บท
ตั้งค่า

บทที่ 7 ตบหน้ากลางห้างหรู

บทที่ 7 ตบหน้ากลางห้างหรู

เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนขัดเงาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ขณะที่พริมาหยุดยืนหน้าร้านเครื่องหนังแบรนด์หรูบนชั้นวีไอพีของห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางกรุงเทพมหานคร

บ่ายวันนี้อารมณ์ของเธอดีเป็นพิเศษ

การประชุมกับทศวรรษเมื่อช่วงสายผ่านไปอย่างราบรื่น แบบเครื่องประดับที่เธอนำเสนอได้รับความสนใจมากกว่าที่คาดไว้ และหากไม่มีอะไรผิดพลาด อีกไม่นานเธอคงได้กลับไปทำงานที่รักอย่างจริงจังเสียที

สองปี... เธอปล่อยให้ความฝันของตัวเองหลับใหลอยู่ในลิ้นชักนานถึงสองปี เพียงเพราะมัวทุ่มเทเวลาให้สามีที่ไม่เคยเห็นคุณค่า

นึกแล้วก็น่าเสียดาย แต่ช่างเถอะ! อย่างน้อยตอนนี้เธอก็ยังมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ พริมายกริมฝีปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม ก่อนผลักประตูกระจกเข้าไปในร้าน

กลิ่นหนังแท้ผสมกับน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นดอกไม้ขาวลอยมาต้อนรับ พนักงานขายในชุดสูทสีดำรีบเดินเข้ามาหาด้วยท่าทางสุภาพ

“สวัสดีค่ะคุณผู้หญิง ไม่ทราบว่าสนใจคอลเลกชันไหนเป็นพิเศษไหมคะ?”

“พริมอยากดูกระเป๋ารุ่นลิมิเต็ดที่เพิ่งเข้ามาค่ะ”

หญิงสาวถอดแว่นกันแดดออก

“สีชมพูมุกที่จัดแสดงไว้ด้านใน”

พนักงานยิ้มกว้างทันที “เชิญทางนี้เลยค่ะ”

บนแท่นกำมะหยี่สีครีมมีกระเป๋าหนังจระเข้แฮนด์เมดใบเล็กวางอยู่ภายในตู้กระจก แสงไฟสีทองนวลส่องให้พื้นผิวสีชมพูมุกเหลือบประกายงดงาม

พริมายืนมองอยู่ครู่หนึ่ง เธอชอบงานออกแบบที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการเย็บขอบ การเลือกสี หรือเครื่องประดับโลหะชิ้นเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ของธรรมดาดูมีราคา

เช่นเดียวกับเครื่องประดับที่เธอออกแบบความงามที่ดี ไม่จำเป็นต้องตะโกนเรียกร้องความสนใจ เพียงมองก็รู้ว่ามันมีคุณค่า

“ขอลองถือได้ไหมคะ?”

“ได้เลยค่ะ” พนักงานสวมถุงมือก่อนหยิบกระเป๋าออกมาส่งให้

พริมาใช้ปลายนิ้วลูบผิวหนังเรียบละเอียดอย่างพิจารณา สายสะพายเส้นเล็กมีน้ำหนักกำลังดี เมื่อลองถือหน้ากระจกก็เข้ากับชุดเดรสผ้าทวีตสีครีมอมชมพูที่เธอเปลี่ยนสวมหลังการประชุมได้อย่างลงตัว

“สวยดีค่ะ” หญิงสาวพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ใบนี้ราคาเท่าไรคะ?”

พนักงานแจ้งราคาเจ็ดหลักด้วยน้ำเสียงสุภาพ

พริมาไม่ได้มีท่าทีตกใจ เธอกำลังจะตอบตกลงอยู่แล้ว หากไม่มีเสียงแหลมสูงดังแทรกเข้ามาเสียก่อน

“อุ๊ย! นึกว่าใคร”

กลิ่นน้ำหอมหวานจัดลอยมาก่อนเจ้าของเสียง

“ที่แท้ก็คุณนายอัครเดโชนี่เอง”

พริมาชะงักปลายนิ้ว เธอจำเสียงนั้นได้ดี

เจสซี่...

นางแบบสาวที่มักปรากฏตัวข้างกายสามีของเธอตามงานเลี้ยงต่าง ๆ และเป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่เพลิงกัลป์เลือกไปพบในคืนที่เธอต้องเข้าโรงพยาบาล

พริมาค่อย ๆ หันไปมอง เจสซี่อยู่ในชุดเดรสสั้นสีแดงสด รองเท้าส้นสูงประดับคริสตัลส่งเสียงกระทบพื้นทุกย่างก้าว ข้างกายมีเพื่อนสาวอีกสองคนเดินตามมาติด ๆ ดวงตาที่แต่งแต้มด้วยอายไลเนอร์คมกริบกวาดมองพริมาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนหยุดอยู่ที่กระเป๋าราคาแพงในมือ

“ไม่ได้เจอกันหลายวัน สวยขึ้นนะคะ”

เจสซี่ยิ้ม

“สงสัยไม่มีสามีอยู่บ้านให้คอยดูแล เลยมีเวลาแต่งตัวมากขึ้น”

เพื่อนสาวสองคนหัวเราะคิกคัก พริมามองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคลี่ยิ้มอ่อนหวาน

“สวัสดีค่ะคุณเจสซี่” เธอพยักหน้าให้อย่างสุภาพ “ช่วงนี้สบายดีหรือคะ?”

เจสซี่เชิดคาง “ก็ดีค่ะ ดีกว่าบางคนที่มีตำแหน่งภรรยา แต่สามีไม่เคยพาออกงานด้วยซ้ำ”

“อย่างนั้นหรือคะ?” พริมาทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อย

“พริมได้ยินมาว่าช่วงนี้คุณเพลิงยกเลิกนัดบ่อย ๆ เสียอีก”

รอยยิ้มบนใบหน้าเจสซี่ชะงักทันที เพราะเมื่อคืนเธอโทรหาเพลิงกัลป์หลายครั้ง แต่อีกฝ่ายกลับไม่รับสาย แถมเย็นวานยังยกเลิกนัดรับประทานอาหารโดยไม่ยอมอธิบายเหตุผลด้วย!

“พี่เพลิงงานยุ่งค่ะ” เจสซี่รีบตอบ

พริมาพยักหน้าอย่างเข้าใจ “นั่นสิคะ”

เธอยิ้มบาง “พริมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน”

หญิงสาวเว้นจังหวะเล็กน้อย “แต่แปลกนะคะ...เมื่อคืนคุณเพลิงกลับบ้านเร็ว แล้วยังตามหาพริมเสียทั่วบ้านเลย”

เจสซี่หน้าตึง “เธอหมายความว่ายังไง!”

“ไม่มีอะไรค่ะ” พริมาหัวเราะเบา ๆ “พริมแค่เล่าให้ฟังเฉย ๆ”

เธอหันกลับไปมองกระเป๋าในมือ “ขอโทษนะคะ พริมกำลังเลือกของอยู่”

น้ำเสียงนั้นสุภาพอย่างไร้ที่ติ แต่ความหมายกลับชัดเจนว่าเธอไม่ต้องการสนทนาต่อ เจสซี่เม้มริมฝีปากแน่นเมื่อก่อนพริมาไม่เคยกล้าทำแบบนี้! แค่เธอเดินเข้าไปพูดเรื่องเพลิงกัลป์ ภรรยาจืดชืดคนนั้นก็มักหน้าเสีย น้ำตาคลอ แล้วรีบเดินหนีอย่างน่าสมเพช แต่วันนี้กลับกล้าเมินเธอต่อหน้าพนักงานขาย!

“เดี๋ยวก่อนค่ะ!” เจสซี่ก้าวเข้ามาขวาง

“กระเป๋าใบนั้นฉันจองไว้แล้ว”

พริมาเลิกคิ้ว “จริงหรือคะ?”

เธอหันไปหาพนักงาน “ถ้าอย่างนั้นพริมต้องขอโทษด้วยค่ะ ไม่ทราบว่ามีลูกค้าจองไว้”

พนักงานสาวมีสีหน้าลำบากใจทันที “เอ่อ... คุณเจสซี่เคยแจ้งความสนใจไว้ค่ะ แต่ทางร้านยังไม่ได้รับการยืนยันซื้อ”

“อะไรนะ!”

เจสซี่หันขวับ “ฉันบอกแล้วไงว่าจะเอา!”

“ดิฉันต้องขออภัยค่ะ แต่ตามเงื่อนไขการจองสินค้ารุ่นพิเศษ ทางร้านจะสำรองไว้ถึงเที่ยงของวันที่นัดยืนยันเท่านั้น หากไม่มีการชำระมัดจำหรือยืนยันซื้อ สินค้าจะกลับมาจำหน่ายตามปกติค่ะ”

พนักงานอธิบายอย่างสุภาพ เจสซี่หน้าแดงขึ้นทันที เธอเคยขอให้เพลิงกัลป์ซื้อกระเป๋าใบนี้เป็นของขวัญ แต่เขาไม่ได้รับปาก จึงยังไม่กล้าจ่ายเงินมัดจำด้วยตัวเอง ไม่นึกเลยว่าพริมากลับมาถึงร้านก่อน!

“ฉันไม่สน!”

เจสซี่กระแทกเสียง “ฉันเห็นก่อน กระเป๋าต้องเป็นของฉัน!”

พริมามองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา จากนั้นก็ยิ้มบาง

“คุณเจสซี่คะ”

“อะไร!”

“การเห็นก่อนกับการเป็นเจ้าของ... มันคนละเรื่องกันนะคะ”

เธอหยุดเล็กน้อย “ของบางอย่าง ต่อให้เราชอบมากแค่ไหน ถ้าเจ้าของไม่เคยตกลงยกให้ ก็ไม่ควรคิดว่าเป็นของตัวเอง”

เจสซี่หน้าชา ประโยคนั้นไม่ได้พูดถึงกระเป๋าเพียงอย่างเดียวแน่!

“แกกำลังด่าฉันใช่ไหม!”

“เปล่าค่ะ”

พริมาคลี่ยิ้ม “พริมพูดเรื่องกระเป๋า”

เธอช้อนตามองอีกฝ่าย “แต่ถ้าคุณเจสซี่คิดไปถึงเรื่องอื่น พริมก็คงห้ามความคิดของคุณไม่ได้”

พนักงานขายสองคนรีบก้มหน้า ส่วนเพื่อนสาวของเจสซี่เริ่มมองหน้ากันอย่างกระอักกระอ่วน เจสซี่กำมือแน่น

“อย่ามาทำเป็นเหนือกว่าฉัน!”

เธอก้าวเข้ามาใกล้

“เธอก็แค่เมียที่พี่เพลิงไม่ได้รัก!”

พริมาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

“ค่ะ”

คำตอบง่าย ๆ นั้นทำให้เจสซี่ชะงัก

“พริมทราบดีค่ะว่าคุณเพลิงไม่ได้รัก”

หญิงสาววางกระเป๋าลงบนแท่นกำมะหยี่อย่างระมัดระวัง “เพราะฉะนั้นพริมถึงตัดสินใจว่าจะไม่เสียเวลารอความรักจากเขาอีกแล้ว”

เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่งามสงบนิ่ง

“แต่คุณเจสซี่คะ...”

“อะไร!”

“ถ้าผู้ชายคนหนึ่งไม่รักภรรยาของตัวเอง นั่นไม่ได้แปลว่าเขาจะรักผู้หญิงที่เข้ามาแทรกกลางเสมอไปนะคะ”

รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นอีกครั้ง “ระวังจะเข้าใจผิดค่ะ”

ใบหน้าของเจสซี่ซีดสลับแดง เธอไม่เคยถูกผู้หญิงคนนี้ตอกกลับเช่นนี้มาก่อน!

“แก!”

เจสซี่เงื้อมือขึ้นทันที เสียงสูดลมหายใจของพนักงานดังขึ้นพร้อมกัน แต่ก่อนฝ่ามือจะฟาดลงมา พริมาขยับหลบไปด้านข้างหนึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว

มือของเจสซี่จึงปัดผ่านเพียงอากาศ รองเท้าส้นสูงของนางแบบสาวเสียหลักเล็กน้อยจนต้องรีบคว้าขอบเคาน์เตอร์ไว้

พริมามองอีกฝ่ายนิ่ง “ระวังหน่อยค่ะ”

เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พื้นร้านลื่นนะคะ”

เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากลูกค้าสองคนที่ยืนดูสินค้าอยู่ไม่ไกล เจสซี่หน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย

“แกกล้าหลบฉันเหรอ!”

พริมาหลุดหัวเราะ “อ้าว...” เธอเอียงคอเล็กน้อย “คุณเจสซี่จะตบพริม แล้วหวังให้พริมยืนรอเฉย ๆ หรือคะ?”

หญิงสาวส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “แปลกจังเลยค่ะ”

เจสซี่กำลังจะพุ่งเข้าหาอีกครั้ง แต่เสียงทุ้มต่ำกลับดังขึ้นจากด้านหลัง

“เจสซี่!”

ทุกคนหันขวับ เพลิงกัลป์ยืนอยู่ตรงทางเข้าร้าน ชายหนุ่มสวมสูทสีดำตัดเย็บอย่างประณีต ใบหน้าคมคายเรียบตึง ดวงตาจับอยู่บนภาพตรงหน้าด้วยความไม่พอใจอย่างชัดเจน

เขาเข้ามาถึงตั้งแต่ก่อนเจสซี่เงื้อมือ ทันเห็นทุกอย่างพอดี พริมาเหลือบมองสามี มาได้อย่างไรกัน? เมื่อเช้าเขายังบอกว่าจะไปบริษัทอยู่เลย หรือว่าตามเธอมาตั้งแต่ตอนประชุม? หญิงสาวหรี่ตาลงเล็กน้อย มีเรื่องต้องคุยกันอีกแล้วสินะ

“พี่เพลิง!” เจสซี่รีบปรับสีหน้าทันที

จากความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่กลายเป็นหญิงสาวผู้น่าสงสารในพริบตา

“พี่เพลิงช่วยเจสด้วยค่ะ!” นางแบบสาวรีบเดินเข้าไปหา

“คุณพริมาเขารังแกเจส แถมยังจงใจแย่งกระเป๋าที่เจสอยากได้ด้วย!”

เพลิงกัลป์ไม่ได้ตอบ สายตาของเขาเลื่อนไปยังพริมา หญิงสาวยืนกอดอกอย่างสบายอารมณ์ ใบหน้าสวยไม่มีร่องรอยตกใจแม้แต่น้อย เมื่อเห็นสามีมองมา เธอก็ส่งยิ้มบางให้

“สวัสดีค่ะคุณเพลิง” เสียงหวานใสฟังดูสดชื่นเสียจนเขานึกหงุดหงิด

เธอเพิ่งเกือบถูกตบ! แล้วยังยิ้มได้อีกหรือ?

“เกิดอะไรขึ้น?” เขาถามเสียงต่ำ

เจสซี่รีบแทรกทันที “ก็คุณพริมา…”

“ฉันถามพริมา”

คำพูดสั้น ๆ ทำให้นางแบบสาวชะงัก

บรรยากาศภายในร้านเงียบลง พริมามองใบหน้าสามีอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปหาพนักงานขาย

“น้องคะ”

“คะคุณพริมา?”

“ช่วยอธิบายเหตุการณ์ให้คุณเพลิงฟังหน่อยได้ไหมคะ?”

เธอยิ้มสุภาพ “พริมไม่อยากให้ใครคิดว่าพริมพูดเข้าข้างตัวเอง”

พนักงานสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนอธิบายเรื่องการจองกระเป๋า รวมถึงเหตุการณ์ที่เจสซี่พยายามทำร้ายลูกค้าอีกคนอย่างครบถ้วน

เพลิงกัลป์ฟังจนจบ ใบหน้าหล่อเหลาค่อย ๆ เย็นชาลง

“จริงหรือเจสซี่?”

นางแบบสาวหน้าซีด “พี่เพลิงคะ เจสแค่โมโห...”

“เธอเงื้อมือใส่ภรรยาฉัน?”

คำถามนั้นดังขึ้นอย่างช้า ๆ เจสซี่กลืนน้ำลาย

“ก็เขายั่วเจสก่อนนี่คะ!”

“แล้ว?”

เพลิงกัลป์มองอีกฝ่ายนิ่ง “ใครให้สิทธิ์เธอทำร้ายเขา?”

เจสซี่พูดไม่ออก ชายหนุ่มหันไปหาพนักงานขาย

“ขอโทษที่เกิดเรื่องวุ่นวายในร้าน”

เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ “หากมีความเสียหายเพิ่มเติม ให้ผู้จัดการติดต่อสำนักงานของผมได้”

จากนั้นจึงหันกลับไปมองเจสซี่ “ส่วนเธอ... กลับไปก่อน”

“พี่เพลิง!”

“ฉันไม่อยากพูดซ้ำ”

เจสซี่หน้าซีดเผือด “แต่พี่เพลิงเคยบอกว่าไม่ได้รักผู้หญิงคนนี้!”

เพลิงกัลป์นิ่งไปเสี้ยววินาที เพราะมันเป็นความจริง เขาเคยพูดแบบนั้น หลายครั้งเสียด้วย แต่เมื่อได้ยินผู้หญิงอื่นนำคำพูดของเขามาดูถูกพริมาต่อหน้าผู้คน ความรู้สึกบางอย่างกลับแล่นขึ้นมาในอก

“ฉันพูดอะไรกับเธอ ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอมีสิทธิ์มาทำร้ายภรรยาของฉัน”

น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบ

“จำเอาไว้ด้วย”

เจสซี่เม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความคับแค้น เธอมองพริมาอย่างเกลียดชัง ก่อนหันหลังเดินออกจากร้านพร้อมเพื่อนสาวทั้งสองคน เสียงส้นสูงกระทบพื้นดังถี่ขึ้นตามอารมณ์เจ้าของ

พริมายืนมองจนอีกฝ่ายลับสายตาก่อนถอนหายใจเบา ๆ

“เฮ้อ...”

เพลิงกัลป์หันมาทันที

“ถอนหายใจทำไม?”

“เสียดายค่ะ”

“เสียดายอะไร?”

หญิงสาวหันมายิ้ม “เสียดายที่ละครกำลังสนุก แล้วพระเอกดันเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน”

ชายหนุ่มขบกรามแน่น

“พริมา!”

เธอหัวเราะคิกคัก

“ล้อเล่นค่ะ” จากนั้นจึงหันไปหาพนักงานขายอีกครั้ง “กระเป๋าใบเมื่อกี้ พริมรับนะคะ”

พนักงานรีบพยักหน้า “ได้เลยค่ะคุณพริมา”

หญิงสาวหยิบบัตรเครดิตจากกระเป๋าถือ แต่ก่อนจะยื่นให้ เพลิงกัลป์กลับหยิบบัตรสีดำขอบทองออกมาวางบนเคาน์เตอร์เสียก่อน

“ใช้ใบนี้”

พริมามองบัตร ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาสามี “คุณเพลิงจะซื้อให้พริมเหรอคะ?”

ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ “กระเป๋าแค่ใบเดียว ฉันซื้อให้ได้”

หญิงสาวยิ้มหวาน “ใจดีจังเลยค่ะ”

เพลิงกัลป์เผลอชะงัก น้ำเสียงอ่อนหวานนั้นทำให้ความหงุดหงิดในอกลดลงอย่างประหลาด แต่ก่อนจะทันได้รู้สึกดี พริมาหยิบบัตรของเขาคืนส่งให้

“ขอบคุณนะคะ”

เธอพูดเบา ๆ

“แต่ใบนี้พริมอยากซื้อเองค่ะ”

เพลิงกัลป์ขมวดคิ้ว

“ทำไม?”

“ของขวัญให้ตัวเองค่ะ” เธอยื่นบัตรส่วนตัวให้พนักงาน “ฉลองที่ได้กลับไปทำงานอีกครั้ง”

ชายหนุ่มนิ่งไป พริมามองกระเป๋าบนเคาน์เตอร์ด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ

“เมื่อก่อนพริมชอบรอให้คุณเพลิงซื้อของขวัญให้”

เธอพูดต่อราวกับเล่าเรื่องธรรมดา

“แต่พอมาคิดดูแล้ว ของที่เราอยากได้... บางครั้งก็ซื้อให้ตัวเองได้นี่คะ”

เพลิงกัลป์มองเธอ เขาไม่เคยเห็นภรรยาดูมีความสุขกับการตัดสินใจของตัวเองมากเท่านี้มาก่อน ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน

ไม่ใช่ความโกรธ แต่เป็นความไม่สบายใจที่เขาไม่รู้จะจัดการอย่างไร เพราะทุกครั้งที่พริมายิ้มโดยไม่ต้องการอะไรจากเขา ชายหนุ่มกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังสูญเสียบางอย่างไปทีละน้อย

ไม่กี่นาทีต่อมา ทั้งคู่เดินออกจากร้านพร้อมถุงกระเป๋าใบใหม่ เพลิงกัลป์เดินเคียงข้างภรรยา ใบหน้ายังคงบึ้งตึงเล็กน้อย

“เธอรู้หรือเปล่าว่าฉันตามหาเธอตั้งแต่เช้า”

พริมาเหลือบมอง

“ตามหาทำไมคะ?”

“ฉันมีเรื่องจะคุย”

“เรื่องหย่า?”

เขาหยุดเดิน “เลิกพูดเรื่องนี้สักทีได้ไหม!”

หญิงสาวหันมามองด้วยสีหน้าประหลาดใจ “ก็คุณเพลิงบอกว่ามีเรื่องจะคุย พริมเลยถาม”

เธอยิ้มบาง “ถ้าไม่ใช่เรื่องหย่า พริมก็นึกไม่ออกแล้วค่ะว่าเรามีเรื่องสำคัญอะไรต้องคุยกันอีก”

เพลิงกัลป์เงียบไป ความจริงเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตามมาทำไม เมื่อเช้าได้ยินชื่อทศวรรษก็หงุดหงิดจนแทบไม่มีสมาธิทำงาน พอเลขาแจ้งว่าการประชุมของพริมาเสร็จแล้ว เขาก็ยังไม่สบายใจ กระทั่งพบว่าเธอมาเดินห้างอยู่ใกล้กัน จึงตัดสินใจตามมา

แต่จะให้สารภาพว่าหึง...

ฝันไปเถอะ!

“เธอจะกลับบ้านหรือยัง?”

“ยังค่ะ” พริมาส่ายหน้า “พริมมีธุระอีกนิดหน่อย”

“กับใคร?”

“คุณทศวรรษค่ะ”

เพลิงกัลป์หยุดเดินทันที “อะไรนะ!”

หญิงสาวมองสีหน้าเขาแล้วเกือบหลุดหัวเราะ “คุณเพลิงไม่ต้องทำหน้าตกใจขนาดนั้นก็ได้ค่ะ”

เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูข้อความ

“พอดีคุณทศแจ้งว่าทางบริษัทอยากปรับรายละเอียดแบบสร้อยคออีกนิด พริมเลยจะกลับไปเอาแฟ้มงานที่รถ แล้วส่งรายละเอียดให้เขาค่ะ”

ชายหนุ่มนิ่งไป ก่อนถามเสียงต่ำ “ทศวรรษเรียกเธอว่าอะไร?”

พริมาเลิกคิ้ว “คุณพริมค่ะ”

“แล้วเธอเรียกมันว่าคุณทศ?”

“ค่ะ” เธอยิ้มหวาน “ชื่อเขายาวนี่คะ เรียกสั้น ๆ ก็สะดวกดี”

เพลิงกัลป์รู้สึกเหมือนมีความร้อนบางอย่างแล่นขึ้นมาถึงใบหน้า เขาก้มมองภรรยาที่กำลังอมยิ้ม กลิ่นน้ำหอมดอกไม้หอมกรุ่นลอยขึ้นมาเมื่อเธอขยับเข้ามาใกล้

“พริมา...”

เสียงเรียกต่ำลงอย่างน่าฟัง หญิงสาวเงยหน้าขึ้น

“คะ?”

“อย่าไปสนิทกับมันมากนัก”

พริมามองเขานิ่ง “ทำไมคะ?”

ชายหนุ่มไม่ตอบทันที เขาเพียงขบกรามแน่น ความรู้สึกหึงหวงพลุ่งพล่านอยู่ในอก แต่ศักดิ์ศรีกลับไม่ยอมให้พูดออกมาตรง ๆ

“ฉันไม่ชอบมัน”

คำตอบสุดท้ายจึงหลุดออกมาอย่างห้วน ๆ

พริมายิ้ม

“อ๋อ...” เธอพยักหน้าอย่างเข้าใจ “คุณเพลิงไม่ชอบคุณทศ”

หญิงสาวหยุดเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง

“แต่พริมชอบค่ะ”

เพลิงกัลป์ชะงัก “ว่าไงนะ!”

“ชอบทำงานกับเขาค่ะ”

เธอหัวเราะเบา ๆ “คุณทศเป็นคนมีรสนิยมดี ให้เกียรติคนทำงาน แล้วก็รับฟังความคิดเห็นของพริมด้วย”

ทุกคำที่เธอพูดคล้ายกำลังเติมเชื้อไฟลงในอกชายหนุ่มทีละน้อย

“พอได้แล้ว!”

เพลิงกัลป์เค้นเสียง พริมาทำตาโต “อ้าว... พริมยังพูดไม่จบเลยนะคะ”

“ฉันไม่อยากฟัง!”

หญิงสาวเม้มริมฝีปากกลั้นหัวเราะ

“ได้ค่ะ” เธอตอบอย่างว่าง่ายผิดปกติ “ถ้าอย่างนั้นพริมไม่พูดแล้วก็ได้”

เพลิงกัลป์ถอนหายใจหนัก แต่ก่อนจะทันโล่งอก โทรศัพท์มือถือของพริมกลับสั่นขึ้น

หญิงสาวก้มมองหน้าจอ ข้อความใหม่จากทศวรรษปรากฏอยู่บนแถบแจ้งเตือน

‘คุณพริมครับ ทางทีมชอบแบบที่คุณเสนอมาก ผมอยากให้คุณเข้ามาคุยเรื่องสัญญาร่วมออกแบบในวันพรุ่งนี้ ถ้าสะดวก ผมอยากให้คุณรับผิดชอบคอลเลกชันนี้ด้วยตัวเอง’

พริมาหยุดเดินทันที ดวงตาคู่งามเบิกกว้างขึ้นอย่างยินดี

“จริงเหรอเนี่ย...” เธอพึมพำเบา ๆ

รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่ เพลิงกัลป์มองสีหน้านั้น

“ใครส่งอะไรมา?”

พริมาเงยหน้าขึ้น

“ข่าวดีค่ะ!”

“ข่าวดีอะไร?”

เธอชูโทรศัพท์ขึ้นเล็กน้อย “คุณทศชวนพริมไปคุยเรื่องสัญญาออกแบบเครื่องประดับค่ะ!”

เพลิงกัลป์นิ่งไป “สัญญา?”

“ค่ะ”

หญิงสาวยิ้มจนดวงตาโค้งสวย “ถ้าตกลงกันได้ พริมจะได้ออกแบบคอลเลกชันใหม่ด้วยตัวเองเลยนะคะ!”

น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความสุข เป็นความสุขที่เพลิงกัลป์ไม่เคยเห็นจากเธอมานานแล้ว หัวใจของเขากระตุกวูบ เพราะทันใดนั้นชายหนุ่มก็เพิ่งตระหนักถึงเรื่องหนึ่ง ตลอดสองปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยถามเลยว่าพริมามีความฝันอะไร

ไม่เคยสนใจว่าเธอชอบทำอะไร และไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเธอมีความสามารถมากเพียงใด แต่ผู้ชายที่ชื่อทศวรรษกลับมองเห็นสิ่งเหล่านั้น เพลิงกัลป์รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกดทับอยู่กลางอก พริมาก้มพิมพ์ข้อความตอบรับ ก่อนเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าอย่างอารมณ์ดี

“พริมต้องไปแล้วค่ะ”

เธอหันมายิ้มให้สามี “วันนี้ขอบคุณนะคะที่ช่วยเรื่องคุณเจสซี่”

ชายหนุ่มมองเธอนิ่ง “แค่นั้น?”

“คะ?”

“ไม่มีอะไรจะพูดอีก?”

พริมาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะปรากฏขึ้น “มีค่ะ”

เพลิงกัลป์เผลอรอฟัง หญิงสาวขยับเข้ามาใกล้เพียงหนึ่งก้าว กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ จากเรือนกายลอยมาแตะปลายจมูกอีกครั้ง

เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา

“คุณเพลิงคะ...”

“อะไร?”

“ครั้งหน้าถ้าพริมมีเรื่องเดือดร้อน คุณไม่ต้องรีบมาช่วยทุกครั้งก็ได้นะคะ”

เขาขมวดคิ้ว

“ทำไม?”

พริมาคลี่ยิ้มหวาน “เพราะพริมดูแลตัวเองได้ค่ะ”

เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ส่วนเรื่องที่คุณอยากให้พริมสนใจ...”

ดวงตาคู่งามมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “คงต้องพยายามมากกว่านี้หน่อยนะคะ”

พูดจบหญิงสาวก็ถอยห่าง ส่งยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนหมุนตัวเดินจากไปด้วยท่าทางสง่างาม เพลิงกัลป์ยืนมองตาม

กลิ่นน้ำหอมหวานละมุนยังคงติดอยู่ในความรู้สึก เสียงรองเท้าส้นสูงของพริมาเบาลงเรื่อย ๆ จนลับหายไปกับผู้คน ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนยกมือขึ้นคลายเนกไทที่เริ่มทำให้รู้สึกอึดอัด

“พยายามมากกว่านี้งั้นเหรอ...”

เขาพึมพำเสียงต่ำ แต่แล้วโทรศัพท์มือถือของเขาก็สั่นขึ้น หน้าจอแสดงชื่อเจสซี่ เพลิงกัลป์มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกดปิดเสียงและเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าเสื้อสูท

ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์คุยกับผู้หญิงคนนั้น เพราะในหัวกำลังเต็มไปด้วยรอยยิ้มของภรรยา รอยยิ้มที่เพิ่งมอบให้ผู้ชายอีกคนผ่านหน้าจอโทรศัพท์ รอยยิ้มที่ครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับทุกวันโดยไม่ต้องพยายามอะไรเลย

แต่ตอนนี้... แม้แต่จะทำให้เธอหันมาสนใจ เขากลับไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน เพลิงกัลป์ขบกรามแน่น เขาเคยคิดว่าพริมาจะรักเขาไปตลอดชีวิต ต่อให้เขาเย็นชาเพียงใด เธอก็ไม่มีวันเดินจากไปไหน

ทว่าวันนี้... ผู้หญิงที่เคยเฝ้ารอเขาอยู่ทุกคืน กลับกำลังเดินไปข้างหน้าอย่างมีความสุข โดยไม่คิดจะหันกลับมามองอีกแล้ว และสิ่งที่ทำให้เพลิงกัลป์แทบคลั่งที่สุดก็คือ...

เขาเพิ่งรู้ตัวว่าอยากเป็นคนทำให้เธอยิ้ม แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับไม่ต้องการเขาอีกต่อไป!

**********

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel