บทย่อ
เมื่อ ‘หลัวเยี่ยนจือ’ อดีตเจ้าแม่จากยุค 1940 ลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างกายของ ‘เสิ่นจ้าวหนิง’ คุณหนูใหญ่ในยุค90 สิ่งแรกที่เธอพบคือ... ตัวเองกำลังถูกครอบครัวแท้ๆ หลอกขายไปเป็นเจ้าสาวในชนบท! แม่เลี้ยงสวมหน้ากากนักบุญ น้องสาวต่างแม่แทงข้างหลัง พ่อแสร้งหลับตาข้างเดียว ส่วนคุณย่าก็เห็นชื่อเสียงตระกูลสำคัญกว่าชีวิตหลาน พวกเขาป้ายสีว่าเธอหนีตามผู้ชาย เพื่อเตรียมฮุบหุ้นบริษัทของแม่เธอไปหน้าตาเฉย พวกเขาคิดว่ากำจัดหมากไร้ค่าตัวนี้พ้นกระดานไปแล้ว แต่หารู้ไม่ว่า... คนที่กลับมาจากความตายไม่ใช่คุณหนูที่ยอมก้มหัวให้ใครอีกต่อไป การกลับเข้าบ้านเสิ่นครั้งนี้ เธอไม่ได้มาเพื่อเรียกร้องความรัก หรือร้องขอความเห็นใจ แต่มาเพื่อทวงทุกอย่างคืน! หุ้นทุกเปอร์เซ็นต์ต้องคายออกมา อำนาจบริหารต้องเปลี่ยนมือ และใครที่เคยเหยียบย่ำร่างกายนี้เอาไว้... เตรียมตัวจ่ายค่าตอบแทนให้ครบทุกบิล ทว่าแผนรวบกระดานอำนาจที่ควรจะเยือกเย็น กลับต้องมาวุ่นวายเพราะ ‘ลู่จิ่งเหยียน’ คู่หมั้นหนุ่มจอมเสเพลที่วันๆ เอาแต่ทำตัวเหลาะแหละและชอบเข้ามาเกาะแกะวุ่นวาย ยิ่งไปกว่านั้น... ทำไมหมอนี่ถึงมีใบหน้าเหมือน ‘ลูกน้องคนสนิท’ ในอดีตชาติที่เธอเคยตั้งข้อสงสัยว่าคือคนทรยศกันล่ะ? เมื่อบัลลังก์นี้ไม่มีที่ให้คนทรยศ... อดีตเจ้าแม่จะล้างบางบัญชีแค้นอย่างไร และคุณชายตัวดีจะรอดพ้นจากการถูกเงื้อมมือเธอจัดระเบียบใหม่ได้หรือไม่?
ตอนที่ 1 ความตายหลังเกิดใหม่
หลัวเยี่ยนจือจำได้ดีว่าความตายมีรสชาติอย่างไร มันคือกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งผสมกับเขม่าปืนในคืนปี 1947 ทว่าสิ่งที่ปลุกเธอให้ลืมตาตื่นขึ้นมาในขณะนี้ กลับเป็นความเย็นเยียบของพื้นซีเมนต์และกลิ่นอับชื้นของเชื้อราที่เกาะตามผนังไม้เก่าผุพัง
เธอขยับตัวตามสัญชาตญาณ แต่ความเจ็บปวดแปลบแล่นริ้วจากข้อมือที่ถูกมัดไพล่หลังด้วยเชือกไนลอนหยาบกระด้าง ร่างกายนี้ช่างอ่อนปวกเปียก ไร้เรี่ยวแรงอย่างสิ้นเชิง แค่ฝืนยกศีรษะขึ้นมายังหน้ามืด นี่ไม่ใช่ร่างกายของ ‘เจ้าแม่ดอกท้อดำ’ ผู้คุมท่าเรือและกิจการมืดที่เคยหยัดยืนท่ามกลางดงกระสุนอย่างแน่นอน
หญิงสาวฝืนพลิกตัว มองฝ่าความสลัวในห้องแคบที่หน้าต่างถูกตีปิดตายด้วยแผ่นไม้กระดาน มีกระเป๋าสะพายใบเล็กถูกค้นจนข้าวของกระจัดกระจายอยู่ตรงมุมห้อง เยี่ยนจือกัดฟันกระเถิบตัวเข้าไปใกล้ อาศัยแสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแตกมองเห็นแผ่นพลาสติกแข็งใบหนึ่ง มันคือบัตรประจำตัวประชาชน
ใบหน้าบนบัตรคือเธอ แต่ชื่อที่ระบุไว้คือ ‘เสิ่นจ้าวหนิง’ เกิดปี 1965 ปัจจุบันคือปี 1990
อายุยี่สิบห้า... โลกอนาคตที่ห่างจากวันตายของเธอเกือบสี่สิบสามปี
ข้างกันนั้นมีสี่เหลี่ยมสีดำเล็ก เธอเดาได้ไม่ยากว่ามันคือเครื่องมือสื่อสารของยุคนี้ ทว่าหน้าจอมืดสนิท ไม่มีสัญญาณใดๆ ตอบรับ เยี่ยนจือแค่นหัวเราะในใจ หึ สวรรค์ไม่ได้ตาบอด แต่คงอยากดูงิ้วโรงใหญ่ ถึงได้โยนวิญญาณคนบาปอย่างเธอเข้ามาในเปลือกหอยที่เปราะบางเช่นนี้
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นประชิดหน้าประตู ตามด้วยเสียงปลดล็อกแม่กุญแจที่ดังก้องในความเงียบ เยี่ยนจือรีบทิ้งตัวลงนอนในท่าเดิม ซ่อนประกายตาคมกริบและกลิ่นอายสังหารไว้ภายใต้เปลือกตาที่หลุบต่ำ
หญิงวัยกลางคนรูปร่างหนา ใบหน้ากร้านแดดเดินกระแทกเท้าเข้ามาในห้อง ในมือของหล่อนมีชามข้าวสวยเย็นชืดกับผักดอง หล่อนกระแทกชามลงบนพื้นดินอย่างไม่ไยดี
“ลุกขึ้นมากินซะ! แม่แกขาย... เอ๊ย ยกแกให้มาแต่งงานอยู่ที่ชนบทนี่แล้ว อย่าคิดหาทางหนีให้ยาก” ซ่งกุ้ยเฟินแค่นเสียงหยัน มือท้าวสะเอวมองลงมาอย่างสมเพช
จ้าวหนิง... ไม่สิ ตอนนี้เธอคือเสิ่นจ้าวหนิง หญิงสาวแสร้งลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาว่างเปล่า เลื่อนลอย คล้ายคนขวัญเสียที่ยังไม่สร่างจากความหวาดกลัว “แม่... แต่งงาน?”
เธอจงใจทำเสียงแหบพร่า สั่นเครือ เพื่อให้อีกฝ่ายลดการระแวดระวัง ในใจแอบประเมินระยะห่างระหว่างตัวเธอกับลำคอของหญิงวัยกลางคนตรงหน้า หากเป็นชาติก่อน แค่พริบตาเดียวหล่อนคงลงไปนอนกองกับพื้น แต่กับร่างกายนี้ แค่กำหมัดยังสั่น เธอจึงต้องสวมบทเหยื่อผู้ไร้ทางสู้ต่อไป
“ก็ใช่น่ะสิ! เหอเสี่ยงมันคิดค่านายหน้าตั้งแสนนึง แค่ขับรถไปรับแกมาส่งถึงที่นี่ กินส่วนแบ่งไปตั้งเท่าไหร่” กุ้ยเฟินบ่นกระปอดกระแปด คล้ายไม่พอใจกับตัวเลขนั้น หล่อนมองจ้าวหนิงอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป ไม่คิดแม้แต่จะแก้มัดให้
เสียงแม่กุญแจสับล็อกดังขึ้นอีกครั้ง รหัสลับถูกไขในหัวของเจ้าแม่มาเฟียอย่างรวดเร็ว ‘เหอเสี่ยง’ คือนายหน้า และ ‘หนึ่งแสน’ คือราคาค่าตัวของร่างกายนี้ การกระทำของคนเหล่านี้นอกเหนือจากความโลภแล้ว ยังไร้ชั้นเชิง จ้าวหนิงยังคงก้มหน้า รักษากิริยาสงบนิ่งเอาไว้ ไม่วีนแตก ไม่ร้องโวยวายให้เสียเปรียบ การดิ้นรนต่อสู้กับคนที่แข็งแรงกว่าในตอนที่ตัวเองเสียเปรียบคือความโง่เขลา เธอรู้จักคำว่ารอคอยดีกว่าใคร
เวลาผ่านไปจนความมืดเริ่มโรยตัว เงาดำสายหนึ่งทาบทับลงบนช่องลมเล็กๆ ใต้หลังคา จ้าวหนิงเงยหน้าขึ้นอย่างระแวดระวัง แต่เมื่อเห็นชัดเจน แววตาที่เตรียมรับมือก็เปลี่ยนเป็นนิ่งสงบ
เด็กหนุ่มรูปร่างผอมเกร็งคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเขาดูซื่อบื้อ ท่าทางเชื่องช้าหวาดระแวง เขาชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวา คล้ายหวาดกลัวเสียงลมหรือเสียงฝีเท้าคน ก่อนจะค่อยๆ สอดขวดน้ำพลาสติกผ่านช่องแคบๆ นั้นเข้ามาให้
“กิน... กินน้ำ” เขาพึมพำ เสียงสั่นสะท้าน
จ้าวหนิงขยับตัวเข้าไปใกล้ อาศัยความทุลักทุเลรับขวดน้ำมา เธอสังเกตเห็นรอยฟกช้ำบนท่อนแขนของเขา และท่าทีที่สะดุ้งสุดตัวเมื่อมีเสียงกุกกักจากเรือนใหญ่ เด็กคนนี้ไม่ได้มีสติปัญญาครบถ้วน และเขาก็หวาดกลัวป้าของตัวเองไม่ต่างจากเหยื่อคนอื่นๆ
“ขอบใจ” จ้าวหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ ไม่ใช่เสียงของคนที่กำลังร้องขอชีวิต แต่เป็นเสียงที่จงใจปรับให้คนฟังสบายใจ “นายกลัวผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม?”
เด็กหนุ่ม ซ่งอัน พยักหน้ารัวๆ ดวงตาเบิกกว้าง
จ้าวหนิงไม่ใช้คำถามซับซ้อน เธอไม่ซักไซ้ให้เขาตื่นตระหนก ในสายตาของคนผ่านโลกใต้ดินมาอย่างโชกโชน เด็กนี่เป็นแค่หมากตัวเล็กๆ ที่ถูกจับวาง ไม่ใช่คนร้ายตัวจริง เธอพยักพเยิดหน้าไปทางกำแพงด้านหลัง
“มีทางออกไปข้างนอกไหม ทางประตูหลัง” เธอถามสั้นกระชับ
ซ่งอันลังเล ก่อนจะชี้นิ้วไปที่บานประตูกระดานไม้ผุพังที่มุมห้อง “ข้างนอก... มีกลอนกั้นไว้ ต้องเปิดจากข้างนอก”
จ้าวหนิงพยักหน้ารับรู้ เขาไม่ใช่คนกักขังเธอ แต่เขาคือคนที่สามารถเปิดประตูบานนั้นได้ เธอไม่ได้ดึงดันบังคับให้เขาเปิดมันเดี๋ยวนั้น เพราะรู้ดีว่าคนขี้กลัว หากถูกสั่งในจังหวะที่ไม่ได้เตรียมใจอาจจะสติแตกจนเสียเรื่อง
ขณะที่เธอกำลังใช้ฟันกัดเปิดฝาขวดน้ำและฝืนกลืนข้าวเย็นชืดเพื่อเรียกกำลัง สายตาก็เหลือบไปเห็นเศษกระดาษยับยู่ยี่แผ่นหนึ่งตกอยู่ใกล้รอยเท้าของกุ้ยเฟิน มันน่าจะหล่นจากกระเป๋าเสื้อของหล่อนตอนที่ก้มลงวางชามข้าว
จ้าวหนิงพยายามเอี้ยวตัว ใช้ปลายนิ้วที่ยังพอขยับได้หนีบมันขึ้นมาอย่างยากลำบาก ท่ามกลางแสงสลัว มันคือสลิปใบเสร็จรับเงินที่เพิ่งถูกพิมพ์ออกมาไม่นาน ตัวเลขและชื่อผู้รับโอนยังพอมองเห็นลางๆ เธอพับมันให้เล็กที่สุดแล้วซ่อนไว้ในสาบเสื้ออย่างแนบเนียน นี่คือร่องรอยชิ้นแรกที่จะนำไปสู่ตัวคนบงการ
หญิงสาวสูดหายใจลึก เธอกำลังจะส่งสัญญาณให้ซ่งอันที่ยังยืนด้อมๆ มองๆ อยู่ด้านนอกช่วยปลดกลอนประตู คืนนี้แหละที่เธอจะหลบหนี
แต่ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยปาก เสียงล้อรถยนต์บดขยี้กรวดหินก็ดังแว่วมาจากหน้าบ้าน ตามด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่ดับลงอย่างกะทันหัน เสียงรองเท้าหนังกระแทกพื้นและเสียงพูดคุยของชายฉกรรจ์ดังแทรกเข้ามาในความเงียบ
สัญชาตญาณเตือนภัยในหัวของจ้าวหนิงร้องเตือน ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะเธอประเมินขีดจำกัดของร่างกายนี้อย่างเยือกเย็น แขนขาที่สั่นเทาแค่ออกแรงลุกยังลำบาก ไม่มีทางเลยที่เธอจะวิ่งหนีพ้นสายตาของพวกผู้ชายที่แข็งแรงในเวลานี้ได้ หากถูกจับได้ตอนนี้ สภาพของเธอคงไม่จบแค่ถูกขังแน่
เธอส่งสายตาเป็นเชิงสั่งให้ซ่งอันรีบหลบไปซ่อนตัวทันที การถอยในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าพ่ายแพ้ แต่เธอกำลังซื้อเวลา เธอจะต้องพึ่งพาเด็กหนุ่มคนนี้ในเช้าวันพรุ่งนี้แทน
เสียงฝีเท้าหนักๆ ย่ำเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าบานประตูห้องขัง
จ้าวหนิงทิ้งตัวลงนอนท่าเดิม ควบคุมจังหวะหายใจให้สม่ำเสมอ แสร้งทำเป็นสลบไสลไม่ได้สติ
เสียงผู้ชาย ที่เธอเดาว่าคือนายหน้าเหอเสี่ยง เอ่ยกำชับกุ้ยเฟินผ่านช่องประตูด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมกระด้าง
“ถ้ามันตื่นขึ้นมาแล้วจำบ้าน จำชื่อครอบครัวตัวเองได้... อย่าให้มันมีโอกาสจับโทรศัพท์โทรกลับไปเด็ดขาด ถ้ามันฤทธิ์มากนัก ก็ตีขาให้หักไปเลย”
