ตอนที่ 10 แม่สามีถูกยึดอำนาจ
อากาศยามเช้าตรู่ในฤดูสารทเย็นเยียบจนแทรกซึมเข้ากระดูก กลิ่นหมอกชื้นผสมผสานกับควันธูปไม้จันทน์ที่ถูกจุดทิ้งไว้ในกระถางทองเหลืองลอยอวลอยู่กลางห้องโถงใหญ่ เซี่ยฉงซานนั่งหลับตาอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ เสียงลูกประคำไม้ในมือกระทบกันเป็นจังหวะเชื่องช้า แต่บ่าวไพร่ที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างกลับไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะผ่อนลมหายใจ
ปัง!!
สมุดบัญชีปกหนังสีดำและปึกกระดาษซวนจื่อถูกโยนลงบนโต๊ะไม้หงมู่ เสียงกระทบนั้นดังสะท้อนไปทั่วห้องโถงกว้าง ทำลายความเงียบงันจนสิ้น
หลินอวี้เหยายืนตัวตรงอยู่กลางห้อง แผ่นหลังตั้งฉากดุจทวนศัสตรา ดวงตาหงส์คมกริบกวาดมองร่างที่กำลังสั่นเทาของจางมามาและพ่อบ้านใหญ่ ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ฮูหยินเซี่ย ผู้ซึ่งบัดนี้หน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
“ท่านปู่ เมื่อคืนข้าใช้เวลาตรวจสมุดบัญชีเรือนในย้อนหลังเจ็ดปีจนหมดจด” น้ำเสียงของนางกังวานใส ราบเรียบแต่แฝงพลังกดดัน “พบว่าเงินก้นถุงของจวนมหาแม่ทัพสูญหายไปกว่าหมื่นตำลึง ไม่เพียงเท่านั้น... ยังมีรายการสั่งซื้อยาสมุนไพรต้องห้ามจำนวนมหาศาล โดยทุกรายการเบิกจ่าย ล้วนประทับด้วยตราประจำตัวของท่านแม่ทั้งสิ้น”
ถ้อยคำนั้นเปรียบเสมือนหินก้อนใหญ่ที่โยนลงกลางสระน้ำนิ่ง ฮูหยินเซี่ยผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ ปลายนิ้วที่ชี้หน้าลูกสะใภ้สั่นระริก
“นังคนกำเริบ เจ้ากล้าป้ายสีข้าเชียวหรือ ข้าเป็นถึงฮูหยินใหญ่ จะไปยักยอกเงินจวนตนเองเพื่อการใด แล้วยาสมุนไพรต้องห้ามอันใดกัน ข้าไม่เคยรู้เรื่อง”
“ไม่รู้เรื่องงั้นหรือ” หลินอวี้เหยาแค่นหัวเราะในลำคอ หยิบแผ่นกระดาษที่คัดลอกรายการบัญชีขึ้นมาสะบัดเบาๆ “หญ้าหยาดน้ำค้าง รากกลืนโลหิต และผลเหมันต์ สมุนไพรเหล่านี้ถูกสั่งซื้อทุกเดือนผ่านร้านยาเป่ยอันของตระกูลไป๋ ตราประทับสีชาดที่มุมกระดาษนี่ หากไม่ใช่ตราหยกของท่านแม่ แล้วจะเป็นตราของสุนัขตัวใด”
ฮูหยินเซี่ยเบิกตากว้าง จ้องมองรอยประทับบนกระดาษด้วยความตื่นตระหนก รอยบากเล็กๆ ตรงขอบตราหยกนั้นเป็นของนางไม่ผิดแน่ แต่นางไม่เคยสั่งซื้อของพวกนี้เลยสักครั้ง
“ข้า... ข้าเพียงแค่เคยสั่งให้คนครัวเพิ่มอาหารบำรุงให้เจ้าหลังคลอดเท่านั้น” ฮูหยินเซี่ยละล่ำละลัก แผ่นหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น “ตอนนั้นเหลียนซินบอกข้าว่า หญิงหลังคลอดร่างกายอ่อนแอ ต้องกินของบำรุงให้มากเพื่อจะได้มีน้ำนมเลี้ยงหลานแฝดของข้า ข้าหวังดีจึงสั่งให้เพิ่มเนื้อเพิ่มมันในอาหารให้เจ้า แล้วมันกลายเป็นยาพิษไปได้อย่างไร”
หลินอวี้เหยาหรี่ตาลง ประกายความเย็นชาพาดผ่านนัยน์ตา “ความหวังดีของท่านแม่ช่างลึกล้ำนัก แต่หญิงหลังคลอดที่ใดต้องกินอาหารกักน้ำและเพิ่มไขมันต่อเนื่องกันยาวนานถึงเจ็ดปี ท่านแม่ตอบข้าได้หรือไม่ ว่าเหตุใดของบำรุงเหล่านั้นจึงไม่เคยหยุดส่งมาที่เรือนท้ายจวนเลยแม้แต่วันเดียว”
ริมฝีปากของฮูหยินเซี่ยสั่นระริก นางตอบไม่ได้ เพราะหลังจากสั่งการไปในเดือนแรก นางก็ทอดทิ้งลูกสะใภ้ผู้นี้ไว้เบื้องหลังและไม่เคยใส่ใจไยดีอีกเลย
จางมามาที่คุกเข่าอยู่บนพื้นรู้ตัวว่าภัยกำลังจะถึงตัว นางรีบโขกศีรษะลงกับพื้นหินอ่อนจนเลือดซิบ แหกปากร้องไห้ฟูมฟาย
“นายท่านผู้เฒ่า ฮูหยินผู้เฒ่าถูกใส่ร้ายเจ้าค่ะ ฮูหยินน้อยเจตนาบิดเบือนบัญชีเพื่อหวังยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ นางโกรธแค้นที่ถูกย้ายไปเรือนท้ายจวน จึงปั้นน้ำเป็นตัว สร้างสมุดบัญชีปลอมขึ้นมา บ่าวไพร่ทุกคนล้วนเป็นพยานได้ว่าฮูหยินน้อยเพิ่งรับบัญชีไปเมื่อคืน จะตรวจของย้อนหลังเจ็ดปีเสร็จในคืนเดียวได้อย่างไร ยาสมุนไพรพวกนั้นก็ต้องเป็นแม่ครัวแอบซื้อหามาเองแน่ๆ ฮูหยินผู้เฒ่าไม่รู้เรื่องเลยนะเจ้าคะ”
พ่อบ้านใหญ่เห็นช่องทางรอดจึงรีบผสมโรง “ใช่ขอรับนายท่าน ฮูหยินน้อยวางแผนชั่วร้าย หวังโค่นล้มฮูหยินผู้เฒ่าเพื่อฮุบสมบัติจวนแม่ทัพ”
เสียงนกแก้วนกขุนทองที่ประสานกันแก้ตัวทำเอาเซี่ยฉงซานขมวดคิ้วมุ่น ชายชราหันไปมองหลานสะใภ้ หวังจะดูว่านางจะแก้หมากตานี้อย่างไร
แต่หลินอวี้เหยากลับไม่มีท่าทีร้อนรน นางหยิบป้ายไม้สลักลายพยัคฆ์คู่ที่เพิ่งได้รับมาเมื่อวาน ออกจากเอว แล้ววางมันลงบนโต๊ะเคียงคู่กับสมุดบัญชี เสียงไม้กระทบโต๊ะดังสะท้อนก้องกังวาน
“ในเมื่อบ่าวผู้ซื่อสัตย์อ้างว่าข้าบิดเบือนบัญชีเพื่อหวังฮุบอำนาจ เช่นนั้นข้าขอคืนป้ายคำสั่งนี้ให้ท่านปู่เจ้าค่ะ” นางยืดหลังตรง สายตากวาดมองร่างที่หมอบราบอยู่บนพื้นด้วยความเวทนา “และเพื่อความกระจ่างแจ้ง ข้าขอเสนอให้ท่านปู่เชิญผู้ตรวจบัญชีจากหอการค้าจินหลง หอการค้าที่เที่ยงธรรมที่สุดในเมืองหลวง ให้ส่งยอดฝีมือมาตรวจสอบบัญชีของจวนสกุลเซี่ยทั้งหมดด้วยตาของพวกเขาเอง หากพบว่าข้าปลอมแปลงตัวเลขแม้แต่ตำลึงเดียว ข้ายินดีเก็บเสื้อผ้าเดินออกจากจวนแม่ทัพแต่โดยดี แต่หากบัญชีเหล่านี้เป็นของจริง ผู้ที่ยักยอกเงินและลอบใช้ตราประทับ ย่อมต้องรับโทษตามกฎตระกูลอย่างไม่มีข้อยกเว้น”
ข้อเสนอนี้เด็ดขาดและเฉียบคมจนคนฟังอ้าปากค้าง จางมามาและพ่อบ้านใหญ่หน้าถอดสีทันที พวกมันรู้ดีว่าหอการค้าจินหลงไม่มีทางถูกติดสินบนได้ หากคนพวกนั้นมาตรวจ ร่องรอยการตกแต่งบัญชีที่ทำไว้ย่อมถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจนหมดเปลือก
ฮูหยินเซี่ยทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้อย่างหมดแรง นางไม่ได้ยักยอกเงิน แต่นางละเลยจนบ่าวไพร่เหิมเกริม หากมีการตรวจค้นจริง ความโง่เขลาของนางย่อมถูกเปิดโปงจนสิ้น
เซี่ยฉงซานลูบเคราสีดอกเลา นัยน์ตาฝ้าฟางทอประกายพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด หลานสะใภ้ผู้นี้มีสติปัญญาลึกล้ำ รู้จักถอยเพื่อรุก ใช้ความโปร่งใสฟาดฟันคำครหาได้อย่างหมดจด
“ดี ในเมื่อเจ้ากล้าเอาตำแหน่งฮูหยินเอกเป็นเดิมพัน ข้าก็กล้ารับคำท้า” อดีตมหาแม่ทัพตวัดสายตามองพ่อบ้าน “ไปเชิญหัวหน้าผู้ตรวจบัญชีจากหอจินหลงมาเดี๋ยวนี้ หากชักช้า ข้าจะหักขาเจ้าทิ้งเสีย”
เวลาผ่านไปเพียงชั่วยามครึ่ง ชายวัยกลางคนในชุดผ้าไหมสีเทาสามคนก็ก้าวเข้ามาในห้องโถงพร้อมลูกคิดในมือ พวกเขาคือยอดฝีมือด้านตัวเลขที่ไม่เคยไว้หน้าผู้ใด
เสียงดีดลูกคิดดังระรัวราวกับห่าฝนตกกระทบหลังคากระเบื้อง ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบขาดใจ บ่าวไพร่บางคนถึงกับเหงื่อตกจนเปียกชุ่มแผ่นหลัง หลินอวี้เหยานั่งจิบชาอย่างผ่อนคลาย กลิ่นหอมของชาเถี่ยกวนอินเกรดดีที่สุดที่นางเพิ่งสั่งเปลี่ยนใหม่ ช่วยปัดเป่าความเหม็นอับของคนจอมปลอมในห้องโถงได้ไม่น้อย
ครั้นแสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ หัวหน้าผู้ตรวจบัญชีก็วางลูกคิดลง รวบรวมตัวเลขลงในสมุดข่อย แล้วประสานมือรายงานต่อเซี่ยฉงซาน
“เรียนนายท่านผู้เฒ่า บัญชีที่ฮูหยินน้อยสรุปมานั้นถูกต้องทุกประการขอรับ เงินจำนวนหนึ่งหมื่นสองพันตำลึงถูกยักย้ายออกจากคลังกลางตลอดห้าปีที่ผ่านมา เส้นทางการเงินทั้งหมดถูกโอนถ่ายผ่านร้านแลกเงินเถื่อน ก่อนจะไปสิ้นสุดที่บัญชีของร้านผ้าและร้านยาในเครือตระกูลไป๋ นอกจากนี้ ตราประทับของฮูหยินใหญ่ยังถูกใช้ลงนามเบิกจ่ายของมีค่าและสมุนไพรราคาสูงอย่างต่อเนื่อง โดยมีลายลงชื่อรับรองจากพ่อบ้านใหญ่และจางมามาในทุกรายการขอรับ”
สิ้นคำรายงาน ฮูหยินเซี่ยก็กรีดร้องออกมาอย่างเสียกิริยา “ไม่จริง ข้าไม่เคยลงนามเบิกของพวกนั้น จางมามา นังบ่าวชั่ว เจ้าขโมยตราประทับของข้าไปใช้ใช่หรือไม่”
จางมามาหน้าซีดราวกับกระดาษ รีบคลานเข้าไปเกาะขาผู้เป็นนาย “ฮูหยิน บ่าวเปล่านะเจ้าคะ ฮูหยินสั่งให้บ่าวทำเองทั้งหมด ท่านจะโยนความผิดให้บ่าวไม่ได้นะเจ้าคะ”
สุนัขที่ถูกต้อนจนมุมย่อมแว้งกัดเจ้าของ หลินอวี้เหยามองฉากงิ้วฉากใหญ่ตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา นางรู้ดีว่าฮูหยินเซี่ยไม่ได้ฉลาดพอจะวางแผนซับซ้อนเช่นนี้ได้ แต่ความผิดของสตรีผู้นี้คือความลำเอียง ความเกียจคร้าน และการปล่อยปละละเลยให้คนในตระกูลเดิมเข้ามาสูบเลือดสูบเนื้อจวนแม่ทัพ
เซี่ยฉงซานทุบไม้เท้าลงพื้นจนเกิดเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น ความอดทนของพยัคฆ์เฒ่าสิ้นสุดลงแล้ว
“พอได้แล้ว” ชายชราตวาดก้อง “หลักฐานมัดตัวแน่นหนาปานนี้ ยังจะมัวเห่าหอนโทษกันไปมาอยู่อีก ทหาร จับตัวพ่อบ้านใหญ่และจางมามาไปขังไว้ที่คุกใต้ดิน รอการไต่สวนโทษฐานยักยอกทรัพย์และลอบวางยาพิษ ส่วนสมบัติของตระกูลไป๋ที่ได้ไปจากจวนนี้ จงส่งคนไปตามยึดคืนมาให้หมด หากพวกมันไม่คืน ก็เอาหลักฐานนี้ไปแจ้งศาลต้าหลี่”
ทหารยามร่างกำยำก้าวเข้ามาลากตัวบ่าวทรยศทั้งสองออกไป ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนขอความเมตตา
เซี่ยฉงซานหันมามองลูกสะใภ้ที่นั่งตัวสั่นงันงกอยู่บนเก้าอี้ “ส่วนเจ้า ไป๋ซื่อ ในฐานะฮูหยินใหญ่ แต่กลับหูหนวกตาบอด ปล่อยให้บ่าวไพร่และตระกูลเดิมเข้ามาย่ำยีจวนแม่ทัพ ซ้ำยังเกือบทำให้หลานสะใภ้ข้าต้องตกตายด้วยยาพิษ ข้าขอสั่งยึดป้ายอำนาจของเจ้า พักการดูแลเรือนในทั้งหมด ห้ามเจ้าก้าวออกจากเรือนหลักแม้แต่ก้าวเดียวจนกว่าข้าจะอนุญาต”
ฮูหยินเซี่ยเบิกตากว้าง น้ำตาแห่งความอัปยศไหลอาบแก้ม นางเป็นฮูหยินใหญ่ที่กุมอำนาจมาหลายสิบปี บัดนี้กลับถูกริบอำนาจต่อหน้าบ่าวไพร่และลูกสะใภ้ที่นางเคยเหยียบย่ำ ความแค้นสุมอกจนแทบกระอักเลือด แต่นางก็ไม่อาจเอ่ยคำคัดค้านใดได้อีก
เมื่อความวุ่นวายสงบลง เซี่ยฉงซานก็เลื่อนป้ายสลักลายพยัคฆ์คู่กลับไปตรงหน้าหลินอวี้เหยา “ตอนนี้คอขวดถูกทะลวงแล้ว เจ้าจะรับป้ายนี้ไปได้หรือยัง”
หลินอวี้เหยาค้อมศีรษะลงเล็กน้อย รอยยิ้มงดงามประดับบนริมฝีปากอวบอิ่ม “ขอบพระคุณท่านปู่ที่ให้ความกระจ่าง อวี้เหยาจะทำหน้าที่ดูแลจวนแห่งนี้ให้โปร่งใส ไม่ให้ผู้ใดมาสูบเลือดสกุลเซี่ยได้อีกเจ้าค่ะ”
คล้อยหลังการกวาดล้างครั้งใหญ่ บรรยากาศในจวนแม่ทัพก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ บ่าวไพร่ที่เคยกำเริบเสิบสานต่างก้มหน้าก้มตาทำงานด้วยความหวาดกลัว ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากนินทาฮูหยินเอกอีกต่อไป
ที่เรือนอิงชุน ไป๋เหลียนซินกำลังนั่งรินชาให้ฮูหยินเซี่ยที่เอาแต่ร้องไห้กระซิก ใบหน้างดงามของดอกบัวขาวเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ แต่นัยน์ตากลับทอประกายมาดร้าย
“ท่านแม่ อย่าได้เสียใจไปเลยเจ้าค่ะ” น้ำเสียงหวานหยดย้อยเอ่ยปลอบประโลม “พี่หญิงอวี้เหยาคงเก็บกดมานาน พอได้อำนาจก็เลยลงมือเด็ดขาดเช่นนี้ แต่นางทำรุนแรงเกินไปจริงๆ ไม่ไว้หน้าท่านแม่เลยแม้แต่น้อย”
ฮูหยินเซี่ยกัดฟันกรอด “นังหมูตอนอสรพิษ นางจงใจหักหน้าข้าต่อหน้าท่านพ่อ นางต้องการยึดจวนนี้เป็นของนางคนเดียว”
“ข้าก็กลัวจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” ไป๋เหลียนซินถอนหายใจยาว ซับน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง “ท่านแม่ดูสิคะ เพียงแค่วันเดียวนางก็กวาดล้างคนเก่าคนแก่ไปจนหมด หากปล่อยไว้นานกว่านี้ เกรงว่าแม้นแต่ท่านแม่ทัพก็คงไม่มีที่ยืนในจวน นางอาจจะใช้ข้ออ้างเรื่องยาพิษ มากล่าวหาท่านแม่ในภายหลังเพื่อกำจัดท่านให้พ้นทางก็ได้นะเจ้าคะ”
คำยุแยงนั้นตรงจุดดุจเข็มแทงใจดำ ฮูหยินเซี่ยตื่นตระหนก ความเกลียดชังหลินอวี้เหยาหยั่งรากลึกลงไปในจิตใจจนหมดหนทางเยียวยา นางกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ “ข้าจะไม่มีวันยอมให้นังชั้นต่ำนั่นเหยียบย่ำข้าไปมากกว่านี้ ข้าต้องหาทางเอาคืน”
ดึกสงัดคืนนั้น ลมหนาวพัดกิ่งหลิวลู่เอนกระทบหน้าต่างกระดาษเกิดเสียงสวบสาบ หลินอวี้เหยากำลังนั่งถอดปิ่นผมอยู่หน้ากระจกทองเหลืองในห้องนอนเรือนค่างซิน กลิ่นหอมจางๆ ของดอกมู่หลานลอยมาจากสวนด้านนอก
ปัง!!
ประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนบานไม้กระแทกผนัง เซี่ยฉางเยวียนก้าวอาดๆ เข้ามาในห้อง ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึง คิ้วกระบี่ขมวดเข้าหากันจนเป็นปม กลิ่นสุราคละคลุ้งออกมาจากตัวเขา บ่งบอกว่าเขาเพิ่งดื่มมาอย่างหนัก
“หลินอวี้เหยา เจ้าพอใจแล้วใช่หรือไม่” น้ำเสียงของเขากระด้างและเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธ “เจ้าใช้เล่ห์เหลี่ยมตรวจสอบบัญชีจนท่านแม่ต้องถูกกักบริเวณ ปลดบ่าวไพร่ที่คอยรับใช้มานานเพื่อตั้งคนของตัวเอง เจ้ากำลังจะทำให้จวนแม่ทัพปั่นป่วนจนลุกเป็นไฟ”
อดีตจักรพรรดินีไม่แม้แต่จะสะดุ้งตกใจ นางวางหวีไม้สลักลงบนโต๊ะอย่างเชื่องช้า หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี
“ปั่นป่วนจนลุกเป็นไฟงั้นหรือ” นางทวนคำพร้อมรอยยิ้มเย็นชา “ข้าเพิ่งรู้ว่าการดึงเหลือบไรที่เกาะกินจวนออกไปทิ้ง เรียกว่าการสร้างความปั่นป่วน ท่านแม่ทัพคงคุ้นชินกับการอยู่ในกองขยะ จึงมองเห็นการกวาดล้างความโสมมเป็นเรื่องเดือดร้อนกระมัง”
“เจ้าอย่ามาเล่นลิ้น” เซี่ยฉางเยวียนชี้หน้าด่านาง “เหลียนซินร้องไห้จนตาบวม นางบอกข้าว่าท่านแม่เสียใจมากที่ถูกเจ้าหักหน้าต่อหน้าบ่าวไพร่ ท่านแม่ไม่ได้ยักยอกเงิน จางมามาต่างหากที่ทำ เจ้าจงใจขยายเรื่องให้ใหญ่โตเพื่อบีบคั้นท่านแม่”
หลินอวี้เหยามองบุรุษตรงหน้าด้วยความสมเพชอย่างสุดซึ้ง นางลุกขึ้นยืน เดินไปหยิบหีบไม้ใบเล็กที่วางอยู่บนชั้นหนังสือ เปิดมันออกแล้วหยิบปึกกระดาษบัญชีและคำรับสารภาพของจางมามาที่เพิ่งได้มาเมื่อตอนหัวค่ำ โยนแหมะลงบนโต๊ะกลางห้อง
“เปิดตาของท่านดูเสียให้เต็มตา เซี่ยฉางเยวียน” น้ำเสียงของนางทรงอำนาจจนแม่ทัพหนุ่มเผลอขยับถอยหลัง “นี่คือเส้นทางการเงินทั้งหมดที่ถูกส่งเข้าตระกูลไป๋ และนี่คือบันทึกการซื้อยาสมุนไพรพิษที่ถูกส่งมาให้ข้าดื่มทุกวันตลอดเจ็ดปี ยาที่ทำให้ร่างกายข้าพังทลาย ยาที่เกือบจะคร่าชีวิตข้า”
เซี่ยฉางเยวียนมองกองเอกสารบนโต๊ะ นัยน์ตาสั่นไหวอย่างรุนแรง เขาจำตราประทับของมารดาได้ และจำลายมือของพ่อบ้านใหญ่ได้
“ท่านบอกว่าข้าขยายเรื่องงั้นหรือ” หลินอวี้เหยาก้าวเข้าไปใกล้ ประจันหน้ากับเขาในระยะประชิด “สตรีที่ท่านปกป้อง สตรีที่ท่านเทิดทูนว่าเป็นผู้มีพระคุณ คือคนที่ยุยงให้ท่านแม่วางยาข้า คือคนที่อยู่เบื้องหลังการสูบเลือดจวนสกุลเซี่ย ท่านเป็นถึงแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน แต่กลับตาบอดหูหนวก ถูกน้ำตาของดอกบัวขาวจอมปลอมหลอกลวงจนแยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ออก”
“ไม่จริง เหลียนซินไม่มีทางทำเรื่องต่ำช้าเช่นนั้น นางอ่อนโยนและมีเมตตา” เขาส่ายหน้า ปฏิเสธที่จะเชื่อแม้หลักฐานจะวางอยู่ตรงหน้า
หลินอวี้เหยาแค่นหัวเราะ เสียงนั้นดังก้องและบาดลึกถึงกระดูก “หลักฐานทุกอย่างวางอยู่ตรงหน้าท่าน บัญชีของหอจินหลงไม่เคยโกหก แต่ท่านกลับเลือกที่จะเชื่อน้ำตาของสตรีแพศยามากกว่าตาของตนเอง”
นางถอยหลังกลับไปก้าวหนึ่ง ทอดสายตามองเขาด้วยความว่างเปล่า ชนิดที่ทำให้หัวใจของเซี่ยฉางเยวียนกระตุกวาบ
“ความลังเลของท่านในคืนนี้ คือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับข้าแล้ว” หลินอวี้เหยาเอ่ยเสียงเรียบ หันหลังกลับไปหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง “ท่านไม่เคยเปลี่ยนไปเลย เซี่ยฉางเยวียน ท่านก็ยังคงเป็นบุรุษหูเบาที่ขลาดเขลาเกินกว่าจะยอมรับความจริงอยู่วันยังค่ำ”
“เจ้า...”
“หรงอัน” นางตะโกนเรียกสาวใช้โดยไม่สนใจเขาอีก “เปิดประตู ส่งแขก หากท่านแม่ทัพไม่ยอมก้าวออกไป ก็โยนรองเท้าของเขาออกไปเสีย”
เซี่ยฉางเยวียนยืนนิ่งงันอยู่กลางห้อง มือหนากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เขามองแผ่นหลังของภรรยาที่ครั้งหนึ่งเคยอ่อนแอและร้องขอความรักจากเขา บัดนี้นางกลับกลายเป็นกำแพงน้ำแข็งที่เขาไม่อาจปีนข้ามได้อีกต่อไป ความรู้สึกสูญเสียและหวาดหวั่นก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบเชียบ
เขาหมุนตัวเดินออกจากห้องไปกลางดึก ลมหนาวพัดมากระทบใบหน้า แต่ไม่อาจดับความร้อนรุ่มและสับสนในอกได้เลย สายตาของเขามองไปยังเรือนอิงชุนที่อยู่ห่างออกไป สตรีที่เขาเชื่อใจที่สุด แท้จริงแล้วซ่อนความเน่าเฟะอันใดไว้อีกบ้าง เขาเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้ว