จักรพรรดินีคืนบัลลังก์ในร่างสะใภ้อ้วน

213.0K · จบแล้ว
อิ๋นเยว่
61
บท
5.0K
ยอดวิว
7.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ชาติก่อนข้าคือ ‘ปฐมจักรพรรดินี’ ผู้สถาปนาราชวงศ์ แต่ตื่นมาอีกที กลับกลายเป็น ‘สะใภ้อ้วน’ แห่งจวนแม่ทัพที่รอวันถูกทอดทิ้ง! หลินอวี้เหยา ฮูหยินเอกแห่งจวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน ถูกวางยาจนอ้วนฉุ ถูกแม่สามีกดขี่ ถูกพรากลูกฝาแฝด และถูกสามีหมางเมินเพื่อเตรียมรับ ‘ผู้มีพระคุณจอมปลอม’ เข้ามาเชิดหน้าชูตา นางถูกเหยียบย่ำจนสิ้นใจ... แต่วิญญาณที่เข้ามาแทนที่ กลับเป็นถึงอดีตผู้ครองแผ่นดินต้าเซิ่ง! สำหรับเสิ่นจ้าวหรง ผู้เคยฟาดฟันศัตรูนับหมื่นกลางสมรภูมิ การจัดการกับสตรีดอกบัวขาวหลังบ้านและแม่สามีใจแคบ นับเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ! ลดน้ำหนัก ถอนพิษ ทวงคืนลูกฝาแฝด และกระชากหน้ากากคนลวงโลก! ส่วนสามีหูเบาที่เคยมองข้ามภรรยาตนเอง... วันใดที่ข้ากลับมางดงามผุดผ่อง และทวงคืนอำนาจทุกอย่างไว้ในมือ ต่อให้ท่านคุกเข่าสำนึกผิดจนเลือดตากระเด็น ข้าก็จะโยน ‘หนังสือหย่า’ ใส่หน้าท่านอยู่ดี!

เกิดใหม่ในนิยายนิยายย้อนยุคนิยายจีนโบราณฮองเฮานางเอกเก่งสัมพันธ์ครอบครัวจีนโบราณพึ่งพาตัวเองฟินๆ

ตอนที่ 1 จักรพรรดินีตื่นในเรือนท้ายจวน

เสียงกลองศึกกึกก้องสะท้านผืนดิน กลิ่นคาวเลือดผสมควันไฟคละคลุ้ง ธงรบสีดำทมิฬขาดวิ่นสะบัดไหวอยู่ท่ามกลางซากศพของข้าศึก ภาพการควบม้าฝ่าเปลวเพลิงเพื่อรวบรวมแว่นแคว้นยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ เสิ่นจ้าวหรงใช้สองมือเปื้อนเลือดของตนเอง ก่อตั้งราชวงศ์ต้าเซิ่งขึ้นมาจากเถ้าถ่าน

แต่ภาพความยิ่งใหญ่เหล่านั้นกลับค่อยๆ เลือนราง กลายเป็นเพดานไม้แกะสลักลายมังกรในตำหนักบรรทม

นางจำความรู้สึกสุดท้ายก่อนสวรรคตได้ดี ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้ากลับเรี่ยวแรงถดถอยอย่างผิดปกติ กลิ่นยาต้มรสขมฝาดลอยอวลอยู่ในอากาศ ขมจนบาดคอ ขมจนแทบจะกลืนไม่ลง ข้างเตียงมีเพียงขันทีคนสนิทและหมอหลวงที่นางเคยไว้วางใจที่สุดยืนก้มหน้าอยู่

ขณะที่ลมหายใจเริ่มขาดห้วงและปลายนิ้วเย็นเฉียบ นางปรายตาไปเห็นเงาของคนผู้หนึ่งยืนนิ่งอยู่หลังม่านกั้น แต่ยังไม่ทันที่ดวงตาจะได้เพ่งมองให้ชัดเจนว่ากบฏผู้นั้นคือใคร สติสัมปชัญญะของปฐมจักรพรรดินีก็ดับวูบลง

“แค่กๆ!”

น้ำเย็นจัดทะลักออกจากปากพร้อมกับอาการสำลักอย่างรุนแรง เสิ่นจ้าวหรงเบิกตาโพลง ความรู้สึกแรกที่โจมตีเข้ามาคือความปวดร้าวที่หน้าอกและการหายใจที่ติดขัดราวกับมีหินก้อนใหญ่ทับอยู่ นางพยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่กลับพบว่าร่างกายนี้หนักอึ้งอย่างประหลาด เสื้อผ้าที่สวมใส่เปียกชุ่มและแนบลู่ไปกับชั้นไขมันหนาเตอะที่หน้าท้องและแขน

นี่ไม่ใช่ร่างกายของนาง

“ฮูหยินน้อย ฮูหยินน้อยฟื้นแล้ว”

เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจดังขึ้นข้างหู นางหันไปมองตามสัญชาตญาณ เห็นเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มสวมชุดสาวใช้สีซอมซ่อกำลังคุกเข่าเกาะขอบเตียง ร้องไห้จนตาบวมช้ำ สภาพห้องที่นางนอนอยู่ก็ทรุดโทรม กลิ่นอับชื้นของไม้ผุและเชื้อราลอยเตะจมูก เตียงไม้ที่นอนอยู่ก็แข็งกระด้างไร้ฟูกหนานุ่มรองรับ

“น้ำ…” นางพยายามขยับริมฝีปาก เสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่าและเบาหวิว

สาวใช้ผู้นั้นรีบเช็ดน้ำตา ลุกลี้ลุกลนรินน้ำชาที่เย็นชืดจากปั้นดินเผาเก่าๆ ประคองให้นางดื่ม เสิ่นจ้าวหรงกลืนน้ำลงคอไปได้สองอึก ความทรงจำแปลกปลอมสายหนึ่งก็ไหลบ่าเข้ามาในหัวอย่างรุนแรงจนนางต้องหลับตาแน่น ปวดหนึบราวกับมีเข็มทิ่มแทง

ร่างนี้มีนามว่า หลินอวี้เหยา อายุยี่สิบแปดปี ฐานะคือฮูหยินเอกของแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน เซี่ยฉางเยวียน

ภาพเหตุการณ์ในชีวิตของเจ้าของร่างเดิมหลั่งไหลเข้ามาเป็นฉากๆ หลินอวี้เหยาเคยเป็นสตรีงดงาม แต่หลังจากคลอดบุตรฝาแฝดชายหญิงเมื่อเจ็ดปีก่อน ร่างกายของนางก็เริ่มอ้วนฉุขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นรวดเร็วจนน่าตกใจ เหนื่อยหอบง่าย อารมณ์แปรปรวน และหิวกระหายอยู่ตลอดเวลา

ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้นางถูกคนทั้งจวนมองด้วยสายตารังเกียจ แม่สามีตราหน้าว่านางเป็นสตรีเกียจคร้านตะกละตะกลาม สามีที่เคยเฉยชาอยู่แล้วก็ยิ่งหมางเมิน ส่วนลูกฝาแฝดทั้งสองก็ถูกแม่สามีพาตัวไปเลี้ยงดูที่เรือนหลัก ปลูกฝังให้เด็กทั้งสองเกลียดชังและหวาดกลัวมารดาแท้ๆ ของตนเอง

หลินอวี้เหยาถูกขับไล่ให้มาอยู่ในเรือนท้ายจวนที่ทรุดโทรมราวกับที่เก็บฟืน ใช้ชีวิตอย่างอดสูและอมทุกข์มาตลอดเจ็ดปี

และฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เจ้าของร่างต้องมานอนหายใจรวยรินอยู่ตรงนี้ คือข่าวที่ว่า เซี่ยฉางเยวียน กำลังจะรับ ไป๋เหลียนซิน สตรีบอบบางที่อ้างตัวว่าเป็น ‘ผู้ช่วยชีวิต’ ของเขาเข้าจวนมาอย่างออกหน้าออกตา

เมื่อครึ่งชั่วยามก่อน หลินอวี้เหยาไปดักรอพบสามีที่ริมสระบัวเพื่อขอคำอธิบาย แต่กลับพบเพียงสาวใช้ของไป๋เหลียนซินที่พูดจาเยาะเย้ยถากถาง ทั้งสองฝ่ายเกิดการยื้อยุดกัน และเป็นหลินอวี้เหยาที่มีร่างกายเทอะทะเสียหลักพลัดตกลงไปในสระน้ำเย็นเฉียบ แต่คนทั้งจวนกลับปักใจเชื่อว่า ฮูหยินอ้วนท้ายจวนผู้นี้จงใจกระโดดน้ำฆ่าตัวตายเพื่อเรียกร้องความสนใจจากแม่ทัพเซี่ย หวังขัดขวางไม่ให้เขารับผู้มีพระคุณเข้าจวน

เสิ่นจ้าวหรงลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาสับสนเมื่อครู่มลายหายไป สันดานของสตรีผู้เคยเหยียบย่ำซากศพขึ้นสู่บัลลังก์ทำให้เธอยอมรับสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างรวดเร็ว

นางตายแล้ว และสวรรค์ก็ส่งนางมาอยู่ในร่างของสตรีที่น่าสมเพชที่สุดในแผ่นดิน

“หรงอัน” นางเรียกชื่อสาวใช้ตามความทรงจำที่เพิ่งได้รับมา

“เจ้าค่ะ ฮูหยินน้อย บ่าวอยู่นี่” หรงอันรีบขยับเข้ามาใกล้ น้ำตายังคงร่วงเผาะๆ

“ท่านอย่าทำร้ายตัวเองอีกเลยนะเจ้าคะ ต่อให้ท่านตรอมใจจนตาย ท่านแม่ทัพก็ไม่มีทางหันมามองเรือนท้ายจวนของเราหรอกเจ้าค่ะ คุณหนูไป๋ผู้นั้นช่างมารยานัก ให้คนมาป่าวประกาศว่าท่านหึงหวงจนเสียสติ ตอนนี้คนทั้งจวนเอาท่านไปนินทากันสนุกปากแล้ว”

เสิ่นจ้าวหรงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ หึงหวงจนเสียสติ? กระโดดน้ำเรียกร้องความสนใจ? บุรุษหูเบาตาบอดพรรค์นั้นมีค่าอันใดให้ปฐมจักรพรรดินีเช่นนางต้องลดตัวลงไปแย่งชิง

ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยปากปลอบสาวใช้ขี้แย เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน ตามมาด้วยเสียงผลักประตูไม้ที่ผุพังให้เปิดออกอย่างหยาบคายโดยไม่คิดจะให้เกียรติเจ้าของห้อง

ผู้ที่เดินนำเข้ามาคือ จางมามา หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วม ใบหน้าอวบอูมเชิดขึ้นอย่างถือดี นางเป็นแม่นมคนสนิทของฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ย ด้านหลังมีสาวใช้ร่างใหญ่ติดตามมาด้วยอีกสองคน

จางมามาปรายตามองสภาพเปียกปอนและผมเผ้ายุ่งเหยิงของหลินอวี้เหยาบนเตียงด้วยสายตาเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง ไม่มีแม้แต่การทำความเคารพตามธรรมเนียม นางเพียงยกมือขึ้นกอดอกแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระด้าง

“ฮูหยินน้อยฟื้นแล้วก็ดี ฮูหยินผู้เฒ่ามีคำสั่งให้บ่าวรวบรวมคนมาจัดการเรื่องวุ่นวายของท่านให้จบสิ้นเสียที ท่านแม่ทัพเพิ่งกลับจากค่ายทหาร เหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด ยังต้องมารับรู้เรื่องไร้สาระที่ท่านก่อขึ้นอีก ช่างไม่รู้จักสำรวมเอาเสียเลย”

หรงอันรีบกางแขนบังหน้านายหญิงของตน ขยับปากเถียงเสียงสั่น “ฮูหยินน้อยไม่ได้กระโดดน้ำเรียกร้องความสนใจนะเจ้าคะ เป็นคนของคุณหนูไป๋ที่ผลักฮูหยินน้อยตกลงไปต่างหาก”

“หุบปาก! บ่าวไพร่ชั้นต่ำอย่างเจ้ามีสิทธิ์สอดปากตั้งแต่เมื่อใด” จางมามาตวาดลั่น ก่อนจะล้วงเอากระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ สะบัดเปิดออกแล้วโยนแหมะลงบนโต๊ะไม้เตี้ยๆ กลางห้อง

“นี่คือหนังสือยอมรับอนุ ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นแก่หน้าตระกูลหลิน จึงให้เกียรติท่านในฐานะภรรยาเอกเป็นผู้ลงนามประทับลายนิ้วมือ ยอมรับคุณหนูไป๋เหลียนซินเข้าจวนอย่างถูกต้องตามประเพณี”

จางมามาก้าวเข้ามาใกล้เตียงอีกก้าว รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นที่มุมปาก

“หากท่านยอมประทับตราแต่โดยดี ฮูหยินผู้เฒ่าก็จะถือว่าเรื่องกระโดดน้ำวันนี้เป็นเพียงอุบัติเหตุ แต่หากท่านยังดื้อดึงหึงหวงไม่เข้าเรื่อง ขัดขวางไม่ให้ท่านแม่ทัพตอบแทนผู้มีพระคุณล่ะก็ ข้อหาภรรยาไร้คุณธรรม ริษยาจนบ้านช่องไม่สงบสุข คงเพียงพอที่จะทำให้ท่านแม่ทัพเขียนหนังสือหย่าขับไล่ท่านออกจากสกุลเซี่ยได้เลยกระมัง”

คำข่มขู่เหล่านั้นหากเป็นหลินอวี้เหยาคนเดิมคงได้แต่ร้องไห้ฟูมฟายและยอมจำนนด้วยความหวาดกลัว แต่วินาทีนี้ ดวงวิญญาณที่ประทับอยู่ในร่างคือเสิ่นจ้าวหรง

ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงหอบหายใจเบาๆ ของร่างที่เพิ่งฟื้นไข้

เสิ่นจ้าวหรงไม่ได้กรีดร้องอาละวาด นางเพียงค่อยๆ ใช้ศอกยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าอาจดูทุลักทุเลเพราะน้ำหนักตัวที่มากเกินไป แต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้น สบตากับจางมามา บรรยากาศในห้องก็พลันเย็นเยียบลงกะทันหัน

ดวงตาคู่นั้นไม่ได้หลบต่ำหรือเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกเหมือนทุกครั้ง แต่มันเรียบเฉย เย็นชา และแฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็น ราวกับกำลังทอดพระเนตรมดปลวกที่บังอาจกำเริบเสิบสาน

จางมามาถึงกับชะงัก ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ ขนลุกซู่ขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ นางถอยหลังไปครึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ ก่อนจะรีบข่มความกลัวที่ไร้สาระนั้นลงไปในใจ ฮูหยินอ้วนผู้นี้มีอะไรน่ากลัวกัน ก็แค่หมูในอวยที่รอวันถูกเชือดทิ้งเท่านั้น

“หยิบมาให้ข้า” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น เรียบนิ่งแต่เด็ดขาด ไม่มีการสั่นเครือแม้แต่น้อย

จางมามาขมวดคิ้ว แต่ก็พยักหน้าให้สาวใช้ด้านหลังหยิบกระดาษแผ่นนั้นไปส่งให้ถึงมือหลินอวี้เหยา แอบคิดในใจว่าสุดท้ายสตรีโง่งมผู้นี้ก็ต้องยอมจำนนเพื่อรักษาตำแหน่งฮูหยินเอกที่ไม่มีใครเหลียวแลเอาไว้

เสิ่นจ้าวหรงรับกระดาษแผ่นนั้นมาถือไว้ กวาดสายตาอ่านข้อความที่เขียนเรียงร้อยด้วยถ้อยคำสวยหรู ยกย่องความดีงามของไป๋เหลียนซิน และบีบบังคับให้ภรรยาเอกต้องแสดงความใจกว้างยอมรับสตรีผู้นั้นเข้ามาแบ่งปันสามี

นางแค่นยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูกสันหลัง

แคว่ก!

เสียงกระดาษถูกฉีกขาดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เสิ่นจ้าวหรงไม่ได้ฉีกแค่ครั้งเดียว นางประกบเศษกระดาษแล้วฉีกซ้ำอีกครั้ง อีกครั้ง จนหนังสือยอมรับอนุที่ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนร่างขึ้นกลายเป็นเพียงเศษซากชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก่อนจะสะบัดข้อมือ โยนเศษกระดาษเหล่านั้นใส่หน้าจางมามาจนมันปลิวว่อนร่วงหล่นเต็มพื้น

“ฮูหยินน้อย! ท่านเสียสติไปแล้วหรือ!” จางมามาเบิกตากว้าง ตะโกนเสียงหลงด้วยความตกตะลึง “ท่านกล้าฉีกคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่าเชียวหรือ!”

เสิ่นจ้าวหรงปัดเศษกระดาษที่ติดอยู่บนปลายนิ้วออกอย่างเนิบนาบ กิริยาอาการแม้จะอยู่ในร่างที่อ้วนท้วนและสวมเสื้อผ้าเปียกชื้น แต่กลับแผ่ซ่านกลิ่นอายความสูงศักดิ์ที่ไม่อาจล่วงละเมิดออกมา

“กลับไปบอกนายของเจ้า” นางเอ่ยช้าๆ ชัดเจนทุกถ้อยคำ “หากเซี่ยฉางเยวียนปรารถนาสตรีผู้นั้นจนทนไม่ไหว ก็ให้เขานำหนังสือหย่ามาวางตรงหน้าข้าด้วยตัวเอง ข้าไม่เคยลดตัวลงไปแย่งชิงบุรุษกับผู้ใด และไม่คิดจะเริ่มทำในวันนี้”

“ท...ท่าน!” จางมามาชี้นิ้วสั่นระริก ใบหน้าอวบอูมแดงก่ำด้วยความโกรธจัด “ท่านกล้าพูดจาอวดดีเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร! คิดว่าสกุลเซี่ยจะง้อท่านหรือ! ดี! ในเมื่อท่านรนหาที่ตาย ข้าก็จะนำความไปรายงานฮูหยินผู้เฒ่าตามตรง เตรียมตัวเก็บของไสหัวกลับตระกูลหลินที่ตกต่ำของท่านไปได้เลย!”

“หรงอัน” เสิ่นจ้าวหรงไม่แม้แต่จะปรายตามองจางมามา นางเรียกสาวใช้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ส่งแขก หากพวกนางยังยืนเกะกะขวางหูขวางตาอยู่ในเรือนข้าอีกแม้แต่ครึ่งเค่อ ก็ใช้ไม้กวาดตีไล่พวกสุนัขรับใช้ที่ไร้มารยาทพวกนี้ออกไปให้พ้น”

หรงอันที่กำลังยืนอ้าปากค้างกับความเด็ดเดี่ยวของนายหญิง สะดุ้งโหยงก่อนจะรีบวิ่งไปคว้าไม้กวาดเก่าๆ ที่มุมห้องมาถือไว้แน่น แม้ตัวจะสั่นเป็นลูกนกแต่ก็พยายามทำใจดีสู้เสือ “พ...พวกเจ้าออกไปเดี๋ยวนี้นะ ฮูหยินน้อยสั่งให้ส่งแขก!”

จางมามากัดฟันกรอด มองสตรีบนเตียงราวกับเห็นผี สัญชาตญาณบางอย่างเตือนนางว่าอย่าได้เข้าไปแตะต้องหลินอวี้เหยาในตอนนี้ นางสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง “ฝากไว้ก่อนเถอะ ข้าจะดูว่าความหยิ่งผยองของท่านจะอยู่ได้นานสักกี่น้ำ”

กล่าวจบนางก็นำสาวใช้ร่างใหญ่ทั้งสองกระแทกเท้าเดินตึงตังออกจากเรือนท้ายจวนไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อพ้นร่างของคนพาล หรงอันก็ทิ้งไม้กวาดลงพื้น เข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งร้องไห้โฮ

“ฮูหยินน้อย ท่านทำเช่นนี้ทำไมเจ้าคะ หากท่านแม่ทัพเขียนหนังสือหย่าขึ้นมาจริงๆ ชีวิตของสตรีที่ถูกทอดทิ้งจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร แล้วคุณชายกับคุณหนูเล่าเจ้าคะ ท่านจะทิ้งพวกเขาไปจริงๆ หรือ”

เสิ่นจ้าวหรงไม่ได้ตอบคำถามนั้น นางยกมือขวาที่อวบอูมขึ้นมา จับชีพจรที่ข้อมือซ้ายของตนเองอยู่นาน นิ้วมือของนางเคาะเป็นจังหวะเบาๆ อย่างใช้ความคิด

การเต้นของชีพจรเชื่องช้าและติดขัดอย่างผิดวิสัย เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก แม้นางจะไม่ใช่หมอเทวดา แต่การกรำศึกและถูกลอบสังหารมานับครั้งไม่ถ้วนในอดีต ทำให้นางมีความรู้เรื่องยาและพิษพื้นฐานอยู่ไม่น้อย อาการอ้วนบวมอย่างรวดเร็ว เหนื่อยหอบง่าย และอารมณ์ที่แปรปรวนของหลินอวี้เหยา ไม่ใช่อาการของสตรีหลังคลอดที่กินจุตามธรรมชาติอย่างที่คนเขากล่าวหากัน

มีคนจงใจวางยาพิษในร่างกายนี้ พิษที่ค่อยๆ กัดกินและเปลี่ยนสตรีที่งดงามให้กลายเป็นตัวตลกที่น่ารังเกียจ

เสิ่นจ้าวหรงลดมือลง นัยน์ตาหงส์หรี่แคบลงอย่างอันตราย รอยยิ้มเย็นชาผุดขึ้นบนริมฝีปากที่ซีดเซียว

สตรีที่น่าสงสารผู้นี้ถูกเหยียบย่ำมานานถึงเจ็ดปี ถูกพรากลูก ถูกสามีหมางเมิน และถูกวางยาจนสภาพร่างกายพังทลาย ในขณะที่คนชั่วช้าเหล่านั้นเสวยสุขอยู่บนความทุกข์ของนาง

เจ้าคงเจ็บปวดและสิ้นหวังมากสินะ หลินอวี้เหยา นางรำพึงในใจ

หากเป็นคนอื่นที่มาอยู่ในร่างนี้ อาจจะท้อแท้จนอยากผูกคอตายซ้ำสอง แต่สำหรับเสิ่นจ้าวหรง ผู้คุ้นเคยกับการต่อสู้แย่งชิงความอยู่รอดมาทั้งชีวิตในวังหลังจนได้กลายเป็นจักรพรรดินีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปิดสนามรบใหม่เท่านั้น

นางไม่ได้ปรารถนาจะกลับไปทวงคืนอำนาจในราชสำนัก บัลลังก์นั้นนางส่งมอบให้หลานชายไปแล้ว แต่ในเมื่อสวรรค์ยังไม่ยอมให้นางพักผ่อน และส่งนางมาอยู่ในสมรภูมิเรือนหลังที่เน่าเฟะแห่งนี้ นางก็จะขอใช้เวลาว่างที่เหลืออยู่ สั่งสอนคนพวกนี้ให้รู้สำนึกเสียหน่อย

หนี้แค้นของเจ้าของร่างเดิม นางจะขอรับหน้าเสื่อคิดบัญชีทบต้นทบดอกให้เอง!

“หรงอัน เลิกร้องไห้ได้แล้ว” เสียงเข้มงวดเอ่ยขึ้น ทำเอาสาวใช้สะดุ้งสุดตัว “ไปต้มน้ำร้อนมาให้ข้าเช็ดตัว แล้วไปค้นดูว่าในเรือนนี้พอจะเหลือเสื้อผ้าสีเข้มๆ ที่ดูเป็นผู้เป็นคนบ้างหรือไม่”

หรงอันปาดน้ำตา เงยหน้ามองนายหญิงด้วยความงุนงง “ฮูหยินน้อย ท่าน... ท่านไม่เป็นอะไรแน่นะเจ้าคะ?”

“ข้ายังไม่ตาย” เสิ่นจ้าวหรงตอบเรียบๆ พยายามขยับขาทั้งสองข้างลงจากเตียง แม้จะหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยหิน แต่กระดูกสันหลังของนางยังคงตั้งตรงดุจทวนศัสตรา “และตราบใดที่ข้ายังหายใจ ใครที่มันกล้าเหยียบย่ำข้า ข้าจะทำให้พวกมันต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอความตายด้วยตัวเอง”

แววตาของสตรีร่างอ้วนตรงหน้าไม่มีความขลาดกลัวหรือความน้อยเนื้อต่ำใจหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มันคมกริบและสว่างวาบราวกับเปลวเพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งให้เป็นจุณ

หรงอันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายหญิงที่เคยอ่อนแอของตน แต่ความเด็ดขาดนั้นกลับทำให้สาวใช้ตัวน้อยรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด นางรีบพยักหน้ารับคำ ขานรับเสียงใส “เจ้าค่ะ! บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้!”

คล้อยหลังสาวใช้ เสิ่นจ้าวหรงมองมือที่อวบอูมของตนเองอีกครั้ง

ขั้นแรกคือการถอนพิษและรีดไขมันน่ารำคาญพวกนี้ออกไปให้หมด

ขั้นที่สองคือการนำลูกทั้งสองคนกลับมาสู่อ้อมอก

และขั้นสุดท้าย คือการเหยียบย่ำจวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินแห่งนี้ให้แหลกลาญ ก่อนจะโยนหนังสือหย่าใส่หน้าเซี่ยฉางเยวียนให้สาสมกับความหูเบาของเขา

การศึกครั้งนี้เพิ่งจะเริ่มตีกลองรบเท่านั้น