บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 6 เก้าอี้ที่ย่าไม่ได้จัดให้

จ้าวหนิงจ้องมองรอยฉีกขาดบนกระดาษแผ่นนั้น รอยแหว่งหยาบและไม่สม่ำเสมอ บ่งบอกชัดเจนว่ามีคนตั้งใจดึงมันออกไปอย่างเร่งรีบ เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเสิ่นซิ่วหลัน หญิงชรายังคงจิบชาหลงจิ่งอย่างใจเย็น ควันสีขาวขุ่นลอยอวลบดบังแววตาฝ้าฟางที่อ่านไม่ออก ร่างกายของหญิงสาวเจ็บแปลบจากรอยช้ำสะสม ทว่าแผ่นหลังกลับตั้งตรงดุจคันศรที่ถูกง้างเตรียมพร้อม

“หน้าสุดท้ายหายไปไหนคะ” เสียงของเธอราบเรียบ ไร้กระแสความขุ่นเคืองเจือปน

ย่ากระแทกถ้วยชาลงบนจานรอง เสียงกระเบื้องกระทบกันดังกังวานทำลายความเงียบงันในห้องหนังสือ “ถึงเวลาที่แกต้องรู้จักหน้าที่ คืนนี้แต่งตัวให้เรียบร้อย บริษัทมีงานเลี้ยงรับรองคู่ค้ารายใหญ่ แกต้องไปปรากฏตัว”

คำสั่งนั้นกวาดคำถามเรื่องจดหมายแม่ทิ้งไปอย่างรวดเร็ว จ้าวหนิงกวาดตามองเครื่องเรือนไม้ฝังมุกรอบตัว กลิ่นอับชื้นของอำนาจเก่าแก่คลุ้งไปทั่วบรรยากาศ อดีตเจ้าแม่แห่งโลกมืดเข้าใจเจตนาแอบแฝงนี้ทันที งานเลี้ยงคืนนี้ไม่ใช่การเฉลิมฉลองต้อนรับการกลับมา แต่เป็นการลากตัว ‘หลานสาวผู้สร้างความเสื่อมเสีย’ ไปเดินประจานให้ทุกคนเห็นว่าครอบครัวเสิ่นยังมีอำนาจควบคุมเบ็ดเสร็จ การนิ่งเงียบของเธอในเวลานี้ไม่ใช่การยอมจำนน แต่คือการรอจังหวะพลิกกระดานต่างหาก

ตกค่ำ ห้องจัดเลี้ยงในโรงแรมหรูใจกลางเมืองสว่างไสวด้วยโคมระย้าคริสตัล แสงไฟสีนวลสาดกระทบแก้วไวน์บนโต๊ะจนเกิดประกายระยิบระยับ กลิ่นเป็ดย่างหนังกรอบและซอสเห็ดทรัฟเฟิลลอยปะปนกับน้ำหอมราคาแพงของผู้ร่วมงาน เสียงดนตรีแจ๊สบรรเลงคลอกับเสียงพูดคุยจอแจ

โต๊ะวีไอพีกลางห้องมีป้ายป้ายทองเหลืองสลักชื่อครอบครัวเสิ่นวางเด่นหลา แต่เมื่อจ้าวหนิงก้าวเข้าไปใกล้ เธอกลับพบว่าเก้าอี้รอบโต๊ะถูกผู้บริหารและญาติคนอื่นๆ จับจองจนหมด ไร้ร่องรอยพื้นที่ว่างสำหรับเธอแม้แต่ที่เดียว นี่คือบททดสอบแรกที่ย่าจงใจจัดวาง บีบให้เธอกลายเป็นส่วนเกินน่าสมเพชต่อหน้าแขกเหรื่อ

หลินรั่วเวยก้าวออกมาจากมุมมืด รอยยิ้มหวานหยดย้อยประดับบนใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างประณีต น้องสาวต่างแม่ยื่นมือมาแตะท่อนแขนเธอเบาๆ “พี่คะ โต๊ะหลักคนเต็มหมดแล้ว ไปนั่งโต๊ะด้านหลังใกล้ทางออกกับหนูดีกว่าค่ะ ตรงนั้นเงียบสงบ พี่เพิ่งกลับมาจะได้ไม่ต้องเหนื่อยตอบคำถามใคร”

จ้าวหนิงปรายตามองปลายนิ้วที่แตะแขนตน ก่อนจะขยับตัวดึงแขนออกอย่างเชื่องช้า เธอไม่แยแสคำชวนแสนดีที่เคลือบยาพิษนั้น หญิงสาวก้าวเดินผ่านรั่วเวยไปอย่างสง่าผ่าเผย มุ่งตรงไปยังเก้าอี้ว่างข้างประธานบริษัทคู่ค้าเก่าแก่ของเสิ่นเหอกรุ๊ป

“สวัสดีค่ะคุณลุง” เธอเอ่ยทักทาย รอยยิ้มบางเบาประดับมุมปาก พร้อมทรุดตัวลงนั่งโดยไม่ต้องรอคำเชิญจากใคร

ชายวัยกลางคนชะงัก เลิกคิ้วมองหญิงสาวในชุดเดรสสีดำเรียบหรู “อ้าว นี่ลูกสาวคนโตของประธานเสิ่นนี่ ไม่เจอกันนานเลยนะ ได้ยินว่าถือหุ้นส่วนของแม่เธอไว้ด้วยใช่ไหม”

คำถามนั้นดังพอจะทำให้เสิ่นหงอี้ที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะหน้าตึง ชายอ้วนท้วมจำต้องลุกขึ้นยืน ปั้นหน้ายิ้มแย้มแนะนำลูกสาวให้คู่ค้าฟังอย่างเสียไม่ได้ การกระทำของจ้าวหนิงตอกหน้าทุกคนอย่างจัง เธอบีบให้พ่อยอมรับตัวตนของเธอในวงสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พื้นที่ยืนตรงนี้เธอจะเป็นคนกำหนดเอง ไม่ใช่รอให้ใครมาจัดสรรที่นั่งหลังห้องให้

หลินชูอวิ๋นเห็นสามีหน้าเสีย หล่อนรีบขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้ พยายามแย่งพื้นที่สนทนาคืน “จ้าวหนิงเพิ่งกลับมาจากการไปพักฟื้นสุขภาพน่ะค่ะ แกป่วยออดๆ แอดๆ ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ฉันเลยส่งไปอยู่คลินิกเงียบๆ จะได้พักผ่อนเต็มที่”

แม่เลี้ยงส่งยิ้มกว้าง แสร้งทำเป็นผู้ใหญ่ใจดี เหงื่อเม็ดเล็กๆ เริ่มผุดซึมตามไรผม

จ้าวหนิงตักซุปใสเข้าปากช้าๆ กลืนลงคอก่อนจะวางช้อนเงินลง เสียงโลหะกระทบชามกระเบื้องดังชัดเจนในจังหวะที่วงสนทนาเงียบลงพอดี “พูดถึงคลินิก ฉันยังไม่ได้ขอบคุณคนดูแลเลยค่ะ น้าชูอวิ๋นพอจะบอกชื่อสถานที่นั้นให้ฉันฟังชัดๆ อีกสักครั้งได้ไหมคะ ฉันอยากจะส่งของขวัญไปให้”

คนถูกถามชะงัก รอยยิ้มค้างเติ่งอยู่บนใบหน้า หลินชูอวิ๋นเหลือบมองสามีสลับกับลูกเลี้ยง ข้อมูลที่หล่อนอ้างกับเสิ่นหงอี้เมื่อคืนคือ ‘สถานพยาบาลซินหยาง’ แต่ถ้าหลุดปากพูดชื่อนั้นออกมา คู่ค้าที่มีเส้นสายกว้างขวางอาจตรวจสอบและรู้ความจริง หรือถ้าตอบชื่ออื่นก็เท่ากับประจานคำโกหกของตัวเองกลางโต๊ะอาหาร

“เอ่อ... คือว่า... มันเป็นคลินิกส่วนตัวน่ะจ้ะ” แม่เลี้ยงตอบอึกอัก เสียงสั่นพร่า

ปัง!

เสิ่นซิ่วหลันกระแทกแก้วน้ำชาลงบนโต๊ะ หมุนตัวหันมามองหลานสาวด้วยสายตาคมปลาบ “เรื่องหยุมหยิมพวกนี้ เอาไว้คุยกันในบ้านก็พอ คืนนี้เรามาคุยเรื่องธุรกิจกันดีกว่า”

ประมุขหญิงของบ้านออกโรงตัดบทอย่างเด็ดขาด บทสนทนาเรื่องสถานที่พักฟื้นจึงถูกระงับไปโดยปริยาย แต่ความกังขาได้ก่อตัวขึ้นในสายตาของคนนอกเรียบร้อยแล้ว แผนการใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวของจ้าวหนิงได้ผลชะงัด เธอไม่ล้มโต๊ะ ไม่โวยวาย แต่ทำให้ศัตรูเหยียบกับดักคำพูดตัวเอง

งานเลี้ยงจบลงด้วยบรรยากาศตึงเครียดที่มองไม่เห็น ทันทีที่รถประจำตำแหน่งแล่นกลับถึงคฤหาสน์ ย่าเรียกจ้าวหนิงเข้าไปในห้องหนังสืออีกครั้ง กลิ่นไม้จันทน์หอมคราวนี้ดูหนักอึ้งและกดดันกว่าตอนกลางวัน

“แกคิดจะทำอะไร” เสียงแหบพร่าตวาดลั่น ใบหน้าเหี่ยวย่นตึงเครียด “ใช้คนนอกมากดดันครอบครัวตัวเอง แกเห็นชื่อเสียงของบ้านเป็นของเล่นหรือยังไง”

จ้าวหนิงยืนกอดอก แผ่นหลังพิงขอบโต๊ะทำงานอย่างไม่สะทกสะท้าน “คนที่เริ่มใช้คนนอกมาทำร้ายคนในบ้านก่อน ไม่ใช่ฉันนะคะ”

คำตอบนั้นแทงทะลุความจริงจนย่าต้องสูดลมหายใจลึก หญิงชรามองหลานสาวคนโตด้วยสายตาประเมินใหม่ เด็กคนนี้ไม่หัวอ่อน ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป การประจันหน้าเมื่อครู่ทำให้ย่าเห็นกรงเล็บที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งเฉย

“ดี” เสิ่นซิ่วหลันพยักหน้าช้าๆ “ในเมื่อแกคิดว่าตัวเองเก่งนัก พรุ่งนี้เข้าไปดูแลโรงงานที่อำเภอฉือเหอซะ ทำให้ฉันเห็นว่าแกบริหารงานเป็น แต่จำไว้... ไม่มีงบประมาณเพิ่มให้แม้แต่หยวนเดียว”

“ตกลงค่ะ” จ้าวหนิงรับคำท้าโดยไม่ลังเล เธอต้องการพื้นที่และอำนาจในมืออยู่แล้ว แม้จะเป็นโจทย์ที่ถูกบีบให้ตาย แต่สำหรับอดีตเจ้าแม่มาเฟีย การเริ่มจากศูนย์คือเกมที่เธอถนัดที่สุด ย่าคงหวังให้เธอเข้าไปล้มเหลวเพื่อจะได้รับกรรมและยอมจำนนไปเอง

หญิงสาวหมุนตัวเดินออกจากห้องหนังสือ อากาศเย็นเยียบยามดึกปะทะใบหน้าขณะก้าวผ่านโถงทางเดินกว้าง จังหวะที่เธอกำลังจะเดินขึ้นบันได เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากหน้าประตูใหญ่

ชายหนุ่มที่เพิ่งมาถึงล่าช้าก้าวฝ่าความมืดเข้ามา แสงสว่างจากโคมไฟระย้าสาดกระทบโครงหน้าของเขาชัดเจน

หัวใจของจ้าวหนิงกระตุกวูบ ร่างกายชาหนึบราวกับถูกตอกหมุดตรึงไว้กับพื้น

คิ้วเข้มพาดเฉียง สันจมูกโด่ง รอยยิ้มมุมปาก และริมฝีปากที่คุ้นเคย... ทุกกระเบียดนิ้วบนใบหน้านั้น เหมือนกับ ‘เฉิงอวี้’ ลูกน้องคนสนิทในชาติที่แล้วของเธอไม่มีผิดเพี้ยน!
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel