บทที่ 9 เกรี้ยวกราด
“ปะ... เปล่า ไม่ได้เป็นอะไร” เธอโกหกคำโต อรอุมามองเธออย่างจับพิรุธ
“งานนี้งานใหญ่ที่สุดเท่าที่บริษัทของเรารับมาเลยนะคะ” อรอุมาเกริ่นอย่างหนักใจ เพราะจำนวนคนออกแบบของบริษัทมีน้อย เธอก็กังวลว่างานจะเสร็จไม่ทันตามที่ลูกค้ากำหนด และที่บริษัทยังมีงานค้างอยู่มาก
“ใช่... งานนี้ใหญ่มาก แต่ฉันจะไม่ทำงานนี้แล้ว เรากลับออฟฟิศไปเคลียร์งานลูกค้าเจ้าอื่นต่อเถอะ” คาเซียบอก อรอุมามองเธออย่างตกใจ
“ว่ายังไงนะคะ”
“ได้ยินไม่ผิดหรอก ฉันจะไม่รับงานนี้!” คาเซียพูดจบแล้วก็เดินออกไปทันที ทิ้งให้อรอุมาและพนักงานคนอื่นๆ ที่ตามมาที่นี่งงเป็นไก่ตาแตก
“คุณกรไชย มันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ยังไงกัน!” จอมพลถามหุ้นส่วนสกายผับเสียงดังแล้วก็โยนหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะอย่างแรง เขาเก็บความหงุดหงิดเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เช้า เพราะบรรดาหนังสือพิมพ์แทบจะทุกฉบับขึ้นหน้าหนึ่ง
‘เจ้าหน้าที่ปกครองร่วมทหารค้นผับดังกลางเมือง พบวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปีใช้บริการไม่ต่ำกว่า 30 ราย ตรวจฉี่ม่วงอีกเกือบ 20 รายและของกลางยาเสพติดอีกเพียบ’
“ผมไม่ทราบเหมือนกันครับว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ยังไง แต่ผมได้เน้นย้ำให้การ์ดของเราตรวจบัตรประชาชนอย่างละเอียดแล้วนะครับ ส่วนเรื่องยาเสพติด ผมไม่แน่ใจว่าพวกคนที่มาเที่ยวเสพจากที่อื่นมาก่อนหรือเปล่า” กรไชยอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนเหตุผลของเขาไม่เพียงพอที่จะทำให้จอมพลคลายความหงุดหงิดลงได้
“ประเด็นหลักของเรื่องนี้คือพบยาเสพติดของกลางต่างหาก ดูแลกันยังไงถึงปล่อยให้มีการเสพยาเสพติดในผับของเรา เราจ้างพนักงานดูแลความปลอดภัย ตรวจความเรียบร้อยเกือบ 100 คน ผมไม่อยากเชื่อว่ามันจะเล็ดลอดสายตาไปได้ นอกจากจะมีคนในรู้เห็นเป็นใจ...” จอมพลถามเสียงดังเหมือนราชสีห์คำราม กรไชยอึกอัก
“ผมไม่ทราบจริงๆ ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง”
“ทีนี้จะทำยังไงกัน ช่วง 3 เดือนมานี้เราถูกตรวจไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง ทุกครั้งที่ตรวจจะพบเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้ามาเที่ยวและพบยาเสพติด แต่ครั้งนี้มีจำนวนมากกว่าทุกครั้ง แล้วจะเคลียร์กับเจ้าหน้าที่ยังไง” จอมพลถามอีก กรไชยนั่งบีบมือตัวเองแน่น
“เอาอย่างนี้ไหมครับ คุณจอมพลมีเส้นสายเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงานอยู่แล้ว เราเอาเงินไปปิดปากพวกนั้นอีกครั้ง ก็น่าจะเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อยได้นะครับ” กรไชยเสนอ แต่ดูแล้วไม่น่าจะเป็นวิธีการที่ดีนัก เพราะคิ้วเข้มของจอมพลขมวดขึ้น เขาขบกรามตัวเองแน่น
“คุณอย่าคิดอะไรตื้นๆ จะไปเคลียร์กับเขาได้ยังไง ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์แบบนี้ ตอนนี้ทุกคนต่างจับตามองผับของเรามากขึ้น นักข่าวก็ตีประเด็นกันมั่วไปหมด กล่าวหาว่าผมเอื้อประโยชน์ให้เครือข่ายยาเสพติด ทั้งๆ ที่ผมประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านชัดเจนมาตลอด!” จอมพลทิ้งกายลงนั่งบนโซฟาตัวนุ่มอย่างแรง
“เราจะเอายังไงกันดีครับ” กรไชยถามเสียงอ่อน แววตาแสดงความหวาดกลัวบุคคลตรงหน้า แม้ว่าจอมพลจะมีอายุน้อยกว่าเขาก็ตาม
“คงจะต้องปิดไปสักพักรอให้เรื่องเงียบก่อน”
“แต่ถ้าเราปิด เราก็จะสูญเสียรายได้มากนะครับ ตอนนี้กิจการกำลังไปได้ดี เราน่าจะหาวิธีการเปิดไปก่อน ที่ผ่านมารายรับของเราไม่สอดคล้องกับรายจ่าย...”
“เรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะใครกัน ถ้าไม่ใช่เพราะความบกพร่องในการบริหารงานของคุณ จริงอยู่ที่เรามีรายได้เข้ามามาก แต่รายจ่ายเราก็มากด้วยเหมือนกัน ส่วนใหญ่ค่าใช้จ่ายก็เป็นค่าใต้โต๊ะตำรวจทหารเนี่ยแหละ ครั้งนี้เป็นไง... เจ้าหน้าที่ปกครองลงตรวจเอง คุณจะไปจ่ายให้เขาไหวไหมล่ะ ทำไมไม่ทำให้มันถูกต้องตามระเบียบข้อกฎหมาย ละเลยปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไงกัน ไม่รู้ล่ะ... ผมจะไม่ยอมเสียเงินกับการจ่ายใต้โต๊ะอีก เราต้องแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหา คุณต้องไปหาวิธีการจัดการเรื่องนี้มาให้ได้ ผมขอความชัดเจนภายใน 3 วัน ถ้าอีก 3 วันยังไม่ได้เรื่อง ผมจะลงไปบริหารงานด้วยตัวเอง” จอมพลบอกเป็นครั้งสุดท้าย
กรไชยตาโตอย่างตื่นตระหนก ถ้าให้จอมพลเข้ามาบริหารงานเองทั้งหมด ก็หมายความว่าจอมพลไม่ต้องการเขาแล้ว ถ้ามันออกมาเป็นรูปแบบนี้ก็หมายความว่าจอมพลจะทำทุกวิถีทางเพื่อเขี่ยเขาออกไป ซึ่งเขาก็จะยอมให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้
สกายผับเป็นสถานบันเทิงที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยน้ำมือตัวเอง เพียงแต่ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เขาหาเงินไม่พอค่าใช้จ่าย สถานการณ์บังคับให้เขาต้องขายหุ้นถึง 70 เปอร์เซ็นต์ให้กับจอมพล ซึ่งจอมพลก็ให้สิทธิในการบริหารงานเหมือนเก่า ตอนนี้มูลค่าของสกายผับไม่สามารถประเมินได้เพราะได้รับความนิยมของคนเที่ยวกลางคืนเป็นอย่างมาก ถ้าเขาปล่อยให้การบริหารงานหลุดมือก็เท่ากับปล่อยให้ตะกร้าใส่ทองลอยน้ำไปทั้งๆ ที่ตัวเองสามารถคว้ามันไว้ได้
“ครับ ผมจะรีบไปจัดการให้เร็วที่สุดครับ” กรไชยละล่ำละลักบอก
“หมดธุระ ก็ออกไปได้แล้ว ผมมีเรื่องที่จะต้องทำต่อ” จอมพลเอ่ยปากไล่กรไชยอย่างมีมารยาท กรไชยรีบเดินออกไปจากห้องทำงานของจอมพลทันที
“มีคนรายงานมาว่าตอนนี้กรไชยบินไปคาสิโนที่ฮ่องกงบ่อยมาก เดือนละไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง” กนธีบอกกับเจ้านายหนุ่ม จอมพลนั่งเอนหลังเอามือกุมขมับ
“มันเอาเงินที่ไหนไปเล่นได้บ่อยขนาดนั้น ก่อนหน้านี้ที่มีปัญหาเงินไม่พอหมุนสกายผับก็เพราะติดการพนันจนเป็นหนี้หลายสิบล้าน ตอนนี้ยังไม่เลิกอีกเหรอ” จอมพลถาม กนธีถอนใจ
“ยังครับ กรไชยไปเล่นคาสิโนที่เป็นคู่แข่งกับคาสิโนที่คุณจอมพลเป็นหุ้นส่วนอยู่ ได้ยินมาว่าเล่นหนักมือ ได้เสียกันครั้งหนึ่งมากกว่า 10 ล้าน” กนธีบอกอีก ยิ่งทำให้จอมพลสงสัยมากยิ่งขึ้น
“กรไชยมีธุรกิจอะไรนอกจากสกายผับอีกบ้าง กนธี ตรัย นายสองคนช่วยไปสืบมาให้หน่อยว่ากรไชยทำงานอะไรนอกเหนือจากบริหารงานสกายผับ ได้เรื่องแล้วรีบมารายงานฉันทันที"
“ครับ”
จอมพลนั่งรอหญิงสาวในห้องทำงานอย่างใจจดจ่อ เขานั่งไขว่ห้าง เอามือเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเบาๆ แต่เวลาผ่านไปกว่า 1 ชั่วโมงแล้ว เธอยังไม่มาหาเขาตามที่นัดไว้อีก จอมพลเริ่มร้อนรน มองนาฬิกาสลับกับโทรศัพท์มือถือ ตรัยและกนธีมองหน้ากันอย่างสงสัย เพราะไม่เคยเห็นเจ้านายตัวเองตกอยู่ในสภาพนี้มาก่อน
“กนธี โทรหาคาเซียให้ฉันหน่อย” จอมพลสั่ง ลูกน้องคนสนิทรีบทำตามทันที แต่พอกดโทรศัพท์โทรหาคาเซียหลายครั้ง แต่เธอก็ไม่รับสาย
“คุณคาเซียไม่รับสายเลยครับ”
“โทรไปเรื่อยๆ จนกว่าเธอจะรับ” จอมพลสั่งอีก ตอนนี้คิ้วเข้มของเขาเริ่มขมวดเข้าหากัน ในใจเริ่มคุกรุ่นด้วยความขุ่นเคือง
เวลาผ่านไปอีก 1 ชั่วโมง คาเซียก็ยังไม่รับโทรศัพท์เช่นเดิม แม้ว่าจอมพลจะสั่งให้กนธีกับตรัยช่วยกันโทรและสลับเบอร์โทรไปหาเธอแล้วก็ตาม จอมพลเริ่มทนไม่ไหว เขาไม่เคยรู้สึกขัดใจแบบนี้มานานมากแล้ว
“ตรัย ส่งคนไปดูหน่อยว่าคาเซียไปที่บริษัทหรือเปล่า อ้อ... ให้คนตามไปดูที่บ้านด้วยนะ ว่าเธออยู่บ้านไหม ยังไงวันนี้ฉันต้องตามหาตัวคาเซียให้เจอให้ได้” จอมพลบอก ตรัยรีบออกไปทำตามทันที
“เจ้านายจะออกไปกินข้าวอะไรก่อนไหมครับ นี่ก็เที่ยงแล้ว...”
“นายช่วยจัดมาให้ฉันที่นี่ที ฉันจะไม่ออกไปไหนจนกว่าจะรู้ว่าตอนนี้คาเซียอยู่ที่ไหน แล้วทำไมถึงไม่รับโทรศัพท์ฉัน” จอมพลบอกอย่างคนเอาแต่ใจ เวลาผ่านไปไม่ถึง 2 ชั่วโมง ตรัยโทรมารายงานว่าพบตัวคาเซียอยู่ที่บ้าน จอมพลจึงสั่งให้กนธีขับรถพาเขาไปทันที ระหว่างที่นั่งอยู่ในรถ กนธีไม่สามารถเก็บงำความสงสัยของตัวเองเอาไว้ได้ จึงเอ่ยปากถาม
“เจ้านายครับ เจ้านายไปหาคุณคาเซียที่บ้านแบบนี้... มันจะดีหรือครับ”
“ดีสิ... ทำไมถึงไม่ดีล่ะ” จอมพลตอบ สายตาก็เพ่งมองออกไปนอกหน้าต่างรถยนต์
“คุณคาเซียคงจะตกใจไม่น้อย...”
“นั่นแหละที่ฉันต้องการ กนธี... นายอยู่กับฉันมานาน ก็น่าจะรู้ว่านอกจากมาริสาแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าขัดใจฉันอีก” จอมพลพูดเรื่อยๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ กนธีเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ
“ตอนนี้คุณมาริสาเป็นยังไงบ้างครับ ไม่เจอหน้ามาพักใหญ่แล้ว”
