บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 7 ปิ่นหยกของผู้มีพระคุณ

เรือนอิงชุนของไป๋เหลียนซินอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานหอมกรุ่น บรรยากาศแตกต่างจากเรือนท้ายจวนราวฟ้ากับเหว แต่ในยามนี้ ความหรูหราเหล่านั้นกลับไม่อาจช่วยบรรเทาความอึดอัดที่แผ่ซ่านอยู่กลางห้องได้เลย

เซี่ยฉางเยวียนนั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์แดง ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึมจนแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง บนโต๊ะน้ำชาตรงหน้าเขามีปิ่นหยกสีเขียวมรกตแกะสลักลายเมฆขดวางอยู่

ไป๋เหลียนซินนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ดวงตากลมโตแดงช้ำจากการร้องไห้มาตลอดทางตั้งแต่กลับจากงานชมบุปผา นางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับหัวตาเป็นระยะ ท่าทางบอบบางน่าทะนุถนอมราวกับกิ่งหลิวลู่ลม หากเป็นเมื่อก่อน แม่ทัพหนุ่มคงรีบดึงนางเข้ามากอดปลอบโยนไปแล้ว แต่วันนี้เขากลับนั่งนิ่ง สายตาจับจ้องเพียงปิ่นหยกเล่มนั้น

“ท่านแม่ทัพ...” เหลียนซินเอ่ยเรียกเสียงสั่นเครือ “ท่านเรียกข้ามาพบเงียบๆ แล้วเอาแต่มองปิ่นเล่มนี้ หรือว่าท่านจะเชื่อคำพูดป้ายสีของพี่หญิงเข้าแล้วจริงๆ เจ้าคะ”

เซี่ยฉางเยวียนละสายตาจากปิ่นหยก เลื่อนขึ้นมามองใบหน้างดงามของสตรีตรงหน้า แววตาของเขาซับซ้อนเกินกว่าจะคาดเดา “ข้ายังไม่ได้กล่าวโทษเจ้า เหลียนซิน ข้าเพียงต้องการถามไถ่ให้กระจ่างใจเท่านั้น”

เขาหยิบปิ่นเล่มนั้นขึ้นมา พลิกดูส่วนปลายด้านซ้ายอย่างละเอียด รอยบิ่นเล็กๆ ขนาดเท่าปลายเข็มปรากฏอยู่ใต้ลายเมฆขดจริงๆ ตามที่หลินอวี้เหยาพูดไว้ไม่ผิดเพี้ยน หัวใจของแม่ทัพหนุ่มหล่นวูบ

“เจ้าบอกว่าปิ่นเล่มนี้เป็นของเจ้าใช่หรือไม่”

เหลียนซินชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะรีบพยักหน้า “ใช่เจ้าค่ะ เป็นของข้า... คืนนั้นข้าตกใจมากที่เห็นท่านบาดเจ็บเลือดท่วมตัว ข้าไม่มีสิ่งใดติดตัว จึงดึงปิ่นเล่มนี้ออกจากผม ใช้ปลายปิ่นกรีดฉีกชายเสื้อของตนเองเพื่อนำผ้ามาพันแผลห้ามเลือดให้ท่าน ด้วยความรีบร้อนและหวาดกลัว ข้าจึงทำปิ่นตกกระแทกหินจนเกิดรอยบิ่น แล้วก็ลืมทิ้งไว้ข้างกายท่านเจ้าค่ะ”

คำอธิบายนั้นฟังดูมีเหตุผล การใช้ปิ่นกรีดผ้าจนตกพื้นเกิดรอยบิ่นย่อมเป็นไปได้ เซี่ยฉางเยวียนพยักหน้าช้าๆ คล้ายจะยอมรับเหตุผลนั้น เหลียนซินลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก

แต่ประโยคถัดมาของเขากลับทำให้เลือดในกายของนางเย็นเฉียบ

“เช่นนั้น เจ้าช่วยทบทวนความจำให้ข้าฟังอีกสักครั้งเถิด” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่แฝงความกดดัน “คืนนั้น... เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ใดกันแน่”

ไป๋เหลียนซินหน้าซีดเผือด นางไม่ได้เป็นคนช่วยเขาจริงๆ นางเพียงแค่บังเอิญตามรอยเลือดไปพบเขานอนสลบไสลอยู่เพียงลำพัง จึงขโมยปิ่นที่ตกอยู่มาแอบอ้าง

“ผ...ผ่านมาหลายปีแล้ว ข้าเองก็ตกใจมากจนจำรายละเอียดได้ไม่ชัดเจนนักเจ้าค่ะ” นางตอบตะกุกตะกัก พยายามบีบน้ำตา “ข้าจำได้เพียงว่าคืนนั้นมืดมาก ข้าเดินหลงทางไปพบท่านนอนบาดเจ็บอยู่ใต้ต้นหลิวใหญ่... ริมแม่น้ำนอกเมืองเจ้าค่ะ”

เซี่ยฉางเยวียนหลับตาลงช้าๆ ความผิดหวังสายหนึ่งแล่นปราดเข้าเกาะกุมหัวใจ

ต้นหลิวริมแม่น้ำ...

คืนนั้นเขาถูกนักฆ่าลอบโจมตีจนบาดเจ็บสาหัส เขาพยายามหนีเอาตัวรอดจนหมดสติไป แม้สติจะเลือนราง แต่เขาสัมผัสได้ถึงพื้นหินเย็นเยียบ กลิ่นฝุ่นผงของกระเบื้องเก่าๆ และเสียงลมที่พัดผ่านเสาไม้ผุพัง เขาจำได้ว่าผู้ที่ช่วยเขาพยุงร่างหนักอึ้งของเขาไปหลบซ่อนตัวอยู่ในศาลาร้างบนเนินหินต่างหาก ไม่ใช่ริมแม่น้ำที่มีพื้นดินเฉอะแฉะและไม่มีแม้แต่เงาของต้นหลิวสักต้น!

เมื่อความจริงปรากฏอยู่ตรงหน้า คำโกหกของสตรีที่เขาเคยเทิดทูนก็พังทลายลงราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัด

เขาลืมตาขึ้น มองไป๋เหลียนซินด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่ความโกรธแค้น แต่มันคือความว่างเปล่าและหมางเมิน

เหลียนซินสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้น สัญชาตญาณเอาตัวรอดทำให้นางรู้ว่าตนเองพลาดไปแล้ว นางต้องหาทางหนีทีไล่ “ท...ท่านแม่ทัพ ข้าเวียนหัวเหลือเกินเจ้าค่ะ ข้าคงตกใจเรื่องที่ศาลาริมน้ำมากไป ข้า...”

ยังไม่ทันพูดจบ ร่างบอบบางก็โอนเอนและทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น เซี่ยฉางเยวียนตามสัญชาตญาณยื่นมือออกไปรับร่างของนางไว้ทัน แต่ครั้งนี้ เขาไม่ได้อุ้มนางขึ้นมาแนบอกด้วยความร้อนรน เขาเพียงประคองนางส่งให้สาวใช้ที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามา

“พานางไปพักผ่อน แล้วตามหมอมาดูอาการเสีย” เขาสั่งเสียงเรียบ วางปิ่นหยกทิ้งไว้บนโต๊ะ ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อเดินออกจากเรือนอิงชุนไปโดยไม่หันกลับมามองสตรีที่แสร้งสลบไสลอยู่อีกเลย

ในเวลาเดียวกัน ที่เรือนท้ายจวนอันเงียบสงบ หลินอวี้เหยากำลังง่วนอยู่กับการรื้อค้นหีบสินเดิมของเจ้าของร่าง ท่ามกลางฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย หรงอันใช้ผ้าปิดจมูกพลางช่วยเจ้านายยกผ้าพับเก่าๆ ออกจากหีบไม้จันทน์ใบใหญ่

“ฮูหยินน้อยหาอะไรอยู่หรือเจ้าคะ ข้าวของมีค่าพวกจางมามาก็ยึดไปหมดแล้ว เหลือแต่ของเก่าๆ พวกนี้”

“บางครั้งของเก่าที่ไม่มีราคาค่างวดในสายตาขโมย กลับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุด” หลินอวี้เหยาตอบพลางใช้มือลูบคลำไปตามก้นหีบ

นางจำได้ลางๆ จากความทรงจำของร่างเดิมว่า หลินอวี้เหยามีนิสัยชอบซ่อนของสำคัญไว้ใต้ช่องลับในหีบสินเดิม นางกดปลายนิ้วลงบนแผ่นไม้กระดานแผ่นหนึ่ง ออกแรงดันไปด้านข้าง เสียง ‘กริ๊ก’ เบาๆ ดังขึ้น แผ่นไม้เลื่อนออก เผยให้เห็นช่องลับขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ด้านล่าง

หรงอันเบิกตากว้าง “มีช่องลับด้วยหรือเจ้าคะ บ่าวไม่เคยรู้มาก่อนเลย!”

หลินอวี้เหยาล้วงมือเข้าไปหยิบของด้านในออกมา สิ่งแรกคือกล่องไม้สลักลายดอกเหมยขนาดฝ่ามือ เมื่อเปิดออกดูก็พบว่าภายในว่างเปล่า มีเพียงผ้ากำมะหยี่สีแดงรองก้นกล่องอยู่ แต่รอยกดทับบนผ้ากำมะหยี่นั้น เป็นรูปทรงของปิ่นหยกเล่มหนึ่งอย่างชัดเจน

สิ่งต่อมาที่นางหยิบออกมาคือผ้าห่อของชิ้นเล็กๆ ที่ปักลายนกยวนยางคู่ด้วยดิ้นเงิน ฝีเข็มประณีตบรรจงนี้เป็นฝีมือของหลินอวี้เหยาคนเดิมไม่ผิดแน่ หลินอวี้เหยาคลี่ผ้าห่อชิ้นนั้นออก ทันทีที่เห็นลวดลายที่ซ่อนอยู่ด้านใน นางก็แค่นยิ้มเย็นชา

“หรงอัน เจ้าจำถุงผ้าที่ไป๋เหลียนซินมักจะห้อยติดเอวได้หรือไม่”

หรงอันนึกครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “จำได้เจ้าค่ะ เป็นถุงผ้าไหมสีฟ้าอ่อน ปักลายเมฆามงคลด้วยดิ้นเงิน”

“ลายเมฆามงคลดิ้นเงิน... เหมือนกับเศษผ้าชิ้นนี้ไม่มีผิด” หลินอวี้เหยาโยนผ้าห่อชิ้นนั้นลงบนโต๊ะ ไป๋เหลียนซินคงขโมยปิ่นไปพร้อมกับถุงผ้าที่ใส่ปิ่น แล้วนำเศษผ้าจากถุงนั้นมาดัดแปลงเป็นถุงหอมพกติดตัวเพื่อตอกย้ำว่าตนเองคือเจ้าของปิ่น ช่างเป็นสตรีที่ละเอียดลออในการสร้างเรื่องโกหกเสียจริง

แต่สิ่งที่ทำให้หลินอวี้เหยาสะเทือนใจที่สุด ไม่ใช่กล่องเปล่าหรือเศษผ้า หากแต่เป็นกระดาษสีเหลืองกรอบแผ่นหนึ่งที่ถูกพับซ่อนไว้ลึกสุดในช่องลับ

นางคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกอย่างระมัดระวัง ลายมือที่เขียนด้วยหมึกสีดำนั้นสั่นพร่าและมีรอยหยดน้ำตากระจายอยู่เป็นหย่อมๆ มันคือจดหมายที่หลินอวี้เหยาคนเดิมตั้งใจจะเขียนส่งไปให้สามีที่ค่ายทหาร แต่กลับไม่เคยถูกส่งออกไป

‘ท่านพี่ฉางเยวียน... ตั้งแต่ท่านรับสตรีผู้นั้นเข้าจวน ท่านก็ไม่เคยมองหน้าข้าอีกเลย ท่านกล่าวหาว่าข้าแอบอ้างความดีความชอบของนาง หาว่าข้าขโมยปิ่นของนางมาเป็นของตนเอง... แต่ความจริงแล้ว ปิ่นเล่มนั้นเป็นของข้าต่างหาก คืนนั้นที่ศาลาร้างบนเนินหิน เป็นข้าที่พยุงร่างอาบเลือดของท่านไปซ่อนตัว ข้าฉีกชายกระโปรงพันแผลให้ท่าน ข้าเฝ้าไข้ท่านทั้งคืนจนรุ่งสาง แต่เมื่อข้าออกไปตามคนมาช่วย กลับกลายเป็นนางที่สวมรอยแย่งชิงทุกอย่างไป... ข้าพยายามอธิบาย แต่ไม่มีผู้ใดเชื่อข้าเลย ท่านพี่... ขอเพียงท่านยอมฟังข้าสักครั้ง ขอเพียงท่านกลับไปที่ศาลาร้างแห่งนั้น ท่านจะพบตัวอักษร ‘เหยา’ ที่ข้าใช้หินสลักทิ้งไว้ใต้ฐานเสา...’

ตัวอักษรในบรรทัดสุดท้ายขาดห้วงไป ราวกับผู้เขียนหมดเรี่ยวแรงที่จะเขียนต่อ

เสิ่นจ้าวหรงในร่างอวบอ้วนกำจดหมายแผ่นนั้นไว้แน่น ความรู้สึกอัดอั้นตันใจ น้อยเนื้อต่ำใจ และความสิ้นหวังของเจ้าของร่างเดิมถ่ายทอดผ่านตัวอักษรเข้าสู่จิตวิญญาณของนางอย่างรุนแรง สตรีผู้นี้ช่วยชีวิตสามีด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่กลับถูกสวมรอย ถูกกล่าวหาว่าร้ายกาจ และถูกทอดทิ้งให้จมอยู่กับความอัปยศจนตัวตาย

นางสูดลมหายใจเข้าลึก กดข่มความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นในอก “หลินอวี้เหยา... เจ้าไม่ต้องร้องไห้แล้ว หนี้แค้นนี้ ข้าจะทวงคืนให้เจ้าทุกหยาดหยด”

หลินอวี้เหยาหันไปหาสาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ “หรงอัน จดหมายฉบับนี้สำคัญยิ่งนัก เหตุใดฮูหยินถึงไม่ส่งมันไปให้แม่ทัพเซี่ยที่ค่ายทหาร”

หรงอันเห็นจดหมายก็จำได้ นางถอนหายใจยาว “ฮูหยินน้อย ท่านลืมไปแล้วหรือเจ้าคะ ตั้งแต่ท่านถูกย้ายมาอยู่เรือนท้ายจวน ฮูหยินผู้เฒ่าก็ออกกฎเหล็ก จดหมายทุกฉบับที่ส่งออกจากจวน โดยเฉพาะจดหมายที่ส่งไปค่ายทหาร ต้องผ่านการตรวจสอบจากจางมามาก่อนทุกครั้ง หากจางมามาเห็นจดหมายฉบับนี้ มีหรือจะยอมให้ส่งถึงมือท่านแม่ทัพ นางคงฉีกทิ้งและนำเรื่องไปฟ้องฮูหยินผู้เฒ่าให้มาลงโทษท่านเป็นแน่ ท่านถึงได้เก็บซ่อนมันไว้ ไม่กล้าส่งออกไปอย่างไรเล่าเจ้าคะ”

การปิดหูปิดตาสามี ตัดขาดการสื่อสารของภรรยาเอก ช่างเป็นแผนการที่แยบยลนัก เซี่ยฉางเยวียนผู้นั้นก็ช่างโง่งม ปล่อยให้มารดาและบ่าวไพร่ชักใยอยู่เบื้องหลังโดยไม่รู้ตัว

“แล้วคนขับรถม้าเล่า” หลินอวี้เหยาถามต่อ “คนที่ขับรถม้าพาข้าออกไปนอกเมืองในคืนนั้น เขาต้องเป็นพยานได้สิว่าข้าไปที่ศาลาร้าง ไม่ได้นอนหลับสบายอยู่ในจวน”

สีหน้าของหรงอันสลดลง “ลุงเฉินคนขับรถม้า ถูกจางมามาไล่ออกจากจวนไปตั้งแต่หกปีก่อนแล้วเจ้าค่ะ อ้างว่าเขาดื่มเหล้าเมาจนเกวียนพัง หลังจากถูกไล่ออกไป ลุงเฉินก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีใครพบเห็นเขาในเมืองหลวงอีกเลย”

หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย... หลินอวี้เหยาหรี่ตาลง เรื่องนี้ชักจะไม่ใช่แค่ความริษยาแย่งชิงความรักของสตรีเรือนหลังเสียแล้ว การกำจัดพยานบุคคลอย่างรัดกุมเช่นนี้ ต้องเป็นฝีมือของผู้ที่มีอำนาจและเส้นสาย ไม่ใช่แค่จางมามาหรือไป๋เหลียนซินที่เพิ่งกลับเข้าเมืองหลวงแน่

มีคนจงใจสร้างสถานการณ์ให้หลินอวี้เหยากลายเป็นคนร้ายกาจและถูกโดดเดี่ยว เพื่อจุดประสงค์บางอย่างที่ลึกล้ำกว่านั้น

“หรงอัน เก็บกล่องปิ่นกับจดหมายนี่กลับเข้าไปในช่องลับตามเดิม” หลินอวี้เหยาสั่งการอย่างเยือกเย็น “เรื่องที่เราค้นพบในวันนี้ ห้ามแพร่งพรายให้ผู้ใดรู้เป็นอันขาด”

“เจ้าค่ะ ฮูหยินน้อย”

ตกดึก คืนนั้นเดือนมืดสนิท ท้องฟ้าไร้แสงดาว ลมสารทพัดหวีดหวิวผ่านช่องหน้าต่างที่ผุพังของเรือนท้ายจวน บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าขนลุก

หลินอวี้เหยายังไม่หลับ นางนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง โคจรลมปราณขับพิษตามวิธีที่เคยฝึกฝนมาในอดีต หูของนางคอยเงี่ยฟังความเคลื่อนไหวภายนอกอย่างระแวดระวัง

ยามสาม เสียงฝีเท้าแผ่วเบาราวกับแมวเดินดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านหน้า เสียงนั้นค่อยๆ คืบคลานเข้าใกล้ห้องเก็บของที่อยู่ติดกับห้องนอนของนาง

กริ๊ก...

เสียงสะเดาะกลอนประตูดังขึ้นแผ่วเบา ตามมาด้วยเสียงบานประตูไม้ที่ถูกผลักออกช้าๆ

ในห้องเก็บของที่มืดมิด เงาดำของคนผู้หนึ่งแทรกตัวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ คนผู้นั้นล้วงเอาแท่งจุดไฟออกมา เป่าลมเบาๆ ให้เกิดประกายไฟสลัวๆ ส่องให้เห็นใบหน้าที่ถูกปิดบังด้วยผ้าสีดำ เหลือเพียงดวงตาที่กวาดมองไปรอบห้อง เป้าหมายของมันคือกองหีบสินเดิมที่วางซ้อนกันอยู่มุมห้อง

มันก้าวเข้าไปใกล้หีบไม้จันทน์ใบนั้น ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบขวดน้ำมันขวดเล็กออกมา เตรียมจะราดลงบนหีบเพื่อจุดไฟเผาทำลายหลักฐานที่อาจหลงเหลืออยู่

แต่ก่อนที่น้ำมันหยดแรกจะร่วงหล่นลงมา...

ฟุ่บ!

เงาร่างหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากมุมมืดหลังกองผ้าเก่าๆ รวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ หลินอวี้เหยาใช้ผ้าคลุมไหล่ตวัดรัดคอผู้บุกรุกจากด้านหลังอย่างแม่นยำ พร้อมกับยกเข่าขึ้นกระแทกเข้าที่ข้อพับของศัตรูจนมันทรุดฮวบลงกับพื้น ข้อมือที่ถือขวดน้ำมันถูกนางบิดอย่างแรงจนขวดร่วงหล่นแตกกระจาย

“คิดจะมาเผาเรือนข้ายามวิกาล ใจกล้าไม่เบานี่!”

หลินอวี้เหยากดร่างของผู้บุกรุกให้นอนคว่ำหน้าลงกับพื้น ใช้เข่ากดทับแผ่นหลังไว้ไม่ให้ดิ้นหลุด มืออีกข้างกระชากผ้าปิดหน้าของมันออกอย่างแรง

แสงจากแท่งจุดไฟที่ตกอยู่บนพื้นส่องให้เห็นใบหน้าของผู้บุกรุกชัดเจน มันคือสาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้มผู้หนึ่ง เป็นสาวใช้ที่มักจะเดินตามหลังไป๋เหลียนซินอยู่เสมอ!

“คนของเรือนอิงชุนจริงๆ ด้วย” หลินอวี้เหยาแค่นหัวเราะ “นายของเจ้าช่างใจร้อนเสียจริง เพิ่งถูกฉีกหน้าไปเมื่อเช้า คืนนี้ก็ส่งสุนัขรับใช้อย่างเจ้ามาลอบกัดข้าเสียแล้ว บอกมา! ใครสั่งให้เจ้ามาเผาหีบสินเดิมของข้า!”

สาวใช้ผู้นั้นเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด นางดิ้นรนสุดชีวิต แต่แรงของสตรีอวบอ้วนที่ทับอยู่บนหลังนั้นหนักหน่วงและแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็ก

แทนที่จะตอบคำถาม สาวใช้กลับเม้มปากแน่น แววตาแปรเปลี่ยนจากความหวาดกลัวเป็นความเด็ดเดี่ยว นางขบกรามลงบนสิ่งหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ฟันกรามอย่างแรง

กร๊อบ!

หลินอวี้เหยาหูไว สัญชาตญาณร้องเตือนถึงอันตราย นางรีบเอื้อมมือไปบีบกรามของสาวใช้เพื่อบังคับให้คายสิ่งนั้นออกมา แต่สายเกินไปเสียแล้ว

ร่างของสาวใช้กระตุกเกร็งอย่างรุนแรง ดวงตาเบิกโพลงค้าง เลือดสีดำสนิทไหลทะลักออกจากมุมปาก กลิ่นเหม็นคาวของยาพิษสกัดเข้มข้นลอยคละคลุ้งไปทั่วห้อง เพียงไม่กี่อึดใจ ร่างนั้นก็สิ้นใจตายคามือของนาง

หลินอวี้เหยาค่อยๆ ปล่อยมือออกจากศพไร้วิญญาณ ลุกขึ้นยืนท่ามกลางความมืดมิด นางมองร่างของสาวใช้ที่กัดยาพิษฆ่าตัวตายด้วยแววตาที่ล้ำลึกและเยือกเย็น

บ่าวรับใช้ทั่วไปในจวนแม่ทัพ ไม่มีทางพกยาพิษซ่อนไว้ในไรฟันเพื่อฆ่าตัวตายยามถูกจับได้เช่นนี้หรอก นี่มันวิถีของนักฆ่าเดนตายหรือสายลับที่ถูกฝึกมาอย่างดีต่างหาก!

ไป๋เหลียนซิน... เจ้าดอกบัวขาวนั่น แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่? แล้วขุมอำนาจใดที่ชักใยอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายในจวนสกุลเซี่ยแห่งนี้?

เสิ่นจ้าวหรงหลับตาลง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยจิตสังหาร

ดูเหมือนว่ากระดานหมากในเรือนหลังแห่งนี้ จะซับซ้อนและน่าสนุกกว่าที่นางคาดคิดไว้มากนัก และผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลัง คงจะเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้เสียแล้ว
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel