บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 8 การกลับมาของอดีตมหาแม่ทัพ

ละอองฝนเม็ดเล็กทิ้งตัวลงมากระทบหลังคากระเบื้อง กลิ่นไอดินผสมความชื้นลอยอวลไปทั่วบริเวณ ลมต้นฤดูหนาวหอบเอาความเย็นเยียบพัดผ่านกำแพงจวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน

รถม้าไม้เก่าซอมซ่อคันหนึ่งจอดเทียบประตูด้านหลัง ชายชราในชุดผ้าฝ้ายสีมอซอสวมหมวกสานก้าวลงมาอย่างเงียบเชียบ หากไม่สังเกตแววตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวกับรอยแผลเป็นทางยาวที่พาดผ่านแก้มซ้าย คงไม่มีใครเชื่อว่าตาเฒ่าท่าทางธรรมดาผู้นี้ คืออดีตมหาแม่ทัพเซี่ยฉงซาน ผู้เคยเขย่าขวัญศัตรูทั่วแคว้น

เขาปลีกวิเวกไปถือศีลบนเขาหลบหนีความวุ่นวายทางโลกมาปีกว่า ตั้งใจกลับมาเงียบๆ ไม่ส่งคนมาแจ้งล่วงหน้า หวังจะดูว่ายามที่พยัคฆ์เฒ่าไม่อยู่ในถ้ำ คนในจวนสกุลเซี่ยดูแลจัดการบ้านเรือนกันอย่างไร

ชายชราผลักประตูไม้บานเล็กเดินเข้าไปตามทางเดินหินปู แค่ก้าวผ่านเขตเรือนซักล้าง หูที่ยังไวต่อเสียงรอบข้างก็แว่วได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของกลุ่มสาวใช้ที่กำลังนั่งซักผ้าขี้ริ้วอยู่ริมบ่อน้ำ

“ป่านนี้ฮูหยินอ้วนท้ายจวนคงหิวโซจนไส้กิ่วแล้วกระมัง เมื่อเช้าข้าเห็นคนของครัวใหญ่ตักข้าวต้มใสแจ๋วส่งไปให้ ถ้วยแค่นั้นจะพอยาไส้อะไร” สาวใช้หน้าตกกระแอมหัวเราะ

“ก็สมควรแล้ว!” อีกคนเบ้ปาก มือขยี้ผ้าอย่างเมามัน “ริอ่านปีนเกลียวขัดคำสั่งฮูหยินผู้เฒ่า ทั้งยังกล้าอาละวาดใส่คุณหนูไป๋ สตรีไร้ค่าที่โดนริบป้ายดูแลเรือน แถมสินเดิมยังถูกสูบไปจนเกลี้ยงหีบขนาดนั้น มีสิทธิ์อะไรมาทำหยิ่งยโส ถูกไล่ไปอยู่เรือนซอมซ่อท้ายจวนน่ะเหมาะกับนางหมูตอนนั่นที่สุดแล้ว”

“ได้ยินว่าข้าวของมีค่าในเรือนนั้น จางมามาก็ยึดมาแบ่งให้พวกเราตั้งหลายชิ้น ข้าล่ะชอบใจนัก”

บทสนทนานั้นหยุดชะงักลงกะทันหัน เมื่อเงาดำสายหนึ่งทอดทับลงบนแผ่นหลังของพวกนาง สาวใช้ทั้งสามหันขวับไปมอง ก่อนจะเบิกตากว้างจนแทบถลน ร่างกายสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ รีบหมอบกราบลงกับพื้นโคลนแฉะๆ

“ท...นายท่านผู้เฒ่า!”

เส้นเลือดบนขมับของเซี่ยฉงซานปูดโปน มือกร้านศึกที่กำไม้เท้าไม้เท้าสลักหัวพยัคฆ์สั่นสะท้าน ชายชราไม่ได้เอ่ยคำใด เขาเพียงปรายตามองเศษสวะที่บังอาจนินทานายจ้าง แล้วหันหลังก้าวเดินตรงไปยังเรือนหลักด้วยโทสะที่พวยพุ่งดั่งภูเขาไฟไฟใกล้ปะทุ

ตลอดทางที่เดินผ่าน บ่าวไพร่ที่เห็นต่างพากันคุกเข่าตัวสั่นงันงก พ่อบ้านใหญ่ที่กำลังจิบชาอย่างสบายอารมณ์อยู่หน้าโถงรับรอง พอเห็นร่างของนายท่านผู้เฒ่าเดินอาดๆ เข้ามาก็แทบจะสำลักน้ำร้อน รีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารับหน้า

“นายท่าน! เหตุใดไม่ส่งข่าวมาล่วงหน้าขอรับ บ่าวจะได้จัดรถม้า...”

พลั่ก!

ไม้เท้าไม้เนื้อแข็งฟาดเปรี้ยงลงบนหลังของพ่อบ้านใหญ่ เสียงกระดูกลั่นดังกรอบ ชายวัยกลางคนร้องเสียงหลง ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น เอามือกุมหลังบิดเร่าด้วยความเจ็บปวด

“พวกบ่าวสวะ!” เสียงคำรามของมหาแม่ทัพดังกึกก้องไปทั่วจวน “ข้าไม่อยู่แค่ปีเดียว พวกเจ้ากล้าปล่อยให้คนรังแกหลานสะใภ้ข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ ใครให้สิทธิ์พวกเจ้าไล่นางไปอยู่ท้ายจวน ใครให้สิทธิ์พวกเจ้ายึดสินเดิมนาง!”

พ่อบ้านใหญ่หน้าซีดเผือด เหงื่อแตกพลั่ก ละล่ำละลักแก้ตัว “น...นายท่านผู้เฒ่า บ่าวเปล่านะขอรับ เป็นคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยินน้อยทำตัวไม่เหมาะสม...”

“หุบปาก!” เซี่ยฉงซานใช้ปลายไม้เท้าชี้หน้าพ่อบ้าน “ตอนที่ข้าเกือบตายกลางสมรภูมิ หากไม่ได้หลินเจิ้งอันปู่ของอวี้เหยาช่วยเอาบังเหียนม้าลากข้าออกมา ทั้งยังยอมสละความดีความชอบให้ ข้าจะมีชีวิตรอดกลับมาสร้างจวนหลังนี้ได้หรือ บุญคุณยิ่งใหญ่ปานขุนเขา แต่พวกเจ้ากลับตอบแทนหลานสาวสายเลือดเดียวของเขาด้วยการเหยียบย่ำศักดิ์ศรี ปล่อยให้บ่าวไพร่หัวเราะเยาะ!”

ชายชรากระทุ้งไม้เท้าลงพื้นหินเสียงดังสนั่น ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเรือนท้ายจวน ทิ้งให้พ่อบ้านใหญ่นอนครวญครางอยู่บนพื้นโดยไม่มีใครกล้าเข้าไปพยุง

บรรยากาศที่เรือนท้ายจวนเงียบสงบตัดกับความวุ่นวายด้านนอกอย่างสิ้นเชิง

หยาดฝนเพิ่งขาดเม็ด ทิ้งคราบน้ำไว้บนใบไม้ที่ร่วงหล่นเต็มลานดิน หลินอวี้เหยากำลังฝึกเดินย่ำเท้าอยู่กลางลานกว้าง ร่างกายที่เคยเชื่องช้าเริ่มขยับตัวได้คล่องแคล่วขึ้น แต่ความเหนื่อยล้ายังคงเล่นงานอย่างหนัก

เหงื่อเม็ดโป้งผุดซึมเต็มหน้าผาก ไหลย้อยเข้าตาจนแสบ แต่สตรีอวบอ้วนไม่ได้หยุดพัก นางกัดฟันแน่น สูดอากาศชื้นๆ เข้าปอด ยกลำแขนขึ้นตั้งท่าตามสัญชาตญาณนักรบ ก้าวซ้ายพลิกขวา แม้ท่วงท่าจะดูเงอะงะเพราะก้อนเนื้อที่เกะกะ แต่มันกลับแฝงไปด้วยความดุดันและหนักแน่น

เซี่ยฉงซานหยุดยืนอยู่หน้าซุ้มประตูเรือนที่ผุพัง เขาคาดคิดว่าจะได้เห็นหลานสะใภ้นั่งร้องไห้ฟูมฟาย สภาพทรุดโทรมอมทุกข์ แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้ชายชราต้องชะงัก

สตรีผู้นั้นหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแห้งผาก ริมฝีปากแห้งผาก หอบหายใจแรงจนตัวโยน แต่กระดูกสันหลังของนางกลับตั้งตรงดุจทวนศัสตรา แววตาที่จ้องมองไปข้างหน้าไม่ได้มีเศษเสี้ยวของความขลาดกลัว มันมีแต่ความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งจนน่าขนลุก

หลินอวี้เหยาหูไว นางสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา จึงหยุดชะงักฝีเท้า หันขวับไปทางประตูเรือน ทันทีที่เห็นชายชราในชุดซอมซ่อ ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็ร้องเตือนบอกนางทันทีว่าบุคคลผู้นี้คือใคร

อดีตมหาแม่ทัพเซี่ยฉงซาน ผู้เดียวในจวนที่เคยดีกับหลินอวี้เหยา

นางไม่ได้แสดงอาการตกใจตื่นเต้น หรือวิ่งเข้าไปฟ้องร้องบีบน้ำตาอย่างที่สตรีทั่วไปพึงกระทำ หลินอวี้เหยาเพียงดึงแขนเสื้อลง ซับเหงื่อลวกๆ แล้วเดินเข้าไปประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมแต่ไม่อ่อนแอ

“ท่านปู่ กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ”

น้ำเสียงนั้นราบเรียบ สงบนิ่งเสียจนเซี่ยฉงซานรู้สึกแปลกใจ เขาเดินเข้ามาในลาน กวาดสายตามองสภาพเรือนที่ทรุดโทรม หลังคารั่วเป็นหย่อมๆ ประตูหน้าต่างสีลอกร่อน ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาในอก

“อวี้เหยา...” ชายชราถอนหายใจยาว “เจ้าลำบากถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่ให้คนส่งข่าวไปบอกข้าที่บนเขา หากข้ารู้ ข้าคงไม่ปล่อยให้คนพวกนั้นรังแกเจ้า”

หลินอวี้เหยาผายมือเชิญชายชราให้ไปนั่งที่โต๊ะหินใต้ต้นไม้ ก่อนจะรินน้ำชาที่เย็นชืดและมีเพียงใบชาชั้นเลวลอยหรอมแหรมส่งให้

“คนที่มองไม่เห็นความอยุติธรรม แม้นอนอยู่ใต้หลังคาเดียวกันก็ยังทำเป็นตาบอดหูหนวกได้” นางเอ่ยตอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่สนว่าคำพูดนั้นจะกระทบกระเทียบถึงผู้ใด “ส่วนท่านปู่ถือศีลอยู่ไกลถึงบนเขา ต่อให้ส่งข่าวไป ก็มีแต่จะสร้างความรุ่มร้อนใจให้เปล่าๆ ผู้ที่อยู่ไกลย่อมไม่สมควรต้องมารับผิดแทนคนที่อยู่ใกล้เจ้าค่ะ”

ถ้อยคำนั้นเด็ดขาดและเฉียบคม เซี่ยฉงซานนิ่งอึ้งไป เขาเพิ่งสังเกตหลานสะใภ้ผู้นี้อย่างเต็มตาเมื่อนางลดความอ้วนลงไปได้บ้าง เค้าโครงหน้าเดิมเริ่มปรากฏ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือบรรยากาศรอบตัวนาง มันไม่ใช่ความอ่อนโยนไร้เดียงสาอีกต่อไป แต่มันคือกลิ่นอายของผู้ที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน

ชายชรากระแทกจอกชาลงบนโต๊ะ “เหลวไหล! เจ้าเป็นหลานสะใภ้ที่ข้ายอมรับเพียงคนเดียว ในเมื่อข้ากลับมาแล้ว ข้าจะทวงความยุติธรรมให้เจ้าเอง ข้าจะสั่งโบยพวกบ่าวชั่ว แล้วให้ฮูหยินผู้เฒ่าคืนสินเดิมให้เจ้าทุกชิ้น!”

“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ”

คำปฏิเสธสวนกลับมาทันควัน ทำเอาแม่ทัพเฒ่าขมวดคิ้ว

หลินอวี้เหยาสบตาชายชรา นัยน์ตาหงส์ส่องประกายเยียบเย็น “หนี้ของข้า ข้าปรารถนาจะทวงคืนด้วยมือตนเอง ข้าไม่ต้องการให้ใครออกหน้าปกป้อง เพียงขอสิทธิ์จัดการคนที่ล้ำเส้นโดยไม่ให้ผู้ใดมาก้าวก่ายก็พอเจ้าค่ะ”

“เจ้าแน่ใจหรือ” เซี่ยฉงซานหรี่ตา “ศัตรูของเจ้าคือคนทั้งจวน แม้แต่สามีเจ้าก็ยังไม่เข้าข้างเจ้า เจ้าจะเอาชนะพวกเขาได้อย่างไร”

“ชัยชนะไม่ได้อยู่ที่จำนวนคน แต่อยู่ที่สติปัญญาและความเด็ดขาด” นางยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้ถูกมองรู้สึกหนาวสะท้าน “ท่านปู่รอดูเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะทำให้คนพวกนั้นรู้ว่า การรังแกสตรีที่ไม่มีทางสู้ ต้องจ่ายค่าตอบแทนราคาแพงเพียงใด”

เซี่ยฉงซานจ้องมองใบหน้าอวบอิ่มนั้นอย่างค้นหา ความกล้าหาญและวาจาฉะฉานเช่นนี้ เขาเคยเห็นจากสตรีเพียงคนเดียวในชีวิต สตรีผู้สวมเกราะดำขี่ม้านำทัพฝ่าค่ายกลศัตรูที่ด่านเยี่ยนเหมินเมื่อสามสิบปีก่อน ปฐมจักรพรรดินีเสิ่นจ้าวหรง

แต่อารมณ์ที่พลุ่งพล่านจากโทสะสะสมเมื่อครู่ ประกอบกับความตื่นเต้นที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของหลานสะใภ้ ทำให้โรคเก่าของแม่ทัพเฒ่ากำเริบขึ้นมากะทันหัน

จู่ๆ เซี่ยฉงซานก็หน้าซีดเผือด ยกมือขึ้นกุมหน้าอกซ้ายแน่น ลมหายใจขาดห้วง ร่างกายสูงใหญ่โงนเงนแทบจะหงายหลังตกเก้าอี้

“ท่านปู่!” หลินอวี้เหยาผุดลุกขึ้นทันที

ชายชราอ้าปากพะงาบๆ พยายามจะสูดอากาศเข้าปอด แต่ความเจ็บปวดแปลบปลาบราวกับมีมีดนับสิบเล่มแทงทะลุหัวใจทำให้เขาทำได้เพียงส่งเสียงครางฮือในลำคอ เหงื่อเย็นแตกพลั่กเต็มหน้าผาก

นี่คืออาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันจากบาดแผลเก่าที่เคยถูกลูกธนูยิงเฉียดขั้วหัวใจ!

หลินอวี้เหยาไม่เสียเวลาตะโกนเรียกบ่าวไพร่ นางพุ่งตัวเข้าไปประคองร่างชายชราให้นอนหงายราบลงบนพื้นหินที่เย็นเฉียบอย่างรวดเร็ว

“หรงอัน! ไปเอาเข็มเงินในลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งมาให้ข้า เร็วเข้า!” นางหันไปตะโกนสั่งสาวใช้ที่เพิ่งเดินถือถาดอาหารเข้ามา หรงอันตกใจทิ้งถาดวิ่งหน้าตั้งเข้าไปในห้อง

มืออวบอูมของหลินอวี้เหยาฉีกคอเสื้อชั้นนอกของเซี่ยฉงซานออกอย่างไม่อิดออด นิ้วชี้และนิ้วกลางของนางกดกระแทกลงบนจุดชีพจร ‘จิวกุย’ ที่กลางอกอย่างแรงและแม่นยำ พร้อมกับใช้อีกมือกดจุด ‘เน่ยกวาน’ ที่ข้อมือของชายชราเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต

“อย่าเกร็งหน้าอก” น้ำเสียงของนางเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ได้มีความอ่อนโยนของหลานสะใภ้อีกต่อไป แต่มันคือเสียงตะวาดก้องของจอมทัพที่กำลังออกคำสั่งทหารกลางสมรภูมิ “อ้าปาก หายใจเข้าลึกๆ อย่ากลั้นลมหายใจ”

เซี่ยฉงซานที่กำลังสติเลือนราง เบิกตากว้างมองสตรีที่กำลังค้ำคร่อมร่างเขาอยู่ แสงแดดที่ส่องลอดใบไม้ลงมาอาบไล้ใบหน้าของนาง ทำให้เงาที่ทอดทับลงมาดูน่าเกรงขามอย่างประหลาด

“มองตาข้า” หลินอวี้เหยาสั่งเสียงเฉียบขาด ดวงตาคมกริบสะกดให้เขานิ่งงัน “หายใจตามจังหวะนิ้วข้า... หายใจเข้า... หนึ่ง... สอง... สาม... ปล่อยออก...”

นิ้วที่กดนวดบนหน้าอกเคลื่อนไหวเป็นจังหวะหนักเบาสลับกันอย่างชำนาญ ชายชราเผลอสูดลมหายใจตามคำสั่งอย่างว่าง่าย ความเจ็บปวดที่หน้าอกคล้ายจะทุเลาลงเล็กน้อย เลือดลมที่เคยอุดตันเริ่มไหลเวียนกลับเข้าสู่หัวใจ

หรงอันวิ่งกระหืดกระหอบนำห่อเข็มเงินมาส่งให้ หลินอวี้เหยาดึงเข็มออกมารมไฟจากตะเกียงอันเล็กที่สาวใช้จุดเตรียมไว้ นางแทงเข็มลงบนจุดฝังเข็มรอบหน้าอกสามจุดด้วยความรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน ไม่มีอาการลังเลหรือสั่นเทาแม้แต่น้อย

เวลาผ่านไปชั่วอึดใจใหญ่ สีหน้าของเซี่ยฉงซานก็ค่อยๆ กลับมามีเลือดฝาด ลมหายใจเข้าออกเริ่มสม่ำเสมอ ความเจ็บปวดทุเลาลงจนแทบเป็นปกติ

หลินอวี้เหยาค่อยๆ ถอนเข็มออก เช็ดเหงื่อที่หน้าผากตนเองลวกๆ ก่อนจะช่วยพยุงชายชราให้ลุกขึ้นนั่งพิงโคนต้นไม้

“ท่านปู่ เพิ่งเดินทางมาเหนื่อยๆ ไม่ควรมีโทสะรุนแรงนะเจ้าคะ อาการบาดเจ็บเก่าของท่าน หากกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง อาจจะไม่ง่ายเหมือนครั้งนี้” นางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่กลับมาเป็นหลินอวี้เหยาคนเดิม

แต่เซี่ยฉงซานไม่ได้สนใจคำเตือนนั้น เขายกมือขึ้นลูบหน้าอกตนเอง สลับกับจ้องมองใบหน้าของหลานสะใภ้ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงระคนสับสน

วิธีการกดจุดห้ามอาการบาดเจ็บ จังหวะการสั่งให้หายใจเข้าออก ตลอดจนน้ำเสียงทรงอำนาจที่ตวาดสั่งเมื่อครู่ มันเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน

เมื่อสามสิบปีก่อน ในศึกที่เขื่อนกั้นน้ำแตก เขากระอักเลือดจากพิษธนูและหัวใจวายเฉียบพลัน สตรีในชุดเกราะดำผู้นั้นก็เคยกดจุดและสั่งให้เขาหายใจด้วยวิธีเดียวกันนี้

“เจ้า” น้ำเสียงของอดีตมหาแม่ทัพสั่นพร่า “เจ้าเรียนวิชาแพทย์ทหาร และวิธีการกดจุดแบบนี้มาจากผู้ใด”

หลินอวี้เหยาชะงักไปนิดหนึ่ง นางรู้ตัวว่าเผลอแสดงสัญชาตญาณเก่าออกไปมากเกินควร แต่นางก็ปรับสีหน้าให้เรียบเฉยได้อย่างรวดเร็ว นางก้มหน้าลงเล็กน้อย หลบสายตาจับผิดของชายชรา

“ตอนที่ยังอยู่ตระกูลหลิน ข้าบังเอิญเจอตำราแพทย์เก่าๆ ก้นหีบของท่านปู่หลินเจ้าค่ะ เห็นว่ามีประโยชน์จึงลองศึกษาดูงูๆ ปลาๆ ไม่คิดว่าจะได้นำมาใช้ช่วยท่านปู่ในวันนี้”

ตำราเก่าก้นหีบ ข้ออ้างช่างฟังดูง่ายดายนัก

เซี่ยฉงซานหรี่ตาลง แม้จะยังไม่ปักใจเชื่อร้อยส่วน แต่เขาก็รู้ว่าการซักไซ้ไล่เลียงสตรีตรงหน้าไปก็คงไม่ได้ความจริงอะไรเพิ่ม ชายชราถอนหายใจยาว ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนโดยมีหรงอันช่วยพยุง

“เจ้าเปลี่ยนไปมาก อวี้เหยา” เขาเอ่ยทิ้งท้าย สายตาทอดมองนางอย่างล้ำลึก “ความฉลาดและเด็ดขาดของเจ้าในเวลานี้ หากนำมาใช้ถูกทาง ย่อมพลิกฟ้าคว่ำดินได้ ข้าจะถือว่าข้าไม่เคยเห็นวิชาแพทย์ของเจ้าเมื่อครู่ แต่จงจำไว้ ในจวนนี้ยังมีตาแก่ผู้นี้อยู่ หากผู้ใดรังแกเจ้าจนเกินขอบเขต ข้าจะใช้ไม้เท้าสลักหัวพยัคฆ์นี้ ทุบกะโหลกมันให้แหลกคามือเอง”

พูดจบ อดีตมหาแม่ทัพก็หมุนตัวเดินออกจากเรือนท้ายจวนไป แผ่นหลังกว้างนั้นดูแก่ชราลงเล็กน้อย แต่ยังคงตั้งตรงดุจเสาหินที่ค้ำยันจวนสกุลเซี่ย

หลินอวี้เหยามองตามร่างนั้นจนลับสายตา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก

เซี่ยฉงซานอาจจะสงสัยในตัวตนของนาง แต่เขาเป็นคนฉลาดและมีคุณธรรม การดึงพยัคฆ์เฒ่าผู้นี้มาเป็นปราการคุ้มกัน แม้จะไม่ได้ร้องขอโดยตรง ย่อมทำให้หมากกระดานต่อไปของนางเดินได้ง่ายขึ้น

นางเดินกลับไปที่โต๊ะหิน หยิบจอกชาที่เย็นชืดขึ้นมาสาดทิ้งลงพื้นดิน

งานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของอดีตมหาแม่ทัพในคืนนี้ คงจะทำให้ใครหลายคนในเรือนหลักกินข้าวไม่อร่อยเสียแล้ว
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel