บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 สามีกลับจากชายแดน

เสียงฝีเท้าม้าควบตะบึงฝ่าฝุ่นดินที่ลอยคลุ้งขึ้นเป็นสาย ม้าศึกสีนิลตัวใหญ่ห้อตะบึงอย่างเอาเป็นเอาตายมุ่งหน้าสู่ประตูเมืองหลวง บนหลังม้าคือบุรุษหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะอ่อนที่เปื้อนฝุ่นควัน ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขาบัดนี้ดำทะมึนราวกับมีพายุฝนฟ้าคะนองซ่อนอยู่ใต้คิ้วกระบี่ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม

เซี่ยฉางเยวียน แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินผู้เกรียงไกร เพิ่งได้รับจดหมายด่วนจากจวนเมื่อช่วงบ่าย เนื้อความในจดหมายเขียนโดยสาวใช้คนสนิทของมารดา ระบุว่าหลินอวี้เหยาอาละวาดหึงหวงไร้เหตุผล ถึงขั้นลงมือผลักไป๋เหลียนซินตกสระบัว ก่อนจะแสร้งกระโดดตามลงไปเพื่อเรียกร้องความสนใจ สร้างความวุ่นวายจนจวนแทบแตก

ทันทีที่อ่านจบ เขาก็ทิ้งงานในค่ายทหาร สั่งให้รองแม่ทัพดูแลการฝึกซ้อมแทน แล้วควบม้ากลับเมืองหลวงเร็วกว่ากำหนดการเดิมถึงสองวัน

“ท่านแม่ทัพ! กลับมาแล้วหรือขอรับ!”

ทหารยามหน้าประตูจวนสกุลเซี่ยรีบวิ่งเข้ามารับบังเหียนม้าด้วยความลุกลี้ลุกลน เซี่ยฉางเยวียนตวัดขาลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็ว ก้าวยาวๆ เข้าไปด้านในโดยไม่แม้แต่จะหยุดทักทายพ่อบ้านที่วิ่งกระหืดกระหอบมารับหน้า

“นางอยู่ที่ใด” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างเย็นชา

“ฮ...ฮูหยินน้อยอยู่ที่เรือนท้ายจวนขอรับ แต่ฮูหยินผู้เฒ่ากับคุณหนูไป๋อยู่ที่เรือนหลัก...” พ่อบ้านยังรายงานไม่ทันจบ แผ่นหลังกว้างของแม่ทัพหนุ่มก็สะบัดผ้าคลุมเดินตรงลิ่วไปยังทิศทางของเรือนท้ายจวนเสียแล้ว

ตลอดทางเดิน เซี่ยฉางเยวียนนึกถึงใบหน้าอวบอ้วนและคราบน้ำตาที่มักจะเปรอะเปื้อนอยู่บนใบหน้าของภรรยาเอกเสมอ เขายอมรับว่าตนเองไม่ได้รักนาง การแต่งงานเกิดขึ้นเพราะความต้องการของท่านปู่ที่หวังทดแทนคุณตระกูลหลิน แต่เขาไม่เคยคิดจะทำร้ายนาง ปล่อยให้นางอยู่ในตำแหน่งฮูหยินเอกอย่างสงบสุข แต่เหตุใดนางจึงไม่รู้จักพอ วันๆ เอาแต่กินจนร่างกายอ้วนฉุ พอรู้ว่าเขาจะรับเหลียนซินเข้าจวน ก็เอาแต่ร้องไห้อาละวาดไม่เว้นวัน

เหลียนซินคือผู้มีพระคุณที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้ในคืนที่เขาถูกลอบสังหารจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด บุญคุณใหญ่หลวงปานนี้ ต่อให้เขาต้องดูแลนางไปชั่วชีวิตก็ถือเป็นเรื่องสมควร หลินอวี้เหยาต่างหากที่ใจแคบและไร้เหตุผล!

ปัง!

บานประตูเรือนท้ายจวนถูกผลักออกอย่างแรงจนกระแทกผนัง หรงอันที่กำลังจัดโต๊ะชาอยู่สะดุ้งสุดตัว ถอยกรูดไปหลบมุมห้องด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นใบหน้าถมึงทึงของท่านแม่ทัพ

หลินอวี้เหยาที่เพิ่งเอนกายพักผ่อนหลังจากส่งลูกทั้งสองกลับเรือนหลัก ค่อยๆ ลืมตาขึ้น นางไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกหรือรีบลุกขึ้นมาต้อนรับสามีเหมือนเช่นอดีต เพียงแค่นั่งพิงพนักเก้าอี้ ปรายตามองบุรุษที่ก้าวอาดๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้อง

เสิ่นจ้าวหรงในร่างอวบอ้วนลอบพิจารณาบุรุษตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ เซี่ยฉางเยวียนผู้นี้หน้าตาหล่อเหลาเอาการ รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ไหล่กว้างสมกับเป็นชายชาตินักรบ กลิ่นอายคาวเลือดและควันไฟที่ติดตัวมาบ่งบอกว่าเขาผ่านความเป็นความตายมาไม่น้อย แต่น่าเสียดาย... สายตาที่เขามองมานั้นกลับเต็มไปด้วยอคติและอารมณ์ขุ่นมัวจนขาดสติ

คนเป็นแม่ทัพ หากถูกโทสะครอบงำจนมองไม่เห็นรูปการณ์ที่แท้จริง ย่อมนำพากองทัพไปสู่หายนะ บุรุษผู้นี้เก่งกาจในสนามรบ แต่กลับอ่อนด้อยเรื่องการมองคนอย่างเหลือเชื่อ มิน่าเล่าเจ้าของร่างเดิมถึงได้ตรอมใจตายทั้งเป็น

“ท่านกลับมาเร็วกว่ากำหนดนะ แม่ทัพเซี่ย” หลินอวี้เหยาเอ่ยขึ้นก่อน น้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำที่ไร้คลื่นลม

เซี่ยฉางเยวียนขมวดคิ้วแน่น เขาคิดว่าทันทีที่ก้าวเข้ามา นางจะต้องรีบพุ่งเข้ามากอดขา ร้องไห้ฟูมฟายแก้ตัวว่าตนเองไม่ได้ทำ แต่สตรีอ้วนท้วนตรงหน้ากลับนั่งนิ่งเป็นรูปสลัก ซ้ำยังเรียกตำแหน่งเขาด้วยความห่างเหิน

“ข้าจะไม่กลับมาได้อย่างไร ในเมื่อภรรยาของข้าก่อเรื่องงามหน้าจนคนเขาลือกันไปทั้งบาง!” เขาตวาดเสียงกร้าว “หลินอวี้เหยา ข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่หรือไม่ ว่าเหลียนซินร่างกายอ่อนแอ นางเป็นผู้มีพระคุณของข้า หากเจ้าไม่พอใจที่ข้าจะรับนางเข้าจวน ก็มาลงที่ข้า เหตุใดต้องใช้วิธีต่ำช้า ผลักนางลงน้ำแล้วกระโดดตามเพื่อสร้างเรื่องเรียกร้องความสนใจ!”

คำกล่าวหาที่พรั่งพรูออกมาโดยไม่เว้นจังหวะให้หายใจ ทำเอาหรงอันที่ซ่อนตัวอยู่ถึงกับเบิกตากว้างเตรียมจะอ้าปากเถียงแทนเจ้านาย แต่หลินอวี้เหยายกมือขึ้นปรามสาวใช้ไว้เสียก่อน

นางค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะหนักอึ้ง แต่ท่วงท่าการขยับตัวกลับสง่างามและมั่นคงผิดตา สองมือกุมประสานไว้ด้านหน้า ทอดสายตามองบุรุษที่กำลังเดือดดาลด้วยแววตาที่ว่างเปล่า

“ท่านพูดจบหรือยัง”

น้ำเสียงเย็นเยียบนั้นทำเอาเซี่ยฉางเยวียนชะงักงันไปชั่วขณะ

“หากท่านพูดจบแล้ว คราวนี้จงเปิดหูฟังข้าบ้าง” หลินอวี้เหยาก้าวเดินเข้าไปหาเขาสองก้าว กลิ่นอายความกดดันที่แผ่ออกมาทำเอาแม่ทัพหนุ่มเผลอขยับเท้าถอยหลังโดยไม่รู้ตัว “ข้อแรก ท่านบอกว่าข้าผลักนางตกน้ำ ท่านเห็นกับตาตนเองหรือไม่ว่ามือข้าแตะต้องตัวนาง หรือท่านมีพยานที่เชื่อถือได้ยืนยัน นอกจากสาวใช้ของสตรีผู้นั้น”

เซี่ยฉางเยวียนอึกอัก “ท่านแม่ส่งจดหมายมาบอกข้า ทุกคนในจวนก็เห็นพ้องต้องกัน...”

“หึ คนทั้งจวนเห็นพ้องต้องกัน” นางแค่นหัวเราะ “ข้อสอง ท่านบอกว่าข้าแสร้งกระโดดน้ำเรียกร้องความสนใจ ท่านรู้หรือไม่ว่าสระบัวนั้นลึกเพียงใด และสตรีที่มีรูปร่างอ้วนท้วนอย่างข้า หากจมน้ำไปแล้ว ผู้ใดกันที่ดึงข้าขึ้นมา? สาวใช้ตัวเล็กๆ อย่างหรงอัน หรือบ่าวไพร่ที่ยืนดูความตายของข้าเป็นเรื่องสนุก?”

คำถามนี้แทงเข้ากลางใจเซี่ยฉางเยวียน เขาไม่รู้รายละเอียด ทราบเพียงว่านางจมน้ำและรอดมาได้ แต่เมื่อมองรูปร่างของภรรยา เขาเริ่มตระหนักว่าการจะลากนางขึ้นจากน้ำไม่ใช่เรื่องง่าย หากนางตั้งใจกระโดดลงไปเพื่อสร้างเรื่องจริง ย่อมต้องเตรียมคนไว้คอยช่วย แต่นางกลับไม่มีผู้ใดหนุนหลังในจวนแห่งนี้เลย

“และข้อสุดท้าย...” หลินอวี้เหยายื่นหน้าเข้าไปใกล้ แววตาคมกริบดุจใบมีด “ท่านเคยถามหรือไม่ ว่าเหตุใดภรรยาของท่าน... ถึงได้มีรอยช้ำขนาดใหญ่ที่ท้ายทอยและข้อมือ ก่อนที่จะตกลงไปในน้ำ”

เซี่ยฉางเยวียนขมวดคิ้วมุ่น พยายามเพ่งมองร่องรอยบนร่างกายของนาง แต่เสื้อผ้าที่สวมปกปิดรัดกุมจนมองไม่เห็น เขาเม้มปากแน่น ความรู้สึกสับสนเริ่มก่อตัวขึ้นในอก แต่ทิฐิและอคติที่มีมานานเจ็ดปี ทำให้เขาสลัดความลังเลนั้นทิ้งไป

“เจ้าอย่ามาเล่นลิ้นเบี่ยงเบนประเด็น! เหลียนซินไม่มีทางโกหก นางมีจิตใจเมตตา แม้มดสักตัวยังไม่กล้าเหยียบ นางจะวางแผนทำร้ายเจ้าไปเพื่ออันใด” เขากระแทกเสียง “ส่วนรอยช้ำของเจ้า ก็คงเกิดจากการดิ้นรนตอนจมน้ำนั่นแหละ!”

หลินอวี้เหยาส่ายหน้าช้าๆ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปาก สตรีบอบบางที่ไม่กล้าเหยียบมดงั้นหรือ ช่างเป็นภาพลวงตาที่บุรุษมักจะตกหลุมพรางอย่างโง่งม

“ในเมื่อท่านปักใจเชื่อไปแล้วแต่แรก เหตุใดต้องเสียเวลามาถามไถ่ข้าอีกเล่า” นางหมุนตัวเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตามเดิม “ท่านมีธุระอันใดก็รีบว่ามา ข้าต้องการพักผ่อน”

ท่าทีเมินเฉยและเย็นชาของนางทำให้เซี่ยฉางเยวียนรู้สึกหงุดหงิดอย่างประหลาด ปกตินางจะต้องร้องไห้คร่ำครวญ เกาะแขนเขาอ้อนวอนขอให้เชื่อ แต่ตอนนี้นางกลับทำราวกับว่าเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ

เขาล้วงม้วนกระดาษออกมาจากแขนเสื้อ โยนมันลงบนโต๊ะตรงหน้านาง

“ท่านแม่บอกข้าว่าเจ้าฉีกหนังสือยอมรับอนุแผ่นแรกทิ้ง” เขาเอ่ยเสียงแข็ง “นี่คือฉบับใหม่ ข้าสั่งให้คนร่างมาให้ ลงนามซะ แล้วพรุ่งนี้เช้าเจ้าต้องไปขอโทษเหลียนซินที่เรือนหลัก ข้าจะถือว่าเรื่องนี้จบสิ้นกันไป ไม่เอาความเจ้าอีก”

หลินอวี้เหยาหลุบตามองม้วนกระดาษบนโต๊ะ ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองสามี “ท่านต้องการรับนางเข้าจวนให้ได้ ถึงขนาดบังคับให้ภรรยาเอกต้องก้มหัวขอโทษสตรีที่ยังไม่มีแม้แต่ฐานะงั้นหรือ”

“นางเคยช่วยชีวิตข้า!” เซี่ยฉางเยวียนตวาด ความอดทนเริ่มสิ้นสุด “บุญคุณช่วยชีวิตใหญ่หลวงนัก ต่อให้ข้าต้องตอบแทนด้วยการยกย่องนางไปทั้งชีวิต มันก็เป็นเรื่องสมควร! เจ้าเป็นภรรยาข้า ย่อมต้องร่วมรับผิดชอบหนี้บุญคุณนี้ด้วย!”

“ตอบแทนด้วยทั้งชีวิต ช่างเป็นวาจาที่ซาบซึ้งกินใจนัก”

หลินอวี้เหยาเอื้อมมือไปหยิบกระดาษม้วนนั้นขึ้นมาคลี่ออกดูรอยหมึกที่ยังใหม่เอี่ยม ก่อนที่รอยยิ้มเย็นเยียบจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า

แคว่ก!

เสียงกระดาษถูกฉีกขาดครึ่งดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบ เซี่ยฉางเยวียนเบิกตากว้าง ไม่คิดว่านางจะกล้าทำลายเอกสารต่อหน้าต่อตาเขา

แคว่ก! แคว่ก!

นางไม่ได้ฉีกแค่ครั้งเดียว แต่จัดการฉีกมันออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างใจเย็น ราวกับกำลังฉีกเศษผ้าไร้ค่า ก่อนจะโยนเศษกระดาษเหล่านั้นลงบนพื้นตรงหน้าแม่ทัพหนุ่ม

“เจ้าทำบ้าอะไร!” เซี่ยฉางเยวียนคำราม ลมหายใจสะดุดด้วยความโกรธจัด

“ข้ากำลังสอนให้ท่านรู้จักแยกแยะอย่างไรเล่า” หลินอวี้เหยาลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับเขา แม้จะเตี้ยกว่ามาก แต่นางกลับไม่ได้ดูด้อยกว่าเลยแม้แต่น้อย “หากท่านต้องการตอบแทนบุญคุณสตรีผู้นั้น ก็จงใช้เงินทอง ทรัพย์สิน หรือตำแหน่งหน้าที่ของท่านไปปรนเปรอนางเสียให้พอใจ แต่อย่าได้ริอ่านเอาศักดิ์ศรีของภรรยามาเป็นบันไดให้หญิงอื่นเหยียบย่ำเพื่อยกปูนบำเหน็จความดีความชอบของตนเอง”

“หลินอวี้เหยา! เจ้าอย่าให้มันมากนัก!” เขาชี้หน้านาง เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ “เจ้าทำไปทั้งหมดนี่ก็เพราะความหึงหวงริษยา! เจ้าทนไม่ได้ที่ข้าให้ความสำคัญกับนางมากกว่าเจ้า!”

คำว่า ‘หึงหวงริษยา’ ทำเอาเสิ่นจ้าวหรงในร่างของหลินอวี้เหยาหลุดเสียงหัวเราะออกมา มันไม่ใช่การหัวเราะประชดประชัน แต่เป็นการหัวเราะจากใจจริง ราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องตลกที่ขบขันที่สุดในรอบพันปี

เสียงหัวเราะกังวานใสนั้นทำให้เซี่ยฉางเยวียนชะงัก เขาไม่เคยเห็นนางหัวเราะเช่นนี้มาก่อน

เมื่อเสียงหัวเราะจางลง หลินอวี้เหยาก็ค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาเขา ดวงตาหงส์หรี่แคบ ทอดมองลึกลงไปในนัยน์ตาของบุรุษตรงหน้า

“หึงหวงท่านงั้นหรือ” นางส่ายหน้าช้าๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเวทนาและดูแคลน “เซี่ยฉางเยวียน ในชีวิตของข้า ข้าเคยเห็นบุรุษที่กล้าหาญ ชาญฉลาด และซื่อสัตย์กว่าท่านมานับไม่ถ้วน บุรุษเหล่านั้นล้วนก้มหัวให้ข้าด้วยความเต็มใจ แล้วท่านคิดว่าท่านมีดีอันใด ถึงทำให้ข้าต้องมาสิ้นเปลืองหัวใจไปกับบุรุษที่หูเบา ตาบอดเพราะใบไม้บัง และโง่งมเช่นท่านเพียงคนเดียว”

หัวใจของเซี่ยฉางเยวียนกระตุกวาบราวกับถูกค้อนทุบ คำพูดนั้นไม่ได้หยาบคาย แต่มันทะลวงลึกและเหยียบย่ำความภาคภูมิใจของเขาจนแหลกละเอียด ที่สำคัญที่สุดคือ แววตาของนางในยามที่พูดประโยคเหล่านั้น...

มันไม่มีความรัก ไม่มีความหึงหวง ไม่มีความน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่มีแม้แต่ความโกรธแค้น

มันมีเพียงความว่างเปล่า ว่างเปล่าราวกับกำลังมองดูก้อนหินริมทางที่ไร้ค่าก้อนหนึ่ง

เขาเคยคิดมาตลอดว่าที่นางอาละวาดเพราะรักเขามาก แต่ในวินาทีนี้ ลางสังหรณ์บางอย่างบอกเขาว่า สตรีตรงหน้าไม่ได้มีเศษเสี้ยวของความรู้สึกใดๆ หลงเหลือให้เขาอีกต่อไปแล้ว ความเย็นชาของนางไม่ใช่การแสร้งทำเพื่อยั่วให้เขาโกรธ แต่นางหมดใจจากเขาอย่างแท้จริง

“เจ้า...” เขาพยายามจะหาคำพูดมาโต้แย้ง แต่ลำคอกลับตีบตัน

หลินอวี้เหยาเบือนหน้าหนี คร้านจะเสวนาด้วย นางหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับเข้าไปในห้องนอนด้านใน แต่จังหวะที่นางหันกาย คอเสื้อที่หลวมโพรกก็เลื่อนตกลงมาเล็กน้อย เผยให้เห็นต้นคอและท้ายทอยที่ขาวซีด

สายตาของเซี่ยฉางเยวียนที่กำลังจ้องมองแผ่นหลังของนางโดยไม่ตั้งใจ พลันชะงักค้าง

รอยจ้ำเลือดสีม่วงคล้ำขนาดใหญ่ปรากฏชัดเจนอยู่ที่บริเวณท้ายทอยของนาง รอยนั้นดูน่ากลัวและบวมเป่งราวกับถูกของแข็งฟาดอย่างแรง ไม่ใช่รอยช้ำที่เกิดจากการตะเกียกตะกายในน้ำอย่างที่เขาคิดไว้แต่แรก นอกจากนี้ เมื่อนางยกมือขึ้นจัดคอเสื้อ เขายังมองเห็นรอยช้ำเป็นจ้ำห้านิ้วที่ข้อมืออวบอูมของนางอย่างชัดเจน รอยนั้นเล็กเกินกว่าจะเป็นรอยมือของบ่าวชาย แต่เป็นรอยการบีบเค้นอย่างรุนแรงจากมือของสตรี

ภาพรอยช้ำเหล่านั้นประกอบกับคำถามที่นางเพิ่งเอ่ยไปเมื่อครู่ ตีรวนขึ้นมาในหัวของเขาอย่างรวดเร็ว

‘ท่านเคยถามหรือไม่ ว่าเหตุใดภรรยาของท่าน... ถึงได้มีรอยช้ำขนาดใหญ่ที่ท้ายทอยและข้อมือ ก่อนที่จะตกลงไปในน้ำ’

“คอของเจ้า” เซี่ยฉางเยวียนเผลอขยับปากเรียก เสียงของเขาอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว มือหนายื่นออกไปข้างหน้าหมายจะจับตัวนางเพื่อดูให้แน่ชัด

แต่หลินอวี้เหยาตวัดเสื้อคลุมจัดให้เข้าที่อย่างรวดเร็ว นางไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเขา

“หรงอัน ส่งแขก” นางออกคำสั่งเสียงเรียบ “หากยังมีใครกล้าเข้ามากระทืบเท้าโวยวายในเรือนข้าอีก ก็ปิดประตูใส่หน้ามันเสีย”

พูดจบนางก็ก้าวเข้าไปในห้องด้านใน

ปัง!

บานประตูไม้ถูกดึงปิดกระแทกใส่หน้าแม่ทัพหนุ่มอย่างแรงจนฝุ่นร่วงกราวลงมาจากขอบประตู

เซี่ยฉางเยวียนยืนนิ่งอึ้งอยู่หน้าประตูที่ปิดสนิท มือที่ยื่นออกไปค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ เขารู้สึกราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่ ความโกรธที่พกมาเต็มอกบัดนี้สลายหายไปกลายเป็นความสับสนงุนงง หรงอันเดินตัวสั่นเข้ามาใกล้ๆ โค้งตัวต่ำแล้วผายมือเชิญเขาออกไปเงียบๆ

แม่ทัพหนุ่มกำหมัดแน่น ค่อยๆ ลดมือลงสัมผัสที่ด้ามดาบข้างเอวตามความเคยชิน แต่ความรู้สึกปลอดภัยที่คุ้นเคยกลับไม่อาจลบเลือนภาพดวงตาที่เย็นชาและว่างเปล่าของภรรยาออกจากหัวได้

เขาหมุนตัวเดินออกจากเรือนท้ายจวนไปอย่างเงียบเชียบ สายลมยามเย็นพัดพากลิ่นอับชื้นของเรือนเก่าๆ ลอยมากระทบจมูก ในใจของเซี่ยฉางเยวียนบังเกิดความรู้สึกโหวงเหวงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พร้อมกับเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยที่ถูกฝังลงไปในใจอย่างเงียบๆ

รอยช้ำพวกนั้น... เกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่?
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel