บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 เริ่มถอนพิษ

เช้าวันใหม่มาเยือนเรือนท้ายจวนพร้อมกับหยาดน้ำค้างที่เกาะพราวบนใบไม้ บานประตูไม้ที่ถูกปิดกระแทกใส่หน้าแม่ทัพหนุ่มเมื่อวานยังคงปิดสนิท หลินอวี้เหยาตื่นขึ้นมาตั้งแต่ท้องฟ้ายังไม่สาง สัญชาตญาณจักรพรรดินีที่ฝังรากลึกในวิญญาณทำให้นางไม่อาจนอนตื่นสายได้ แม้ว่าร่างกายนี้จะยังคงเรียกร้องการพักผ่อนอย่างหนักหน่วงก็ตาม

นางขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ความรู้สึกปวดเมื่อยแล่นริ้วไปตามกล้ามเนื้อทุกสัดส่วน ร่างกายที่แบกรับน้ำหนักส่วนเกินและถูกพิษเรื้อรังเล่นงานมานานหลายปี อ่อนแอเสียจนแค่พลิกตัวก็ยังหอบเหนื่อย แต่เสิ่นจ้าวหรงผู้เคยบุกป่าฝ่าดงธนูไม่เคยยอมแพ้ต่อความเจ็บปวดเพียงเท่านี้

หรงอันเดินงัวเงียเข้ามาในห้องพร้อมอ่างน้ำล้างหน้า สาวใช้ตัวน้อยเห็นเจ้านายลุกขึ้นมานั่งตัวตรงตั้งแต่ไก่โห่ก็อดแปลกใจไม่ได้

“ฮูหยินน้อย เหตุใดวันนี้ตื่นเช้าปานนี้เจ้าคะ อาหารจากครัวใหญ่ยังมาไม่ถึงเลย”

“นับจากวันนี้ ข้าจะไม่แตะต้องอาหารจากครัวใหญ่อีก” หลินอวี้เหยาเอ่ยเสียงเรียบ หยิบผ้าชุบน้ำขึ้นมาเช็ดหน้า “เจ้าจงนำข้าวสารและผักที่พอจะหาได้ในครัวเล็กมาต้มข้าวต้มเปล่าๆ ใส่เกลือเพียงหยิบมือ ห้ามใส่น้ำมันพืชหรือเนื้อสัตว์ที่ติดมันเด็ดขาด ส่วนของที่พวกนั้นส่งมาก็จัดการเททิ้งไปเงียบๆ เหมือนเมื่อวาน”

หรงอันเบิกตากว้าง “แต่ว่า... ฮูหยินน้อย ร่างกายท่านอ่อนแอ หากกินเพียงข้าวต้มเปล่าๆ จะมีเรี่ยวแรงได้อย่างไรเจ้าคะ”

“การยัดเยียดของมันของหวานเข้าปากต่างหากที่ทำให้ข้าไร้เรี่ยวแรง” นางตัดบท ก่อนจะหยิบปิ่นเงินเรียบๆ เล่มหนึ่งซึ่งซ่อนไว้ใต้ฟูกออกมาส่งให้สาวใช้ “เจ้าจงแอบออกไปทางประตูหลังจวน นำปิ่นเล่มนี้ไปจำนำที่โรงรับจำนำนอกเมือง แล้วไปที่ร้านยาเก่าๆ แถบตลาดล่าง ซื้อตัวยาตามรายการที่ข้าจะจดให้ ห้ามไปร้านยาใหญ่โตในละแวกนี้เด็ดขาด เข้าใจหรือไม่”

สาวใช้รับปิ่นเงินมาถือไว้อย่างหวงแหน นี่เป็นของมีค่าชิ้นสุดท้ายที่เหลือติดตัวเจ้านาย แต่นางก็พยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน เพราะตั้งแต่เมื่อวาน นางเริ่มรู้สึกว่าหากเชื่อฟังฮูหยินน้อย ชีวิตในเรือนท้ายจวนย่อมปลอดภัยกว่าเดิม

เมื่อหรงอันออกไปแล้ว หลินอวี้เหยาก็เริ่มกระบวนการฟื้นฟูร่างกาย นางรู้ดีว่าไม่อาจหักโหมอดอาหารหรือออกกำลังกายอย่างหนักได้ในทันที เพราะหัวใจและข้อต่อของร่างนี้รับไม่ไหว นางเดินออกไปที่ลานกว้างหน้าเรือน สูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด แล้วผ่อนออกช้าๆ เป็นจังหวะ

นางใช้ท่าเดินพื้นฐานของการฝึกทหารใหม่ ก้าวเท้าให้มั่นคง ยืดหลังให้ตรง และแกว่งแขนเพื่อสร้างสมดุล เพียงแค่เดินรอบลานหินได้ไม่ถึงครึ่งรอบ เหงื่อกาฬก็แตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง ใบหน้าที่อวบอูมซีดเผือด อาการหน้ามืดวิงเวียนโจมตีเข้าอย่างจังจนนางต้องเกาะต้นไม้ใหญ่ไว้เพื่อพยุงตัว

ขาทั้งสองข้างสั่นเทาเหมือนจะทรุดลงไปกองกับพื้น ลมหายใจดังหอบแฮ่กราวกับคนใกล้ขาดใจ

พักเถอะ... เสียงเรียกร้องจากร่างกายดังก้องอยู่ในหัว

แต่ดวงตาของอดีตจักรพรรดินีกลับวาวโรจน์ด้วยความดื้อรั้น นางสูดลมหายใจเข้าอีกครั้ง กัดฟันแน่นจนกรามปูดนูน ข้าเคยควบม้าฝ่ากองทัพนับหมื่นโดยไม่หยุดพัก ดาบในมือไม่เคยร่วงหล่น แล้วเหตุใดจะต้องมายอมแพ้กะอีแค่ก้อนไขมันและพิษสวะพวกนี้

นางปล่อยมือจากต้นไม้ ก้าวเท้าเดินต่อไปทีละก้าว ทีละก้าว อย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง

แสงแดดอ่อนๆ ยามสายสาดส่องลงมาสะท้อนหยาดเหงื่อบนใบหน้า ขณะที่นางกำลังเดินวนเป็นรอบที่สาม เงาเล็กๆ สายหนึ่งก็ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ที่หน้าประตูเรือน

หลินอวี้เหยาหยุดเดิน หันไปมองก็พบกับเซี่ยอวิ๋นซี เด็กหญิงตัวน้อยสวมชุดสีชมพูอ่อนแอบชะโงกหน้าเข้ามา สองมือประคองกล่องไม้แกะสลักใบหนึ่งไว้แน่น ท่าทีกล้าๆ กลัวๆ เหมือนลูกกระต่ายระวังภัย

“ซีเอ๋อร์ เข้ามาสิ” นางเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้อ่อนโยนที่สุด

เด็กหญิงสะดุ้งเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นว่ามารดาไม่ได้มีท่าทีเกรี้ยวกราด ทั้งยังดูเหนื่อยหอบจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม นางจึงค่อยๆ ก้าวเท้าเข้ามาในลานกว้าง

“ท...ท่านย่าให้เอาขนมมาให้เจ้าค่ะ” อวิ๋นซียื่นกล่องไม้มาตรงหน้า

หลินอวี้เหยารับกล่องขนมมาเปิดดู ภายในเป็นขนมเปี๊ยะไส้ถั่วกวนชิ้นเล็กๆ ดูน่ารับประทาน แต่เพียงแค่ได้กลิ่น นางก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ กลิ่นหอมหวานของถั่วกวนมีกลิ่นสมุนไพรชนิดเดียวกับในน้ำชาแฝงอยู่อย่างเจือจาง เป็นยาที่กระตุ้นความอยากอาหารและทำให้ร่างกายบวมน้ำ

แววตาของนางเย็นเยียบลงชั่วขณะ แต่เมื่อก้มลงมองใบหน้าใสซื่อของบุตรสาว นางก็รีบซ่อนประกายตานั้นไว้ คนพวกนี้ช่างต่ำช้าเกินเยียวยา ถึงขั้นใช้เด็กตัวเล็กๆ ที่ไม่รู้ประสีประสามาเป็นเครื่องมือส่งยาพิษให้มารดาตนเอง

“ซีเอ๋อร์ ใครเป็นคนเตรียมขนมกล่องนี้ให้เจ้านำมาส่งหรือ” นางถามเสียงเรียบ พลางปิดฝากล่องลง

เด็กหญิงกระพริบตาปริบๆ “แม่นมเถียนเจ้าค่ะ แม่นมบอกว่าขนมนี้หวานอร่อย ฮูหยินหลินกินแล้วจะได้อารมณ์ดี ไม่โมโหใส่พวกเรา”

แม่นมเถียนอีกแล้ว หลินอวี้เหยาจดจำชื่อนี้สลักไว้ในใจ สตรีผู้นี้รับหน้าที่ดูแลเด็กแฝดมาตั้งแต่แบเบาะ ปลูกฝังความเกลียดชัง และยังเป็นคนจัดแจงอาหารอาบพิษมาให้นางอย่างแนบเนียน

“ขอบใจเจ้ามาก แต่ตอนนี้ข้ายังรู้สึกอิ่มอยู่ คงกินขนมหวานๆ พวกนี้ไม่ไหว” นางวางกล่องขนมลงบนโต๊ะหิน ก่อนจะหยิบผลอิงเถา (เชอร์รี่) สีแดงสดที่หรงอันล้างเตรียมไว้ในจานขึ้นมา “เจ้าอยากเปลี่ยนมากินผลไม้กับข้าหรือไม่”

อวิ๋นซีมองผลอิงเถาด้วยความสนใจ ปกติอยู่ที่เรือนหลัก แม่นมเถียนมักจะให้กินแต่ขนมหวานรสจัด ไม่ค่อยให้กินผลไม้สด เด็กหญิงพยักหน้าเล็กน้อย เอื้อมมือเล็กๆ มารับผลอิงเถาไปกัดคำหนึ่ง รสเปรี้ยวอมหวานทำให้ดวงตากลมโตเป็นประกาย

“อร่อยหรือไม่”

“อร่อยเจ้าค่ะ” เด็กหญิงตอบเสียงเบา

“เช่นนั้นเจ้านั่งกินตรงนี้เถิด ข้าขอตัวเดินออกกำลังกายต่ออีกสักรอบ” หลินอวี้เหยาขยับตัวลุกขึ้น “อ้อ หากเจ้าว่าง จะช่วยนับก้าวให้ข้าได้หรือไม่ ว่าข้าเดินได้กี่ก้าวแล้ว ข้ามักจะหลงลืมอยู่เรื่อย”

อวิ๋นซีชะงักไปนิด การถูกผู้ใหญ่ขอความช่วยเหลือทำให้เด็กน้อยรู้สึกถึงความสำคัญ นางรีบเคี้ยวอิงเถาแก้มตุ่ย พยักหน้าหงึกหงัก “ได้เจ้าค่ะ ข้านับเลขเก่งนะ ท่านอาจารย์สอนพี่ชาย ข้าก็แอบจำมาได้หมดเลย”

“ดีมาก” หลินอวี้เหยายิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่มาจากใจจริง

เช้าวันนั้น อวิ๋นซีจึงนั่งแกว่งขาอยู่บนม้านั่งหิน ส่งเสียงเจื้อยแจ้วนับก้าวให้มารดาที่เดินวนไปรอบๆ ลานกว้าง แม้ท่าเดินของหลินอวี้เหยาจะงุ่มง่ามและดูเชื่องช้า แต่ภาพที่มารดาและบุตรสาวพูดคุยโต้ตอบกันเป็นระยะ กลับสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นอย่างที่ไม่เคยปรากฏในเรือนท้ายจวนมาก่อน

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา อวิ๋นซีก็จะแอบถือกล่องขนมมาที่เรือนท้ายจวนทุกเช้า นางคิดว่ามารดาคงชอบให้นางมาช่วยนับก้าว และผลไม้ที่เรือนนี้ก็อร่อยกว่าขนมของแม่นมเถียนตั้งเยอะ เด็กหญิงตัวน้อยเริ่มซึมซับความอบอุ่นและไว้วางใจมารดามากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ในขณะเดียวกัน ที่กำแพงอิฐเตี้ยๆ ด้านข้างเรือน ซึ่งมีรอยแตกเป็นช่องเล็กๆ เซี่ยอวิ๋นเจ๋อมักจะมายืนซุ่มดูภาพเหตุการณ์เหล่านั้นเงียบๆ อยู่เสมอ

เด็กชายวัยเจ็ดขวบผู้มีทิฐิสูงลิบ ยังไม่อาจลดทอนความระแวงและเดินเข้าไปหามารดาอย่างเปิดเผยเหมือนน้องสาวได้ แต่ในใจของเขากลับมีความสงสัยและรุ่มร้อนอย่างประหลาด โดยเฉพาะเรื่องแผนที่พิชัยสงครามแผ่นนั้น

ความรู้ระดับนั้น เป็นไปไม่ได้ที่สตรีโง่งมจะเขียนขึ้นมามั่วๆ

วันหนึ่ง หลังจากอวิ๋นซีวิ่งกลับไปแล้ว หลินอวี้เหยาเดินกลับเข้าไปพักผ่อนในห้อง เมื่อนางออกมาอีกครั้งในตอนบ่าย ก็พบว่ามีกระดาษแผ่นหนึ่งถูกพับซุกไว้ใต้กรอบหน้าต่าง

นางคลี่ออกดู บนกระดาษมีลายมือของเด็กที่เพิ่งหัดคัดตัวอักษร เขียนคำถามสั้นๆ เอาไว้

‘ทัพหน้าถูกปิดล้อม เสบียงถูกตัดขาด ทัพหนุนอยู่ห่างไปสามร้อยลี้ จะแก้เกมเช่นไร’

หลินอวี้เหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย คำถามนี้เป็นโจทย์จำลองการศึกที่ขุนพลหลายคนในอดีตเคยถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดง นางรู้ทันทีว่านี่คือคำถามท้าทายจากบุตรชายตัวน้อยที่แอบซ่อนอยู่หลังกำแพง

นางยิ้มมุมปาก เดินไปฝนหมึก แล้วตวัดพู่กันเขียนตอบลงไปด้านหลังกระดาษแผ่นนั้นอย่างไม่ลังเล

‘ล้อมทัพหน้าคือเป้าหลอก ตัดเสบียงคือเป้าจริง หากมัวแต่รอกำลังหนุนย่อมอดตาย จงเปลี่ยนทัพหน้าเป็นเหยื่อล่อ สละค่ายทิ้ง แล้วจัดกำลังหน่วยกล้าตายลอบโจมตีคลังเสบียงของศัตรูในยามวิกาล ใช้ไฟเป็นอาวุธ เมื่อคลังเสบียงศัตรูมอดไหม้ วงล้อมย่อมแตกสลายเพราะต้องถอยกลับไปดับไฟ’

นางยังวาดรูปสัญลักษณ์ค่ายทหารและทิศทางการเคลื่อนทัพอย่างง่ายๆ กำกับไว้ด้านล่าง ก่อนจะพับกระดาษกลับไปวางไว้ที่เดิม

เย็นวันนั้น เมื่อไม่มีใครอยู่ อวิ๋นเจ๋อก็ลอบเข้ามายืดตัวหยิบกระดาษแผ่นนั้นกลับไป ทันทีที่เขาอ่านคำตอบและเห็นภาพวาดประกอบ ดวงตาของเด็กชายก็เบิกกว้าง หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น กลยุทธ์นี้ดุดันและเสี่ยงอันตราย แต่กลับสมเหตุสมผลและเหนือชั้นกว่าวิธีตั้งรับแบบเดิมๆ ที่อาจารย์เคยสอนเสียอีก

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา กระดาษคำถามก็ถูกสอดไว้ใต้หน้าต่างทุกวัน และทุกครั้ง อวิ๋นเจ๋อก็จะได้รับคำตอบที่ลึกซึ้ง เฉียบขาด และเปิดโลกทัศน์ของเขาให้กว้างไกลยิ่งขึ้น

ความรู้สึกชิงชังที่เคยมีต่อมารดาค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอย่างเงียบๆ เด็กชายเริ่มตั้งตารอคอยที่จะได้อ่านคำตอบของนางในทุกๆ เย็น ราวกับศิษย์ที่กระหายใคร่รู้ในวิชาจากปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่

เวลาผ่านไปแรมเดือน นอกเหนือจากการใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบวินัย หลินอวี้เหยายังให้หรงอันต้มยาสมุนไพรที่ซื้อมาจากนอกเมืองให้ดื่มทุกวัน ยาเทียบนี้มีรสขมปร่าจนแทบอาเจียน แต่มันมีสรรพคุณในการขับของเสีย ล้างพิษในกระแสเลือด และลดอาการบวมน้ำได้อย่างชะงัด

เย็นวันหนึ่ง หลังจากอาบน้ำชำระล้างคราบเหงื่อไคลเสร็จสิ้น หลินอวี้เหยาสวมชุดคลุมตัวหลวม นั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หรงอันกำลังใช้ผ้าซับผมที่เปียกชื้นให้นางอย่างเบามือ

“ฮูหยินน้อย ช่วงนี้ท่านทานอาหารน้อยลงมาก แต่ไฉนผิวพรรณถึงดูผ่องใสขึ้นเล่าเจ้าคะ” หรงอันเอ่ยถามด้วยความซื่อ ขณะมองเงาสะท้อนในกระจก

หลินอวี้เหยาไม่ได้ตอบ นางเพียงขยับตัวเข้าไปใกล้กระจกทองเหลืองที่ถูกขัดจนเงาวับ เพ่งมองใบหน้าของตนเองอย่างละเอียด

ความพยายามตลอดหลายวันที่ผ่านมาไม่เสียเปล่า อาการบวมฉุบริเวณเปลือกตาและแก้มยุบลงไปอย่างเห็นได้ชัด แม้ร่างกายจะยังคงดูอวบอ้วน แต่ชั้นไขมันที่เคยย้วยหย่อนกลับกระชับขึ้นจากการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องทุกวัน

เมื่อความบวมน้ำลดลง โครงหน้าเดิมที่ถูกซ่อนไว้ใต้ก้อนเนื้อก็เริ่มเผยเค้าลางออกมาให้เห็น คางที่เคยซ้อนกันเป็นชั้นเริ่มมีส่วนเว้าส่วนโค้ง จมูกที่เคยมองไม่เห็นสันกลับดูโด่งรั้นขึ้น ดวงตาหงส์ที่เคยกึ่งปิดกึ่งเปิดบัดนี้กลมโตและคมกริบ ยิ่งประกอบกับผิวพรรณที่เริ่มขาวกระจ่างใสเพราะขับพิษออกไปได้ส่วนหนึ่ง ความงดงามที่แท้จริงของหลินอวี้เหยาก็ค่อยๆ ฉายแสงออกมาทีละน้อย

อดีตจักรพรรดินียกมือขึ้นลูบแก้มตนเองเบาๆ ร่างกายนี้เมื่อก่อนคลอดบุตร คงจะเป็นสตรีที่งดงามหยดย้อยสะเทือนเมืองผู้หนึ่งเป็นแน่ น่าเสียดายที่ต้องมาพังทลายลงเพราะความริษยาของหญิงชั่วและความโง่เขลาของบุรุษ

นางประสานสายตากับเงาของตนเองในกระจก รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก

เวลาแห่งการเก็บตัวถอนพิษใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อใดที่ความสง่างามของนางกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ เมื่อนั้นจวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินแห่งนี้ จะต้องเตรียมรับมือกับพายุลูกใหญ่ที่นางจะเป็นผู้พัดพาไปเยือนด้วยตนเอง

บัญชีหนี้แค้นที่สะสมมาเจ็ดปี ถึงเวลาต้องนำออกมาสะสางเสียที
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel