ตอนที่ 4 ปล่อยไว้ไม่ได้แปลว่าให้อภัย
เสียงสะอื้นหลอกลวงของหลินรั่วเวยดังก้องสะท้อนผนังหินอ่อนในห้องโถงใหญ่ เสิ่นจ้าวหนิงยืนหยัดด้วยแผ่นหลังที่ตั้งตรง ดวงตาเรียบเฉยทอดมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือซึ่งกำลังเล่นคลิปวิดีโอวนซ้ำ แสงสีส้มจากแชนเดอเลียร์คริสตัลด้านบนสาดกระทบใบหน้าเปื้อนน้ำตาของน้องสาวต่างแม่ที่พยายามแสดงบทบาทผู้บริสุทธิ์อย่างสุดความสามารถ
“ส่งไฟล์เต็มมาให้ฉันดู” จ้าวหนิงเอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงของเธอไม่มีความโกรธเกรี้ยวเจือปน ทว่าหนักแน่นจนคนฟังรู้สึกอึดอัด
รั่วเวยสะดุ้ง ชักมือกลับไปกอดโทรศัพท์ไว้แนบอกราวกับกลัวถูกแย่งชิง “หนู... หนูเหลือไฟล์แค่นี้ค่ะพี่ ไฟล์ต้นฉบับมันเสียไปแล้ว หนูตั้งใจแค่จะส่งพี่ไปพักผ่อนที่คลินิกจริงๆ นะคะ ไม่คิดเลยว่านายหน้าจะพาพี่ไปเจอกับเรื่องแบบนั้น หนูไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”
“ไม่ได้ตั้งใจก็คือไม่ได้ตั้งใจสิ!” เสิ่นหงอี้ตวาดแทรกขึ้นมา ร่างท้วมก้าวพรวดเข้ามายืนขวางกั้นระหว่างลูกสาวทั้งสองคน แววตาของคนเป็นพ่อมีแต่ความหงุดหงิดรำคาญใจ คล้ายอยากจะปัดรำคาญเรื่องวุ่นวายนี้ให้พ้นตัว “น้องหวังดีอยากให้แกไปพักผ่อน แกจะมาคาดคั้นหาความผิดอะไรจากน้องอีกล่ะจ้าวหนิง”
กระดาษสลิปโอนเงินยังคงวางหราอยู่บนโต๊ะกระจก ตัวอักษรสีดำพิมพ์ชื่อแก๊งค้ามนุษย์ชัดเจน แต่เสิ่นหงอี้กลับเลือกที่จะมองข้ามหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ แล้วคว้าเอาคำว่า ‘ไม่ได้ตั้งใจ’ พร้อมน้ำตาของลูกเลี้ยงมาเป็นเกราะกำบังให้คนผิดอย่างหน้าตาเฉย ความลำเอียงที่แสดงออกมาชัดเจนนี้ หากเป็นเสิ่นจ้าวหนิงคนเดิมคงร้องไห้ฟูมฟายด้วยความน้อยใจไปแล้ว แต่นี่คือหลัวเยี่ยนจือ อดีตเจ้าแม่ผู้คุ้นชินกับการทรยศหักหลัง เธอเพียงแค่แค่นหัวเราะในลำคอแผ่วเบา
จ้าวหนิงปรายตามองผู้เป็นพ่อเพียงแวบเดียว ก่อนจะเบนเข็มไปหาผู้หญิงวัยกลางคนที่ยืนบีบมือตัวเองอยู่อีกมุมหนึ่ง
“คุณน้าชูอวิ๋น” เธอจงใจเรียกสรรพนามห่างเหิน แทนคำว่าแม่ที่เจ้าของร่างเดิมเคยถูกบังคับให้เรียก “ค่าดูแลที่บอกว่าจ่ายไปน่ะ จ่ายให้ใครคะ”
หลินชูอวิ๋นสะดุ้งเฮือก กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ฉีดพรมไว้ไม่อาจกลบกลิ่นเหงื่อเย็นเยียบที่ซึมชื้นตามไรผม หล่อนพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น “ก็... ก็คลินิกพักฟื้นแถวชานเมืองไงจ๊ะ แม่ให้เลขาจัดการจ่ายผ่านนายหน้าไป”
“คลินิกชื่ออะไร” จ้าวหนิงสาวเท้าเข้าไปใกล้ รุกฆาตด้วยคำถามสั้นกระชับ
“สถานพยาบาลซินหยางจ้ะ” แม่เลี้ยงตอบเร็วปร๋อราวกับท่องจำเอาไว้
มุมปากของจ้าวหนิงกระตุกรอยยิ้มหยัน มือบางเคาะลงบนแผ่นกระดาษสลิปบนโต๊ะ “ชื่อบัญชีผู้รับเงินบนสลิปใบนี้คือ ‘บริษัทรับเหมาขนส่งเหอเสี่ยง’ ไม่ใช่สถานพยาบาลซินหยาง”
ชูอวิ๋นหน้าซีดเผือด ไร้สีเลือดขึ้นมาทันที หล่อนรีบหันไปเกาะแขนสามี บีบน้ำตาหยดแหมะ “คุณคะ ฉันถูกนายหน้าหลอกแน่ๆ เลย! ฉันแค่ให้เงินไปจัดการเรื่องที่พักให้ลูก ฉันไม่รู้เรื่องที่พวกมันเอาไปทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้นจริงๆ นะคะ”
จ้าวหนิงสูดลมหายใจเข้าลึก เตรียมจะอ้าปากไล่ต้อนคำโกหกพกหลมนั้นให้จนมุม ทว่าหางตาขวากลับจับภาพความเคลื่อนไหวบางอย่างได้ หลินเจ๋อคุน พี่ชายต่างพ่อที่ยืนกอดอกเงียบมาตลอดตั้งแต่ต้น กำลังขยับนิ้วชี้เคาะกับขอบกางเกงสแล็คเป็นจังหวะ สายตาคมกริบของเขามองกดไปที่รั่วเวย แฝงความหมายบางอย่างที่ทำให้ผู้เป็นน้องสาวหุบปากฉับและหยุดสะอื้นในพริบตา
เจ้าแม่แห่งโลกใต้ดินหรี่ตาลง สัญชาตญาณที่สั่งสมมาจากกลิ่นคาวเลือดเตือนว่าสถานการณ์ตรงหน้าไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบของครอบครัว เรื่องนี้มีคนคุมเกมและวางแผนล่วงหน้ามาอย่างแยบยล การดึงดันบีบคั้นตรงนี้อาจทำให้งูตื่นและหาทางทำลายหลักฐานที่เหลืออยู่ เธอจึงเลือกที่จะกลืนคำถามรุนแรงลงคอไปก่อน
เสิ่นหงอี้เห็นลูกสาวคนโตเงียบไป ก็คิดเอาเองว่าตนสามารถคุมสถานการณ์และอำนาจในบ้านได้ ชายวัยกลางคนถอนหายใจยาว แสร้งทำเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง เอื้อมมือหนาไปหยิบสลิปโอนเงินบนโต๊ะหมายจะขยำทิ้งเพื่อทำลายชนวนเหตุ
“เรื่องมันผ่านไปแล้วก็ให้มันจบแค่นี้ ถือว่าฟาดเคราะห์ไปก็แล้วกัน”
พรึบ!
มือเรียวบางของจ้าวหนิงแตะลงบนข้อมือของผู้เป็นพ่อ ออกแรงกดเพียงนิดเดียวแต่หนักแน่นจนหงอี้ชะงักงัน เธออาศัยจังหวะนั้นดึงกระดาษสลิปแผ่นนั้นกลับมาสอดเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตอย่างใจเย็น
“ฉันไม่คืนให้หรอกค่ะ” เสียงของเธอเย็นเยียบจนคนฟังรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก “และเรื่องนี้ก็ยังไม่จบ สำเนาหลักฐานทุกอย่างถูกส่งไปให้คนนอกเก็บรักษาไว้เรียบร้อยแล้ว ตำรวจที่รับแจ้งความเองก็กำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินของนายหน้าคนนี้อยู่”
คำว่า ‘คนนอก’ และ ‘ตำรวจ’ เปรียบเสมือนน้ำเดือดที่สาดรดลงบนหน้าของเสิ่นหงอี้ เขาสะบัดมือลูกสาวออก ชี้หน้าด่าด้วยมือที่สั่นเทา “นี่แก... แกกล้าเอาเรื่องภายในบ้านไปประจานให้คนอื่นรู้เหรอ! แกอยากให้บริษัทของเราพังพินาศหรือยังไง”
“คนที่ทำลายชื่อเสียงของบ้าน คือคนที่จงใจโอนเงินให้แก๊งค้ามนุษย์ต่างหาก ไม่ใช่ฉัน” จ้าวหนิงสวนกลับทันควัน ดวงตาไม่หลบเลี่ยงความโกรธเกรี้ยวของอีกฝ่าย
พ่อแท้ๆ กัดฟันกรอด ขมับเต้นตุบๆ เขารู้ดีว่าถ้าเรื่องถึงมือตำรวจ ข่าวฉาวที่บริษัทกำลังพยายามใช้เงินกลบฝังจะยิ่งลุกลามใหญ่โตเกินควบคุม “กลับขึ้นห้องของแกไปซะ! แล้วจำเอาไว้ให้ดี พรุ่งนี้จะมีญาติผู้ใหญ่มาที่บ้าน แกห้ามปริปากพูดเรื่องไร้สาระพวกนี้ให้ใครฟังเด็ดขาด”
จ้าวหนิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อ มองทะลุถึงความเห็นแก่ตัวที่ซุกซ่อนอยู่ ก่อนจะหมุนตัวเดินขึ้นบันได ทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำให้คนฟังหน้าชา “ฉันจะไม่รับปากเงื่อนไขที่ใช้บังคับเพื่อเอาเปรียบตัวเองหรอกนะคะ”
บรรยากาศในห้องนอนกว้างขวางชั้นสองอวลไปด้วยกลิ่นไม้หอมและฝุ่นจางๆ จากการไม่ได้เปิดระบายอากาศ จ้าวหนิงทิ้งตัวลงนั่งบนฟูกเตียงนุ่ม ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าของร่างกายนี้แสดงอาการออกมา เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูปฏิทินและกล่องข้อความเก่าๆ ของเจ้าของร่างเดิมเพื่อค้นหาเบาะแสเพิ่มเติม
นิ้วเรียวเลื่อนผ่านตารางงานบริษัทและข้อความนัดหมายต่างๆ จนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับอีเมลฉบับหนึ่งที่ถูกตั้งค่าการแจ้งเตือนเอาไว้
‘กำหนดการเปิดพินัยกรรมและส่งมอบหุ้นส่วนของอวี๋เหวินซิน’
วันที่ระบุในอีเมลคืออีกเพียงไม่กี่วันข้างหน้า อวี๋เหวินซินคือแม่แท้ๆ ของร่างกายนี้ และหุ้นที่เธอกำลังจะได้รับสิทธิ์ครอบครองก็เป็นตัวเลขสัดส่วนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว
เสียงหัวเราะหยันดังลอดริมฝีปากบาง ทุกอย่างกระจ่างชัดอยู่ในหัว การที่เธอถูกวางยาสลบและจับโยนใส่รถบรรทุกไปขายทิ้งที่ชนบทห่างไกล ไม่ใช่แค่เพราะความเกลียดชังส่วนตัวของหลินชูอวิ๋น แต่มันคือการจงใจกำจัดทายาทสายตรงที่มีสิทธิ์อันชอบธรรมในการเปิดแฟ้มบัญชีมรดกต่างหาก
ถ้าวันนี้เธอเดินเกมบุกแหลก ใช้สลิปเงินแผ่นเดียวไปแจ้งตำรวจจับแม่เลี้ยงทันที คนพวกนี้อาจจะไหวตัวทันและพลิกแพลงทำลายหลักฐานเรื่องสัดส่วนหุ้นไปจนหมด จ้าวหนิงโยนโทรศัพท์ลงบนเตียง เธอตัดสินใจแล้วว่าจะปล่อยให้ครอบครัวนี้หลงคิดว่าเสิ่นหงอี้ใช้ความเป็นพ่อสะกดรอยร้าวครั้งนี้ไว้ได้ ปล่อยให้พวกมันตายใจ เพื่อรอดูว่าใครจะร้อนรนวิ่งไปจัดการกับห้องเอกสารของแม่เธอก่อนเป็นคนแรก
ดึกสงัด เงาดำทาบทับลงบนพื้นพรมทางเดินปีกขวาของชั้นสอง หลินเจ๋อคุนยืนล้วงกระเป๋ากางเกง มองช่างกุญแจที่ตนจ้างมาเงียบๆ กำลังใช้เครื่องมืองัดแงะบานประตูลายไม้แกะสลักอย่างระมัดระวัง
“เปลี่ยนแม่กุญแจห้องเก็บเอกสารของอวี๋เหวินซินซะ” ชายหนุ่มออกคำสั่งเสียงกระซิบ แววตาสะท้อนความเหี้ยมเกรียมในความมืด “จัดการให้เสร็จก่อนเช้า อย่าให้ผู้หญิงคนนั้นมีสิทธิ์ไขเข้าไปได้อีก”