บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 ซองที่มาถึงช้าไปสิบสองปี

แสงแดดอ่อนยามเช้าทาบทับลงบนพื้นพรมทางเดินปีกขวาของคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น เสิ่นจ้าวหนิงยืนนิ่งอยู่หน้าบานประตูไม้สักสลักลาย ซึ่งเคยเป็นห้องทำงานและสถานที่เก็บเอกสารสำคัญของอวี๋เหวินซินผู้เป็นแม่ ความเย็นเยียบจากโลหะทองเหลืองของแม่กุญแจลูกใหม่เอี่ยมที่เพิ่งถูกสับเปลี่ยนเมื่อคืน ส่งผ่านปลายนิ้วที่แตะลงไปเบาๆ ร่างกายของเธอยังคงร้าวระบมจากเหตุการณ์เมื่อวาน แต่แผ่นหลังกลับเหยียดตรงอย่างสง่างาม

กลิ่นครีมโกนหนวดราคาแพงผสมกับกลิ่นกาแฟดำโชยมาเตะจมูก เสิ่นหงอี้เดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้ามาหยุดยืนซ้อนด้านหลัง ชายวัยกลางคนสวมเสื้อเชิ้ตเรียบกริบ สีหน้าดูผ่อนคลายต่างจากเมื่อคืนลิบลับ

“พ่อเห็นว่ากลอนมันเก่าแล้ว เลยให้คนมาเปลี่ยนใหม่ ของสำคัญของแม่แกอยู่ในนี้ พ่อต้องเก็บรักษาไว้อย่างดี” น้ำเสียงของคนเป็นพ่อราบเรียบ คล้ายกำลังท่องบทละครที่เตรียมเอาไว้ล่วงหน้า

จ้าวหนิงละมือจากแม่กุญแจ เธอไม่ได้ออกแรงทุบประตู หรือตะโกนด่าทอเหมือนเด็กที่ถูกแย่งของเล่น อดีตหัวหน้าองค์กรใต้ดินรู้ดีว่าการใช้กำลังโวยวายในเวลาที่ตัวเองไม่มีกุญแจคือความสูญเปล่า การแสดงความโกรธให้ศัตรูเห็นคือความอ่อนแอรูปแบบหนึ่ง

“ถ้าอย่างนั้น ขอฉันดูสมุดบันทึกรายการเอกสารหน่อยได้ไหมคะ” เธอหมุนตัวกลับมาสบตา น้ำเสียงนิ่งสงบจนคนฟังเดาอารมณ์ไม่ออก

เสิ่นหงอี้ชะงักไปนิดหนึ่ง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าให้แม่บ้านที่ยืนรอรับใช้อยู่ไม่ไกลไปหยิบแฟ้มคุมรายการมาให้ หญิงสาวเปิดหน้ากระดาษ กวาดสายตาไล่เรียงตัวอักษรและรหัสตัวเลขอย่างรวดเร็ว นิ้วเรียวไล่ไปตามบรรทัดแล้วหยุดชะงักตรงหน้ากระดาษแผ่นหนึ่ง รหัสแฟ้มเอกสารกระโดดข้ามไปหนึ่งหมายเลขอย่างผิดสังเกต

มีแฟ้มหายไปหนึ่งชุด... และวันที่ถูกทำเครื่องหมายว่ามีการขยับขยายเอกสาร ก็คือช่วงเวลาก่อนที่เธอจะถูกวางยาและหามขึ้นรถบรรทุกไปขาย

หญิงสาวปิดแฟ้มดังปับ ส่งคืนให้แม่บ้านโดยไม่พูดอะไร เธอไม่โวยวายถามหาแฟ้มที่หายไปกับพ่อ เพราะรู้ดีว่าถามไปก็จะได้แต่คำโกหกกลับมา จ้าวหนิงเดินหมุนตัวกลับเข้าห้องนอน หยิบเสื้อคลุมตัวเก่งมาสวมทับ แล้วเดินออกจากบ้านไปอย่างเงียบเชียบ

กลิ่นควันไอเสียรถยนต์ปะปนกับความชื้นของไอน้ำบนถนนสายหลัก สวี่ถังเหยียบคันเร่งพารถเก๋งคันกะทัดรัดเลี้ยวเข้าจอดหน้าอาคารสำนักงานทนายความเก่าแก่แห่งหนึ่งใจกลางเมืองหลินโจว สองข้างทางเต็มไปด้วยตึกสูงและป้ายโฆษณาดิจิทัลที่สว่างไสว จ้าวหนิงมองภาพยุคสมัยปัจจุบันด้วยความรู้สึกที่เริ่มคุ้นชินมากขึ้น โลกเปลี่ยนไปแล้ว แต่ความโลภและการแก่งแย่งชิงดีของมนุษย์ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

“ทนายเฉินเยว่เคยเป็นผู้ช่วยในทีมจัดการมรดกของคุณน้าอวี๋” สวี่ถังอธิบายขณะเดินนำเข้าไปในลิฟต์ “พี่เขาเป็นคนทำงานตรงไปตรงมามาก ไม่ยอมก้มหัวให้อำนาจเงินของครอบครัวเธอแน่ๆ ถ้าหลักฐานไม่พอ พี่เขาก็ไม่รับทำคดีให้หรอกนะ”

ภายในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยตู้เอกสารเหล็กเรียงราย กลิ่นกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์ลอยอวลอยู่ในอากาศ เฉินเยว่ในชุดสูทสีเข้มพอดีตัวเงยหน้าขึ้นจากกองแฟ้มคดี แววตาหลังกรอบแว่นของทนายสาวมีความระแวดระวัง เธอไม่ได้เชื่อเรื่องราวความน่าสงสารของทายาทตระกูลดังเพียงเพราะฟังความข้างเดียว หน้าที่ของทนายคือการอยู่กับข้อเท็จจริง

จ้าวหนิงนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม วางสลิปโอนเงินค่าตัวหนึ่งแสนหยวน และจดหมายเรียกตัวผู้รับมรดกที่ถูกตีกลับเพราะส่งไม่ถึงมือเมื่อสิบสองปีก่อนลงบนโต๊ะกระจก

“ฉันต้องการให้คุณตรวจสอบสิทธิ์ของฉัน” จ้าวหนิงเปิดประเด็นไม่อ้อมค้อม

เฉินเยว่ขยับแว่นตา หยิบหลักฐานทั้งสองชิ้นขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด ปลายปากกาเคาะกับโต๊ะเป็นจังหวะเสียงดังก๊อก... ก๊อก... “ใบเสร็จนี่เอาผิดนายหน้าได้แน่นอน แต่มันยังไม่พอจะมัดตัวคนบงการในบ้านของคุณหรอกนะ แค่พวกเขายืนยันว่าโอนเงินผิดบัญชี หรืออ้างว่าถูกนายหน้าหลอก รูปคดีก็เปลี่ยนแล้ว ส่วนจดหมายนี่... แสดงว่ามีการจงใจปิดบังข้อมูลมรดกจากคุณจริง”

ทนายสาวดึงแฟ้มข้อมูลเก่าของอวี๋เหวินซินจากลิ้นชักขึ้นมาเปิดกาง “คุณมีสิทธิ์ในหุ้นยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของเสิ่นเหอกรุ๊ปตามพินัยกรรม แต่การรับหุ้นก้อนนี้ ไม่ได้มีแค่การเซ็นชื่อรับตัวเลขสวยหรู มันมีเงื่อนไขและข้อผูกพันเก่าที่แม่คุณเคยทำไว้ ซึ่งคุณต้องรับผิดชอบร่วมด้วยหากเซ็นรับสิทธิ์”

จ้าวหนิงรับฟังอย่างตั้งใจ สมองประมวลผลศัพท์กฎหมายและโครงสร้างธุรกิจยุคปัจจุบันที่เธอเพิ่งเคยสัมผัส เธอไม่แสร้งทำเป็นรู้ทุกเรื่อง ไม่ดึงดันจะคุมเกมทางกฎหมายด้วยตัวเอง การบริหารงานใต้ดินในอดีตสอนให้รู้ว่า ชัยชนะที่เด็ดขาดต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

“ฉันจะแยกเรื่องคดีถูกลักพาตัว ออกจากการแย่งชิงอำนาจในบอร์ดบริหาร” จ้าวหนิงสรุปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาเด็ดเดี่ยว “เรื่องสืบหาหลักฐานเอาผิดคนบงการ และตรวจสอบข้อผูกพันซ่อนเร้นในมรดก ฉันขอมอบหมายให้คุณเป็นคนจัดการ ส่วนพื้นที่ในบริษัทและการปะทะกับคนในบ้าน ฉันจะลงไปสู้ด้วยตัวเอง”

เฉินเยว่เลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากปรากฏรอยยิ้มบางๆ เธอพอใจกับลูกความที่รู้จักแยกแยะอารมณ์ออกจากกระบวนการทางกฎหมาย ไม่เอาความแค้นมาทำให้รูปคดีเสีย “ตกลง ฉันจะเก็บรักษาสำเนาเอกสารพวกนี้ไว้ให้ และจะเริ่มสืบเรื่องข้อผูกพันของหุ้นให้เร็วที่สุด”

ก่อนกลับเข้าคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น จ้าวหนิงแวะที่ธนาคาร แอร์เย็นฉ่ำและกลิ่นธนบัตรใหม่ทำให้เธอรู้สึกตื่นตัว หญิงสาวจัดการเปิดบัญชีรับรายจ่ายส่วนตัวโดยแยกขาดจากระบบกงสีของบ้านอย่างสิ้นเชิง เงินทุกบาทต้องมีที่มาที่ไปตรวจสอบได้ เธอฝากความหวังครึ่งหนึ่งไว้กับทนายเฉินเยว่ในการเก็บรักษาสำเนาหลักฐานไว้นอกสายตาของครอบครัว

เมื่อรถแท็กซี่แล่นผ่านประตูรั้วเหล็กดัดกลับเข้ามาในเขตบ้าน บรรยากาศอึมครึมก็โถมทับเข้ามาทันที คนรับใช้เดินก้มหน้ามาแจ้งว่าคุณย่าเรียกพบที่ห้องหนังสือชั้นล่าง

ห้องของเสิ่นซิ่วหลันอบอวลไปด้วยกลิ่นไม้จันทน์หอม ผสมกับกลิ่นขมปร่าของชาหลงจิ่งร้อนๆ หญิงชรานั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้ไม้สักบุกำมะหยี่ ริ้วรอยบนใบหน้าบ่งบอกถึงการผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน ย่าเป็นคนสร้างฐานการค้าของตระกูลมาด้วยสองมือ และอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดก็ยังคงอยู่ในมือของประมุขหญิงคนนี้

เสิ่นซิ่วหลันไม่ได้เอ่ยปากถามเรื่องการหายตัวไป หรือแสดงความเป็นห่วงบาดแผลที่ข้อมือของหลานสาว มือเหี่ยวย่นเลื่อนซองจดหมายสีน้ำตาลที่ขอบกระดาษเริ่มกรอบเหลืองมาตรงหน้าจ้าวหนิง

“ของแม่แก” ย่าพูดสั้นๆ เสียงแหบพร่าแต่ทรงพลัง

จ้าวหนิงหยิบซองนั้นขึ้นมา สัมผัสสากระคายของกระดาษทำให้เศษเสี้ยวความทรงจำของร่างเดิมสั่นไหว ภาพใบหน้าเปื้อนน้ำตาของแม่แวบเข้ามาในหัว เธอเลื่อนเปิดดูเนื้อหาด้านใน กวาดสายตาอ่านข้อความที่ถูกเขียนด้วยลายมือตวัดพลิ้วไหวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบความผิดปกติ

รอยฉีกขาดรุ่ยๆ ตรงสันพับ กระดาษหน้าสุดท้ายถูกดึงหายไป

เธอเงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นย่า แววตาคมกริบของหญิงชรายังคงนิ่งสนิท ไร้ร่องรอยของความรู้สึกผิดหรือหวั่นไหวใดๆ การกระทำนี้ไม่ใช่การหยิบยื่นความช่วยเหลือ แต่เป็นการท้าทายอย่างโจ่งแจ้ง

“คนที่คิดจะได้หุ้นของแม่” น้ำเสียงของเสิ่นซิ่วหลันเยียบเย็นและเด็ดขาด “ต้องพิสูจน์ให้ฉันเห็นก่อน ว่าแกมีปัญญาปกป้องตัวเอง และจะไม่ทำตระกูลนี้พังพินาศ”
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel