวใหญ่ สองมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นเกาะกุมหัวไม้เท้าสลักลายพยัคฆ์แน่น ดวงตาฝ้าฟางแต่แฝงประกายคมกริบกวาดมองผู้คนรอบกายราวกับกำลังประเมินไพร่พลกบฏ
ด้านซ้ายมือ ฮูหยินเซี่ยผู้เป็นมารดาของแม่ทัพหนุ่มนั่งหน้าตึง รอยยิ้มประจบประแจงที่พยายามปั้นแต่งดูบิดเบี้ยว ถัดไปคือเซี่ยฉางเยวียนที่เพิ่งถูกเรียกตัวกลับมาจากค่ายทหารอย่างกะทันหัน คิ้วกระบี่ของเขาขมวดเข้าหากัน บ่งบอกถึงความหงุดหงิดระคนไม่เข้าใจ
เสียงฝีเท้าเนิบนาบดังขึ้นที่หน้าประตูโถง ดึงดูดทุกสายตาให้หันไปมอง
หลินอวี้เหยาก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา ร่างกายของนางยังคงอวบอ้วนท้วมหนา สวมเพียงชุดผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเข้มที่ดูเรียบง่ายจนแทบจะกลืนไปกับบ่าวชั้นสูง แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องชะงักงันคือท่วงท่าการเดิน แผ่นหลังของนางตั้งตรงดุจคันศร ศีรษะเชิดขึ้นเล็กน้อย กลิ่นอายรอบตัวสงบนิ่งแต่กดข่มผู้คนอย่างประหลาด ราวกับผู้ที่เดินเข้ามาไม่ใช่ฮูหยินท้ายจวนที่ถูกทอดทิ้ง แต่เป็นจอมทัพที่กำลังเดินเข้าสู่ท้องพระโรง
นางประสานมือย่อตัวคารวะชายชราตรงหน้าอย่างลื่นไหล ถูกต้องตามธรรมเนียมทุกกระเบียดนิ้ว
“ปู่เรียกคนมาพร้อมแล้ว” เซี่ยฉงซานเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงแหบพร่าแต่ดังก้องกังวาน “นั่งลงเถิดอวี้เหยา วันนี้ข้ามีเรื่องต้องสะสางให้กระจ่าง”
บ่าวชายรีบยกเก้าอี้มาวางให้นางทางฝั่งขวา หลินอวี้เหยาทรุดตัวลงนั่งอย่างสง่าผ่าเผย ไม่หลบสายตาชิงชังของแม่สามี และไม่แม้แต่จะปรายตามองสามีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
เซี่ยฉงซานกระทุ้งไม้เท้าลงกับพื้นหินอ่อนเสียงดังสนั่น “พวกเจ้าจงเบิกหูฟังให้ดี สตรีที่นั่งอยู่ตรงนี้คือหลินอวี้เหยา หลานสาวเพียงคนเดียวของหลินเจิ้งอัน ผู้เป็นพี่ชายร่วมสาบานและผู้มีพระคุณช่วยชีวิตข้า หากไม่มีตระกูลหลินสละผลงานและเสี่ยงตายลากข้าออกจากกองเพลิงในศึกอุดร ป่านนี้ย่อมไม่มีมหาแม่ทัพเซี่ย ไม่มีจวนหลังใหญ่โตให้พวกเจ้าได้เสวยสุข”
ชายชรากวาดสายตามองไปทางฮูหยินเซี่ยและบ่าวไพร่จากเรือนหลัก “แต่ช่วงเวลาเพียงปีกว่าที่ข้าขึ้นเขาไปถือศีล พวกเจ้ากลับเหยียบย่ำสายเลือดของผู้มีพระคุณ ขับไล่นางไปอยู่เรือนซอมซ่อท้ายจวน ริบป้ายดูแลเรือน ตัดลดเงินเดือน ปล่อยให้บ่าวไพร่ชั้นต่ำชี้หน้าด่าทอนางตามอำเภอใจ นี่หรือคือวิถีของตระกูลที่สืบทอดคุณธรรมการทหาร”
ฮูหยินเซี่ยหน้าซีดเผือด รีบผุดลุกขึ้น “ท่านพ่อ โปรดฟังข้าอธิบายก่อนเจ้าค่ะ ข้ามิได้กลั่นแกล้งนาง แต่นางทำตัวไม่เหมาะสมเองต่างหาก”
“หุบปาก” เซี่ยฉงซานตวาดแทรก “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าขอสั่งให้ย้ายอวี้เหยากลับมาอยู่ที่เรือนใหญ่ค่างซิน คืนสินเดิมทุกชิ้นที่พวกเจ้ายึดไปกลับมาให้หมด และเปิดคลังบัญชีของจวนย้อนหลังสามปีให้นางตรวจสอบ ข้าขอประกาศต่อหน้าวิญญาณบรรพชน ว่าหลินอวี้เหยาคือฮูหยินเอก และเป็นหลานสะใภ้เพียงคนเดียวที่ข้ายอมรับ หากผู้ใดบังอาจข้ามหน้านางอีก ข้าจะใช้กฎตระกูลฟาดมันให้ตายคามือ”
คำประกาศนั้นเปรียบเสมือนอสนีบาตฟาดลงกลางห้องโถง
“ท่านพ่อ ข้าไม่ยอมรับเด็ดขาด” ฮูหยินเซี่ยแผดเสียงแหลม ความโกรธทำให้ลืมความเกรงกลัวจนสิ้น “ท่านจะมอบอำนาจให้สตรีเช่นนี้ได้อย่างไร นางไร้ความสามารถ วันๆ เอาแต่กินจนร่างกายอ้วนฉุเป็นที่ขบขันของคนทั้งเมืองหลวง กิริยาหรือก็หยาบกระด้าง ทั้งยังหึงหวงริษยา คอยหาเรื่องระรานผู้มีพระคุณของฉางเยวียนจนบ้านช่องไม่สงบสุข ให้นางดูแลเรือนใน จวนสกุลเซี่ยมิพังพินาศหรือเจ้าคะ”
เซี่ยฉางเยวียนพยักหน้าเห็นด้วยกับมารดา เขามองภรรยาเอกด้วยสายตาเย็นชา “ท่านปู่ เรื่องนี้ท่านแม่กล่าวถูกต้อง อวี้เหยาไม่มีความรู้เรื่องการจัดการบัญชีหรือการปกครองคน การมอบอำนาจให้นางรังแต่จะสร้างความวุ่นวาย”
ท่ามกลางเสียงคัดค้าน หลินอวี้เหยาเพียงนั่งนิ่ง มุมปากของนางยกขึ้นน้อยๆ เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา สตรีผู้นี้ช่างกล้าหยิบยกรื่องรูปร่างและความหึงหวงมาเป็นข้ออ้างบังหน้าความเน่าเฟะของตนเอง
นางค่อยๆ ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กที่นางเขียนขึ้นจากความจำของหรงอันและร่องรอยในเรือนท้ายจวนออกมาวางบนโต๊ะชาข้างกาย
“ท่านแม่บอกว่าข้าไร้ความสามารถ และชอบสร้างความวุ่นวายงั้นหรือ” น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่กังวานใสจนกลบเสียงลมด้านนอก “เช่นนั้น ข้าขอรบกวนเวลาทุกท่าน ฟังรายการความวุ่นวายที่ข้าสร้างขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาเสียหน่อย”
นางคลี่กระดาษหน้าแรกออก กวาดสายตามองตัวอักษรอย่างใจเย็น
“เดือนยี่ ปีที่แล้ว บัญชีกองกลางเบิกจ่ายค่าผ้าไหมเหมยฮวาห้าพับ และเครื่องประดับทองคำฝังอัญมณีสองชุด ระบุว่านำมามอบให้ฮูหยินเอกเพื่อใช้ตัดชุดรับวสันตฤดู แต่ผ้าที่ส่งไปถึงเรือนท้ายจวน กลับเป็นผ้าฝ้ายสีซีดเพียงสองพับ และไม่มีเครื่องประดับแม้แต่ชิ้นเดียว”
ฮูหยินเซี่ยชะงัก ชำเลืองมองจางมามาที่ยืนตัวสั่นอยู่ด้านหลัง
หลินอวี้เหยาพลิกกระดาษหน้าถัดไป “เดือนสี่ เบิกค่ายาสมุนไพรและค่ารักษากุมารแพทย์สำหรับเด็กแฝด เป็นเงินแปดสิบตำลึงเงิน แต่ยาสมุนไพรที่ส่งมาให้ข้าต้มดื่ม กลับเป็นเพียงเศษกากยาที่ถูกต้มจนเจือจาง ส่วนเงินแปดสิบตำลึงนั้นหายไปที่ใด”
เสียงของนางไม่ได้ดุดัน แต่ทุกถ้อยคำตอกลึกลงไปในโสตประสาทของผู้ฟัง นางอ่านรายการเบิกจ่าย ทั้งเงินรายเดือน ค่าถ่านในฤดูหนาว ค่าอาหารบำรุง และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดที่ถูกเบิกในชื่อของนาง แต่ของเหล่านั้นกลับไม่เคยตกถึงมือเจ้าของร่างเดิมเลยแม้แต่น้อย
“รวมรายการเบิกจ่ายที่ระบุชื่อข้าตลอดสามปี เป็นเงินทั้งสิ้นสี่พันห้าร้อยตำลึงเงิน” หลินอวี้เหยาเงยหน้าขึ้น สบตากับแม่สามีด้วยแววตาคมกริบ “ท่านแม่ ท่านช่วยบอกข้าทีเถิด ว่าสตรีที่วันๆ เอาแต่กินผักต้มและสวมเสื้อผ้าเก่าขาด จะผลาญเงินสี่พันห้าร้อยตำลึงเงินไปกับการสร้างความวุ่นวายใดได้บ้าง”
ห้องโถงตกอยู่ในความเงียบงัน บ่าวไพร่เริ่มลอบมองหน้ากันไปมา
“นั่นมัน... อาจจะเป็นความผิดพลาดของพ่อบ้านที่ลงบัญชีผิด” ฮูหยินเซี่ยแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แผ่นหลังเริ่มชื้นเหงื่อ “เจ้าอย่ามากล่าวหาข้าลอยๆ”
“ข้าย่อมไม่กล่าวหาผู้ใดลอยๆ” หลินอวี้เหยาหยิบกระดาษอีกแผ่นออกมา “ข้าได้ลองสืบเส้นทางการเงินของร้านผ้าและร้านยาที่จวนเราทำสัญญาสั่งซื้อประจำ พบว่าร้านผ้าจินซิ่วและร้านยาถงอัน ล้วนมีรายชื่อหุ้นส่วนใหญ่คือ ไป๋กั๋วฟู่ น้องชายแท้ๆ ของท่านแม่ เงินสี่พันกว่าตำลึงที่ถูกเบิกในชื่อข้า แท้จริงแล้วถูกยักย้ายถ่ายเทไปหล่อเลี้ยงร้านค้าของตระกูลไป๋ นี่คือความสามารถในการบริหารเรือนในที่ท่านภาคภูมิใจใช่หรือไม่”
“เจ้า นังคนกำเริบ” ฮูหยินเซี่ยโกรธจนหน้าเขียวคล้ำ ชี้หน้านางด้วยมือที่สั่นระริก “เจ้ากล้าป้ายสีข้าต่อหน้าท่านพ่อเชียวหรือ”
เซี่ยฉงซานกระแทกไม้เท้าลงพื้นอีกครั้ง “พอได้แล้ว”
ชายชรามอบสายตาผิดหวังอย่างรุนแรงให้ลูกสะใภ้ ก่อนจะหันมามองหลินอวี้เหยาด้วยแววตาชื่นชม ความรอบคอบในการสืบหาหลักฐานและจังหวะการนำเสนอของนาง ช่างเฉียบขาดยิ่งนัก เขาปลดป้ายไม้หอมสลักลายพยัคฆ์คู่ ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์อำนาจสูงสุดในการดูแลคลังและบ่าวไพร่ของจวนออกจากเอว แล้วนำมาวางตรงหน้านาง
“อวี้เหยา เจ้าพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสติปัญญาของเจ้าไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ใด ป้ายอำนาจนี้ ข้ามอบให้เจ้า นับแต่วันนี้ บัญชีและบ่าวไพร่ทั้งหมดจงอยู่ใต้การควบคุมของเจ้า”
บ่าวไพร่ต่างเบิกตากว้าง ไม่มีใครคาดคิดว่าฮูหยินที่ถูกเหยียบย่ำมาตลอด จะพลิกกลับมาถืออำนาจสูงสุดได้ในวันเดียว
แต่หลินอวี้เหยากลับไม่ได้ยื่นมือออกไปรับป้ายไม้นั้น นางประสานมือคารวะชายชราอีกครั้ง
“ขอบพระคุณท่านปู่ที่เมตตาและเชื่อใจ แต่ข้าไม่อาจรับป้ายนี้ไว้ได้ในตอนนี้”
คำปฏิเสธของนางทำให้ทุกคนประหลาดใจ แม้แต่เซี่ยฉางเยวียนยังขมวดคิ้ว เขาคิดว่านางจะรีบตะครุบอำนาจไว้เพื่อแก้แค้นมารดาของเขาเสียอีก
“เหตุใดเล่า” เซี่ยฉงซานถาม
“บัญชีของจวนสกุลเซี่ยในยามนี้ รั่วไหลและเต็มไปด้วยช่องโหว่” หลินอวี้เหยาตอบอย่างฉะฉาน “หากข้ารับอำนาจมาในวันนี้ ย่อมเท่ากับข้าต้องรับผิดชอบหนี้สินและตัวเลขขาดดุลที่ผู้อื่นก่อไว้ตลอดหลายปี ข้าเป็นเพียงสตรีโง่งมในสายตาผู้อื่น มิกล้ารับเผือกร้อนก้อนนี้มาลวกมือตนเอง ข้าขอเพียงสิทธิ์ในการตรวจสอบบัญชีย้อนหลังทั้งหมดให้กระจ่างชัด เมื่อสะสางตัวเลขเก่าจนสะอาดหมดจดแล้ว ข้าจึงจะกล้ารับป้ายอำนาจนี้เพื่อเริ่มนับหนึ่งใหม่”
เซี่ยฉงซานนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะดังก้อง “ดี ดีมาก รู้จักป้องกันตนเอง ไม่หลงระเริงไปกับอำนาจตรงหน้า สมกับเป็นหลานของท่านพี่หลิน ข้าอนุญาตตามที่เจ้าขอ”
“ท่านปู่ ท่านจะปล่อยให้นางทำตามใจชอบไม่ได้”
เซี่ยฉางเยวียนทนดูต่อไปไม่ไหว เขาก้าวออกมาขวางตรงกลางห้อง ใบหน้าหล่อเหลาถมึงทึง เขามองภรรยาเอกด้วยสายตาผิดหวัง “อวี้เหยา เจ้ากำลังใช้ความเมตตาของท่านปู่เป็นเครื่องมือ เจ้าหยิบยกบุญคุณของตระกูลหลินมาอ้าง เพื่อหาผลประโยชน์และแย่งชิงอำนาจจากท่านแม่ การตรวจสอบบัญชีของเจ้าก็เพื่อหาทางกลั่นแกล้งและบีบบังคับคนในจวนเท่านั้น”
หลินอวี้เหยาช้อนตาขึ้นมองสามี ความเย็นชาในดวงตาของนางทำเอาแม่ทัพหนุ่มสะดุ้ง บุรุษผู้นี้เก่งกาจในการศึก แต่ในสนามรบเรือนหลัง เขากลับโง่งมจนน่าสมเพช
ยังไม่ทันที่นางจะโต้ตอบ เสียงลมแหวกอากาศก็ดังก้องขึ้น
เพียะ
ไม้เท้าสลักลายพยัคฆ์ฟาดลงบนแผ่นหลังกว้างของเซี่ยฉางเยวียนอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น แม่ทัพหนุ่มเซถลาไปข้างหน้าเล็กน้อย ทรุดเข่าลงข้างหนึ่งด้วยความเจ็บปวดที่แล่นปราดเข้ากระดูก
“ท่านพ่อ” ฮูหยินเซี่ยกรีดร้อง ปราดเข้าไปประคองบุตรชาย
เซี่ยฉงซานยืนหอบหายใจ มือที่ถือไม้เท้าสั่นเทาด้วยความโกรธจัด เขาชี้หน้าหลานชายแท้ๆ ของตนเอง
“เจ้าตัวบัดซบ เจ้ากล้าพูดว่านางใช้บุญคุณมาหาผลประโยชน์งั้นหรือ ข้าขอถามเจ้าสักคำ ในฐานะผู้บัญชาการทหาร เจ้าเคยสอนลูกน้องว่าจงเชื่อถือหลักฐานมากกว่าคำคน แต่ในฐานะสามี ตลอดเจ็ดปีที่ภรรยาของเจ้าถูกไล่ไปอยู่ท้ายจวน ถูกตราหน้าว่าเกียจคร้านและเลวร้าย เจ้าเคยเดินไปดูนางสักครั้งหรือไม่ เจ้าเคยตรวจสอบความจริงด้วยตาตนเองสักครั้งหรือไม่”
ชายชรากระแทกไม้เท้าลงพื้นอีกครั้ง “เจ้าไม่เคยเลย เจ้าหูเบาเชื่อคำยุยงของสตรี ปล่อยให้ภรรยาถูกรังแกจนแทบเอาชีวิตไม่รอด แล้ววันนี้เจ้ายังมีหน้ามากล่าวหานางว่าฉวยโอกาสอีกหรือ หากนางต้องการฉวยโอกาส นางคงฟ้องร้องขอหย่าและประจานความเน่าเฟะของพวกเจ้าให้คนทั้งเมืองหลวงรู้ไปนานแล้ว”
คำด่าทอของปู่เหมือนค้อนเหล็กทุบลงกลางใจของเซี่ยฉางเยวียน เขาเงยหน้าขึ้นมองหลินอวี้เหยา ภาพรอยช้ำสีม่วงคล้ำที่ท้ายทอยและข้อมือของนางเมื่อหลายวันก่อนวาบเข้ามาในหัว เขาไม่เคยไปดูนางจริงๆ ทุกสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับนาง ล้วนมาจากคำบอกเล่าของมารดาและไป๋เหลียนซินทั้งสิ้น
ความรู้สึกผิดและสับสนตีรวนขึ้นมาในอก แต่ทิฐิของบุรุษทำให้เขาทำได้เพียงกัดฟันแน่น ไม่เอ่ยคำใดออกมา
“ไสหัวออกไปให้หมด” เซี่ยฉงซานตวาดไล่ “ใครกล้าขัดขวางการตรวจบัญชีของอวี้เหยา ข้าจะตัดรายชื่อมันออกจากผังตระกูล”
ฮูหยินเซี่ยประคองบุตรชายเดินออกจากโถงไปด้วยความเคียดแค้น บ่าวไพร่ต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนด้วยความหวาดกลัว ทิ้งให้ห้องโถงใหญ่เหลือเพียงความเงียบงัน
หลินอวี้เหยาเดินเข้าไปประคองชายชราให้นั่งลง ช่วยนวดเฟ้นที่จุดชีพจรเพื่อคลายความโกรธ “ท่านปู่โปรดถนอมสุขภาพด้วย อย่าได้โมโหจนโรคเก่ากำเริบเลย”
“ข้าผิดหวังในตัวเขานัก” เซี่ยฉงซานถอนหายใจยาว หลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า “อวี้เหยา เจ้าจงทำตามที่เจ้าเห็นสมควรเถิด ปู่จะคอยหนุนหลังเจ้าเอง”
คืนนั้น เรือนค่างซินที่เคยถูกปิดตายมานานถูกทำความสะอาดจนหมดจด หลินอวี้เหยาย้ายเข้ามาพร้อมกับหรงอัน กองหนังสือบัญชีนับร้อยเล่มถูกขนมาวางเรียงรายบนโต๊ะทำงาน กลิ่นกระดาษเก่าและหมึกจีนลอยคลุ้งในอากาศ
อดีตจักรพรรดินีผู้เคยจัดการฎีกาแผ่นดินนับพันฉบับ การสะสางบัญชีเรือนหลังแค่นี้ย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็น นางจุดตะเกียงน้ำมัน พลิกหน้ากระดาษอ่านตัวเลขและรอยลบแก้ด้วยสายตาที่เฉียบคมราวกับพญาเหยี่ยว
ผ่านไปกว่าสองชั่วยาม ขณะที่นางกำลังไล่ตรวจบัญชีการจัดซื้อของห้องยา สายตาก็สะดุดเข้ากับเล่มสมุดปกสีน้ำเงินเข้มที่ถูกซ่อนอยู่ใต้ก้นลัง มันไม่ใช่บัญชีเปิดเผย แต่เป็นบัญชีลับที่ลงบันทึกด้วยหมึกสีแดง
นางพลิกเปิดดู รายการในหน้าแรกระบุถึงการสั่งซื้อสมุนไพรหลายชนิด หญ้าหยาดน้ำค้าง รากกลืนโลหิต และผลเหมันต์ สมุนไพรเหล่านี้หากใช้แยกกันคือยาบำรุง แต่เมื่อนำมารวมกันและต้มดื่มติดต่อกันเป็นเวลานาน มันคือยาพิษที่ทำลายระบบเผาผลาญ ทำให้ร่างกายกักน้ำ บวมอ้วน และเหนื่อยหอบจนหัวใจล้มเหลว
หัวใจของหลินอวี้เหยาเต้นแรงขึ้น นางไล่นิ้วดูวันที่ของการสั่งซื้อครั้งแรกสุด
เดือนแปด ปีอู่เฉิน...
มันคือเดือนเดียวและปีเดียวกับที่เจ้าของร่างเดิมคลอดบุตรฝาแฝด
นางพลิกหน้ากระดาษต่อไป การสั่งซื้อสมุนไพรชุดนี้เกิดขึ้นทุกเดือน ต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน รวมเวลาทั้งสิ้นเจ็ดปีเต็ม
ความเย็นเยียบแล่นปราดไปทั่วแผ่นหลัง ไม่ใช่แค่ความหนาวจากลมกลางคืน แต่มันคือความน่าสะพรึงกลัวของแผนการที่ถูกซ่อนไว้ใต้พรม การวางยาพิษนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่มเมื่อไป๋เหลียนซินกลับเข้าเมืองหลวง แต่มันเริ่มต้นมาตั้งแต่เจ็ดปีก่อน ตั้งแต่วันที่เด็กฝาแฝดลืมตาดูโลก
ผู้ใดกันที่จงใจทำลายสตรีไร้ทางสู้ผู้นี้อย่างเลือดเย็นและอดทนยาวนานถึงเพียงนี้
หลินอวี้เหยาพับสมุดบัญชีลับเก็บไว้ในอกเสื้อ นัยน์ตาหงส์ทอประกายวาวโรจน์ท่ามกลางแสงตะเกียงสลัว ดูกระดานหมากในจวนแม่ทัพแห่งนี้ จะมีศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดลึกซึ้งกว่าสตรีบอบบางที่ชอบบีบน้ำตาผู้นั้นเสียแล้ว