ตอนที่ 3 ลูกทั้งสองที่ไม่ยอมเรียกแม่
“ฮูหยินน้อย บ่าว... บ่าวแค่เห็นว่าชาเย็นชืดแล้ว จึงหวังดีจะนำไปเททิ้งแล้วเปลี่ยนให้ใหม่เท่านั้น บ่าวไม่ได้ทำอะไรเลยนะเจ้าคะ!”
ชุ่ยเอ๋อร์ปากคอสั่น ร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหล พยายามแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ทั้งที่หลักฐานยังตกอยู่แทบเท้า หลินอวี้เหยาปรายตามองผงยาสีขาวขุ่นในห่อกระดาษ ก่อนจะแค่นยิ้มเย็นชา
“หวังดีงั้นหรือ” น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่แฝงความกดดันจนคนฟังหายใจไม่ทั่วท้อง “ผงสมุนไพรขับเลือดสกัดเข้มข้น หากสตรีที่ร่างกายอ่อนแอสูดดมหรือกลืนกินเข้าไปเพียงครึ่งช้อนชา ย่อมทำให้เลือดลมตีกลับ หัวใจวายเฉียบพลันได้ ความหวังดีของเจ้า ช่างมีน้ำใจเสียจนข้าอยากจะส่งเจ้าลงไปปรนนิบัติยมบาลเสียเดี๋ยวนี้”
ชุ่ยเอ๋อร์เบิกตากว้าง หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ นางไม่คิดว่าฮูหยินที่วันๆ เอาแต่กินแล้วก็นอน จะรู้จักรูปลักษณ์และสรรพคุณของยาพิษชนิดนี้ได้เพียงแค่มองด้วยตาเปล่า
“บ่าวถูกใส่ร้าย! ห่อกระดาษนั่นไม่ใช่ของบ่าวนะเจ้าคะ” สาวใช้ยังคงดิ้นรนปากแข็ง หวังใช้ลูกไม้เดิมๆ ที่เคยใช้หลอกเจ้านายมาตลอดเจ็ดปี
“เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา” หลินอวี้เหยาส่ายหน้าอย่างระอา นางขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับคนประเภทนี้ จึงหันไปสั่งการหรงอันที่ยืนถือตะเกียงอยู่ข้างๆ “หรงอัน มัดมือนังบ่าวทรยศนี่เสีย เอาเศษผ้าอุดปากนางไว้ แล้วลากตัวไปขังในห้องเก็บฟืนท้ายเรือน คล้องกุญแจให้แน่นหนา ห้ามผู้ใดเข้าออกเด็ดขาด”
“ฮูหยินน้อย จะไม่นำตัวนางไปส่งให้ท่านแม่ทัพหรือฮูหยินผู้เฒ่าชำระความหรือเจ้าคะ” หรงอันถามด้วยความซื่อ
“ส่งไปให้พวกเขาสร้างเรื่องว่านางขโมยของแล้วแสร้งตีจนตายเพื่อฆ่าปิดปากน่ะหรือ” หลินอวี้เหยาหัวเราะเสียงหยัน “ขังนางไว้ที่นี่แหละ พรุ่งนี้เช้าเจ้าจงทำทีเป็นตกใจ ร้องแรกแหกกระเช้าป่าวประกาศออกไปให้คนทั้งจวนรู้ ว่าสาวใช้ชุ่ยเอ๋อร์ขโมยเครื่องประดับชิ้นสุดท้ายของข้าแล้วหลบหนีออกจากจวนไปกลางดึก”
หรงอันแม้อ่อนต่อโลกแต่ก็ไม่ได้โง่เขลาจนเกินไป นางเบิกตากว้างเมื่อเข้าใจความหมายแฝง “ท่านจะหยั่งเชิงดูว่า... ผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังนาง จะมีปฏิกิริยาอย่างไรใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“ถูกต้อง” หลินอวี้เหยาพยักหน้า “คนร้อนรน ย่อมเผยหางให้เห็น หมาที่ถูกตีจนตรอก ย่อมต้องวิ่งโร่ไปหาเจ้าของ เราก็แค่รอดูว่า ใครในจวนแห่งนี้ที่เต้นเร่าๆ ออกหน้าออกตาค้นหาตัวชุ่ยเอ๋อร์มากที่สุด”
ชุ่ยเอ๋อร์ที่ถูกผ้าขี้ริ้วอุดปากพยายามดิ้นรนส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด แต่หลินอวี้เหยาเพียงหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องนอน ปล่อยให้หรงอันจัดการลากตัวสาวใช้ทรยศไปขังไว้ในห้องมืดมิดอย่างไร้ความปรานี
เช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวลือเรื่องสาวใช้เรือนท้ายจวนขโมยของหนีหาย ถูกปล่อยออกไปตามแผน แต่ก่อนที่หลินอวี้เหยาจะได้สังเกตความเคลื่อนไหวของผู้ใด แขกตัวน้อยสองคนกลับปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูเรือนเสียก่อน
เซี่ยอวิ๋นเจ๋อ และ เซี่ยอวิ๋นซี แฝดชายหญิงวัยเจ็ดขวบ สายเลือดในอุทรของเจ้าของร่างเดิม
เด็กชายสวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มขลิบดิ้นเงิน ท่วงท่ายืนหยัดหลังตรงพยายามเลียนแบบบิดาผู้เป็นแม่ทัพ แต่ใบหน้าเล็กๆ นั้นกลับเต็มไปด้วยความระแวดระวัง ส่วนเด็กหญิงสวมชุดกระโปรงสีชมพูอ่อน ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังพี่ชาย มือเล็กกำชายเสื้อของอวิ๋นเจ๋อไว้แน่น ดวงตากลมโตแอบชำเลืองมองมารดาด้วยความหวาดหวั่นปนอยากรู้อยากเห็น
หลินอวี้เหยายืนอยู่ริมหน้าต่าง มองภาพเด็กทั้งสองด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ความผูกพันและสายใยแห่งสัญชาตญาณความเป็นแม่ของเจ้าของร่างเดิมตีตื้นขึ้นมาในอกจนปวดหนึบ นางสูดลมหายใจเข้าลึก กดข่มอารมณ์เหล่านั้นลงไป แล้วเดินออกมานั่งที่เก้าอี้กลางห้อง
“พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่” นางถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้แข็งกร้าว แต่ก็ไม่ได้อ่อนโยนจนเกินไป
อวิ๋นเจ๋อเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ทำใจดีสู้เสือ เอ่ยด้วยน้ำเสียงฉะฉานที่ถูกผู้ใหญ่เสี้ยมสอนมาอย่างดี “ข้ากับน้องมาเตือนท่าน ฮูหยินหลิน”
สรรพนามที่หลุดออกจากปากลูกชายแท้ๆ ทำเอาหัวใจของหลินอวี้เหยากระตุกวูบ ‘ฮูหยินหลิน’ อย่างนั้นหรือ ช่างเป็นคำเรียกขานที่ห่างเหินและบาดลึกเสียนี่กระไร แต่ภายนอกนางยังคงรักษาสีหน้าสงบนิ่ง
“เตือนข้า? เตือนเรื่องอันใด”
“เตือนให้ท่านเลิกรังแกท่านน้าเหลียนซิน!” เด็กชายโพล่งออกมา แววตาแข็งกร้าวขึ้น “ท่านน้าเหลียนซินเป็นคนดี นางอ่อนโยนและใจดีกับพวกเรามาก ที่สำคัญนางเคยช่วยชีวิตท่านพ่อเอาไว้ หากไม่มีนาง ก็ไม่มีท่านพ่อในวันนี้ ท่านมันก็แค่สตรีที่วันๆ เอาแต่กินแล้วก็นอน พอไม่ได้ดั่งใจก็อาละวาด ท่านไม่มีสิทธิ์ไปผลักท่านน้าตกน้ำ!”
อวิ๋นซีที่ซ่อนอยู่ด้านหลังพยักหน้าหงึกหงักสนับสนุนพี่ชาย แม้จะกลัวมารดาที่มักจะอารมณ์ร้าย แต่ก็ถูกปลูกฝังมาตลอดว่ามารดาเป็นคนไม่ดี
หลินอวี้เหยาฟังคำต่อว่าเหล่านั้นแล้วไม่ได้ระเบิดโทสะ นางเพียงรินน้ำชาจอกหนึ่งให้ตัวเอง ยกขึ้นจิบช้าๆ ซึมซับความขมปร่าที่ปลายลิ้น ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองบุตรชาย
“เจ้าบอกว่าข้ารังแกนาง ผลักนางตกน้ำ เจ้าเห็นกับตาตนเองหรืออวิ๋นเจ๋อ”
เด็กชายชะงักไปเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน “ข...ข้าไม่ได้เห็นกับตา แต่ท่านย่ากับพวกมามาบอกมาเช่นนั้น คนทั้งจวนก็รู้กันหมด!”
“คนทั้งจวนรู้ เพราะมีคนจงใจป่าวประกาศให้รู้ แต่ความจริงเป็นเช่นไร มีเพียงฟ้าดินและคนที่อยู่ในเหตุการณ์เท่านั้นที่ประจักษ์” หลินอวี้เหยาวางจอกชาลง เสียงกระเบื้องกระทบโต๊ะไม้ดังกังวานใส “เจ้าเป็นถึงบุตรชายคนโตแห่งจวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน ในวันข้างหน้าย่อมต้องสืบทอดตำแหน่ง นำทัพจับศึก หากเจ้าเชื่อถือเพียงคำพูดของผู้อื่นโดยไม่รู้จักใช้สติปัญญาไตร่ตรอง ไม่รู้จักสืบหาความจริงด้วยตาตนเอง เจ้าคิดว่าเจ้าจะนำพากองทัพรอดพ้นจากกลลวงของศัตรูได้งั้นหรือ”
คำสอนที่แฝงไปด้วยหลักพิชัยสงครามทำเอาอวิ๋นเจ๋ออึ้งไป เขาเพิ่งเริ่มเรียนตำรากับอาจารย์ที่บิดาจ้างมา และนี่เป็นครั้งแรกที่มีคนตั้งคำถามกับกระบวนการคิดของเขา แทนที่จะดุด่าหรือใช้กำลังบังคับ ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดเหล่านี้หลุดออกมาจากปากของมารดาที่ทุกคนตราหน้าว่าโง่เขลาเบาปัญญา
เด็กชายเม้มปากแน่น ไม่รู้จะเถียงกลับอย่างไร ความมั่นใจที่พกมาเต็มเปี่ยมเริ่มสั่นคลอน
ขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด อวิ๋นซีก็ค่อยๆ ขยับตัวออกมาจากหลังพี่ชาย ในมือเล็กๆ ถือกล่องไม้เคลือบเงาใบหนึ่งเอาไว้ นางยื่นมันออกมาข้างหน้าอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ท...ท่านย่าให้เอาขนมดอกกุ้ยฮวามาให้ ฮูหยินหลิน” เสียงใสเจือความสั่นเครือเอ่ยขึ้น
หลินอวี้เหยามองกล่องขนมสลับกับใบหน้าจิ้มลิ้มของบุตรสาว ความเย็นชาในแววตาอ่อนแสงลงเล็กน้อย นางพยักหน้าให้หรงอันไปรับกล่องขนมนั้นมาเปิดออก กลิ่นหอมหวานของดอกกุ้ยฮวาผสมกับน้ำผึ้งลอยเตะจมูก ขนมชิ้นเล็กๆ ถูกปั้นอย่างประณีตดูน่าทาน
“เจ้ากินมาหรือยังล่ะ อวิ๋นซี” นางถามเสียงอ่อนลง
เด็กหญิงส่ายหน้า หางตาตกเล็กน้อยราวกับลูกสุนัข “ยังเจ้าค่ะ ท่านย่าบอกว่านี่เป็นของฮูหยินหลิน ให้เอามาส่งให้ถึงมือ”
หลินอวี้เหยาหยิบขนมชิ้นหนึ่งขึ้นมา พิจารณาดูครู่หนึ่ง กลิ่นหอมนี้ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ นางจึงยื่นขนมชิ้นนั้นไปตรงหน้าเด็กหญิง “ข้ายังไม่หิว เจ้ากินเถิด”
อวิ๋นซีมองขนมด้วยความลังเล หันไปมองพี่ชายราวกับขออนุญาต เมื่ออวิ๋นเจ๋อไม่ได้ห้าม นางจึงรับขนมมาเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ สองแก้มพองออกอย่างน่าเอ็นดู
แต่เพียงแค่นางกลืนขนมลงคอไปได้ไม่ถึงครึ่งชิ้น เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!
“แค่ก! แค่กๆ!”
อวิ๋นซีจู่ๆ ก็ไอสำลักอย่างรุนแรง มือเล็กยกขึ้นกุมลำคอ ใบหน้าเริ่มแดงก่ำ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก นางพยายามสูดลมหายใจเข้า แต่เสียงที่ออกมากลับเป็นเสียงวี้ดแหลมราวกับหลอดลมตีบตัน
“ซีเอ๋อร์! เจ้าเป็นอะไร!” อวิ๋นเจ๋อตกใจสุดขีด รีบถลันเข้าไปกอดน้องสาวไว้
ผื่นสีแดงจางๆ เริ่มปรากฏขึ้นตามลำคอและใบหน้าของเด็กหญิง อวิ๋นซีหอบหายใจถี่รัว ร่างกายเล็กๆ กระตุกเกร็ง หรงอันกรีดร้องลั่นด้วยความขวัญเสีย “คุณหนู! คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ!”
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น หลินอวี้เหยาไม่รอช้า นางปัดโต๊ะน้ำชาทิ้ง คว้าตัวบุตรสาวมาไว้ในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว ประสบการณ์จากแพทย์สนามในอดีตบอกนางทันทีว่านี่คืออาการแพ้อย่างรุนแรง
“หรงอัน! ไปต้มน้ำร้อน! หยิบชะเอมเทศ ถั่วเขียว และรากหญ้าคาในตู้ยาของข้ามาต้มรวมกันให้เดือดที่สุด ไปเดี๋ยวนี้!” นางออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด ทรงอำนาจจนหรงอันสะดุ้งตัวลอย รีบวิ่งออกไปที่ครัวราวกับพายุ
หลินอวี้เหยาวางร่างของอวิ๋นซีลงบนตั่ง จับเด็กหญิงนอนตะแคงเพื่อป้องกันการสำลัก นางใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดลงบนจุด ‘เหอกู่’ ที่ง่ามมือ และจุด ‘เน่ยกวาน’ ที่ข้อมือของเด็กหญิงอย่างแรงและรวดเร็ว การกดจุดเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของลมปราณและบรรเทาอาการหอบหืดได้ชั่วคราว
“ซีเอ๋อร์ มองแม่! หายใจเข้าช้าๆ ทำตามเสียงของแม่” หลินอวี้เหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและหนักแน่น สรรพนามที่หลุดปากออกไปเป็นไปตามสัญชาตญาณ
อวิ๋นซีน้ำตาไหลพราก พยายามสูดลมหายใจตามจังหวะที่มารดาสั่ง แม้ใบหน้าจะยังแดงก่ำแต่เสียงวี้ดในลำคอก็เริ่มเบาลงเล็กน้อย
“อ้วก!”
จู่ๆ เด็กหญิงก็ขย้อนเอาเศษขนมและน้ำย่อยในกระเพาะออกมา กองเบ้อเร่อเลอะเทอะเต็มอกเสื้อสีน้ำเงินเข้มของหลินอวี้เหยา กลิ่นเหม็นเปรี้ยวคลุ้งไปทั่วบริเวณ
อวิ๋นเจ๋อหน้าซีดเผือด เขาคิดว่ามารดาจะต้องระเบิดอารมณ์และตบตีน้องสาวแน่ๆ เพราะเมื่อก่อนแค่พวกเขาวิ่งชนจนเสื้อผ้านางยับ นางก็โวยวายบ้านแตกแล้ว
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
หลินอวี้เหยาไม่ได้แสดงสีหน้ารังเกียจแม้แต่น้อย นางหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนเองมาเช็ดคราบสกปรกที่มุมปากของบุตรสาวอย่างเบามือที่สุด มืออีกข้างยังคงลูบแผ่นหลังเล็กๆ นั้นขึ้นลงเพื่อปลอบประโลม
“ไม่เป็นไร ลมหายใจโล่งขึ้นแล้วใช่หรือไม่ เด็กดี ไม่ต้องกลัว แม่กอดเจ้าอยู่นี่แล้ว”
คำพูดที่อ่อนโยนและอ้อมกอดที่อบอุ่นราวกับปราการเหล็กกล้า ทำให้อวิ๋นซีที่กำลังหวาดผวาค่อยๆ สงบลง เด็กหญิงซุกหน้าลงกับเนินอกที่เปื้อนคราบอาเจียนของมารดา หลับตาพริ้มพร้อมกับเสียงหอบหายใจที่เริ่มกลับมาเป็นปกติ
หรงอันวิ่งกระหืดกระหอบกลับมาพร้อมกับชามน้ำสมุนไพรที่ร้อนจัด หลินอวี้เหยาเป่าให้คลายความร้อน ก่อนจะค่อยๆ ป้อนให้บุตรสาวดื่มจนหมดชาม ตัวยาเหล่านี้มีฤทธิ์ขับพิษและลดอาการผื่นแพ้ได้ชะงัดนัก เพียงไม่ถึงก้านธูป ผื่นแดงตามลำคอก็เริ่มจางลง อวิ๋นซีผล็อยหลับไปในอ้อมแขนของนางด้วยความอ่อนเพลีย
หลินอวี้เหยาอุ้มร่างเล็กไปวางลงบนเตียงนอนอย่างทะนุถนอม ห่มผ้าห่มผืนเก่าให้จนถึงอก นัยน์ตาหงส์ทอดมองใบหน้ายามหลับใหลของบุตรสาวด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
อวิ๋นเจ๋อยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความสับสนอย่างหนัก มารดาที่ใจร้าย มารดาที่เอาแต่โวยวาย เหตุใดวันนี้ถึงได้นิ่งสงบและพึ่งพาได้ถึงเพียงนี้ วิธีการปฐมพยาบาลที่รวดเร็วและแม่นยำเมื่อครู่ แม้แต่หมอหลวงที่เคยมาตรวจอาการท่านปู่ก็ยังทำไม่ได้ดีเท่านี้
ขณะที่เด็กชายกำลังจมอยู่ในความคิด อวิ๋นซีที่หลับสนิทก็ขยับตัวเล็กน้อย ริมฝีปากเล็กจิ๋วขมุบขมิบละเมอออกมาเสียงแผ่วเบา
“ท่านแม่...”
มืออวบอูมของหลินอวี้เหยาที่กำลังลูบผมบุตรสาวชะงักงัน หัวใจกระตุกวาบ นางก้มลงมองใบหน้าเล็กๆ นั้น แต่เพียงอึดใจเดียว อวิ๋นซีก็ขมวดคิ้วมุ่น พลิกตัวหันหลังให้นางราวกับต่อต้านแม้ในยามหลับ
หลินอวี้เหยาระบายยิ้มขมขื่น นางไม่ได้บังคับฝืนใจ ดึงมือกลับมาแล้วลุกขึ้นยืน
“หรงอัน เฝ้านางไว้ หากมีไข้ขึ้นให้เช็ดตัวทันที” นางหันไปสั่งสาวใช้ ก่อนจะปรายตามองบุตรชายที่ยืนนิ่งเป็นรูปปั้น “ส่วนเจ้า อวิ๋นเจ๋อ ตามข้าออกมาข้างนอก”
เด็กชายเดินตามมารดาออกมาที่ลานหน้าเรือนอย่างว่าง่าย ความเย่อหยิ่งและต่อต้านเมื่อตอนแรกมามลายหายไปสิ้น หลินอวี้เหยาทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งหินใต้ต้นไม้ ชี้มือให้บุตรชายนั่งลงฝั่งตรงข้าม
“เจ้าคงสงสัยว่าเหตุใดน้องสาวเจ้าจึงมีอาการเช่นนั้น” หลินอวี้เหยาเปิดบทสนทนา
อวิ๋นเจ๋อพยักหน้าช้าๆ “ขนมกุ้ยฮวานั่น มีพิษหรือขอรับ”
“ไม่ใช่พิษ แต่เป็นของแสลง” นางตอบเรียบๆ “ซีเอ๋อร์แพ้เกสรดอกกุ้ยฮวามาตั้งแต่เกิด กินเข้าไปเพียงนิดเดียวก็จะทำให้หลอดลมบวมและหายใจไม่ออก เรื่องนี้คนในเรือนหลักที่เลี้ยงดูพวกเจ้ามาตลอดเจ็ดปี ย่อมต้องรู้ดีที่สุด”
อวิ๋นเจ๋อเบิกตากว้าง “ทะ... ท่านย่าเป็นคนให้แม่นมเถียนจัดขนมนี้มาให้พวกเรา ท่านย่าบอกว่าท่านชอบกิน...”
“แม่นมเถียนงั้นหรือ” หลินอวี้เหยาหรี่ตาลงจดจำชื่อนี้เอาไว้ “เช่นนั้นเจ้าลองใช้สติปัญญาของเจ้าคิดดูเถิดอวิ๋นเจ๋อ หากวันนี้ซีเอ๋อร์ไม่ได้บังเอิญกินขนมชิ้นนั้นเข้าไป แต่เป็นข้าที่กินมันจนหมดกล่อง แล้วเกิดอาการหายใจไม่ออก ขาดใจตายไปต่อหน้าพวกเจ้า คนในจวนนี้จะอธิบายการตายของข้าว่าอย่างไร”
เด็กชายตัวชาวาบ คลื่นความหนาวเย็นแล่นปราดไปทั่วแผ่นหลัง เขาฉลาดพอที่จะปะติดปะต่อเรื่องราว “พ...พวกเขาก็จะบอกว่า ท่านตะกละตะกลาม กินขนมจนติดคอตายเอง...”
“ใช่” หลินอวี้เหยาพยักหน้า “และคนที่นำของแสลงนั้นมาส่งให้ข้าถึงมือ ก็คือพวกเจ้าสองคนพี่น้อง หากวันหนึ่งพวกเจ้าเติบโตขึ้นและรู้ความจริงว่าตนเองเป็นผู้นำความตายมาให้มารดาแท้ๆ พวกเจ้าจะใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่รู้สึกผิดได้อย่างไร”
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กทุบลงกลางใจของอวิ๋นเจ๋อ น้ำตาใสๆ รื้นขึ้นมาที่หางตา เด็กชายวัยเจ็ดขวบเพิ่งตระหนักได้ว่า โลกของผู้ใหญ่ที่เขาคิดว่าดีงาม แท้จริงแล้วซ่อนความโหดร้ายและแผนการสกปรกเอาไว้มากมายเพียงใด
“ท่าน... ท่านไม่ได้เกลียดพวกเราใช่หรือไม่” เด็กชายก้มหน้าถามเสียงสั่น
หลินอวี้เหยาทอดสายตามองบุตรชาย ความเจ็บปวดของเจ้าของร่างเดิมถ่ายทอดมาถึงจิตวิญญาณของนาง “ข้าอาจจะเคยทำผิดพลาด อาจจะเคยอ่อนแอจนปกป้องพวกเจ้าไม่ได้ แต่จำไว้เถิดเซี่ยอวิ๋นเจ๋อ ไม่มีมารดาคนใดบนโลกใบนี้ที่เกลียดชังเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง”
บรรยากาศเงียบงันไปครู่ใหญ่ มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหวเบาๆ อวิ๋นเจ๋อสูดจมูก ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตา เขาไม่ได้เรียกนางว่าท่านแม่ แต่ท่าทีที่แสดงออกก็ไม่ได้แข็งกร้าวและต่อต้านเหมือนตอนแรกอีกต่อไป
เมื่อเห็นว่าได้เวลาสมควร หลินอวี้เหยาก็ลุกขึ้นยืน “เข้าไปดูน้องสาวเจ้าเถิด ประเดี๋ยวข้าจะให้หรงอันไปส่งพวกเจ้าที่เรือนหลัก บอกแม่นมเถียนว่าซีเอ๋อร์ปวดท้องกะทันหัน ขนมกุ้ยฮวานั่นข้ากินไปหมดแล้ว อย่าให้พวกเขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่”
เด็กชายพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินกลับเข้าเรือนไป หลินอวี้เหยามองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นด้วยแววตาล้ำลึก การจะดึงลูกกลับมาจากอิทธิพลของเรือนหลักไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในวันเดียว ต้องค่อยๆ หยอดเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยลงไป ให้พวกเขารู้จักคิดและตัดสินใจด้วยตนเอง
ก่อนจะก้าวพ้นประตู อวิ๋นเจ๋อก็ชะงักฝีเท้า สายตาของเขาเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งวางแผ่หลาอยู่บนโต๊ะหนังสือที่มารดาเพิ่งลุกจากมา
มันไม่ใช่รายการบัญชี แต่เป็นแผนที่จำลองภูมิประเทศของช่องเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบทเรียนพิชัยสงครามที่อาจารย์เพิ่งสอนเขาไปเมื่อวานซืน!
ในแผนที่ของอาจารย์ ระบุให้จัดวางกำลังพลซุ่มโจมตีที่เชิงเขาด้านซ้าย แต่บนกระดาษแผ่นนั้น กลับมีรอยขีดเขียนด้วยหมึกสีแดง กากบาททับจุดซุ่มโจมตีเดิม แล้วลากเส้นใหม่ย้ายกองกำลังขึ้นไปอยู่บนหน้าผาชันด้านขวา พร้อมกับมีตัวอักษรเขียนกำกับไว้สั้นๆ ด้วยลายมือตวัดทรงพลังว่า
‘ทิศลมหันเห เชิงเขาซ้ายคือจุดอับ หากข้าศึกใช้ไฟ ลมจะตีกลับเผากองทัพตนเอง หน้าผาขวาคือชัยภูมิที่แท้จริง’
อวิ๋นเจ๋อเบิกตากว้างราวกับเห็นผี เขายืนนิ่งงัน จ้องมองแผนที่แผ่นนั้นสลับกับแผ่นหลังที่อวบอ้วนของมารดาที่กำลังเดินหายเข้าไปในห้องนอน
กลยุทธ์ที่ล้ำลึกและมองขาดถึงขั้นนี้ แม้แต่อาจารย์ที่บิดาจ้างมาด้วยเงินทองมหาศาลก็ยังมองข้ามไป!
ฮูหยินหลินที่ทุกคนในจวนตราหน้าว่าโง่เขลา... แท้จริงแล้วนางคือผู้ใดกันแน่!