ตอนที่ 3 กลับบ้านพร้อมหนี้เลือด
แสงไฟฟลูออเรสเซนต์บนเพดานสถานีตำรวจสว่างจ้าจนแสบตา กลิ่นกาแฟกระป๋องราคาถูกลอยปะปนกับกลิ่นหมึกพิมพ์และกระดาษเอกสารเก่าเก็บ เสิ่นจ้าวหนิงนั่งหลังเหยียดตรงอยู่บนเก้าอี้พลาสติกแข็ง สีหน้าของเธอเรียบเฉย ไม่เหลือเค้าความหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกแบบที่เหยื่อคดีลักพาตัวควรจะมี โทรศัพท์มือถือที่หน้าจอยังค้างรูปข่าวฉาวของตัวเองถูกวางคว่ำหน้าลงบนโต๊ะเหล็ก
หญิงสาวเพิ่งผ่านกระบวนการให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ เธอขอให้ตำรวจบันทึกรอยฟกช้ำตามร่างกาย รอยถลอกที่ข้อมือ พร้อมทั้งลงบันทึกเรื่องการรับเงินและระบุชื่อนายหน้า ‘เหอเสี่ยง’ อย่างละเอียด เจ้าหน้าที่พิมพ์ตามคำบอกเสียงดังก๊อกแก๊ก แอบชำเลืองมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความแปลกใจ เพราะเธอเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างได้อย่างเป็นลำดับขั้นตอน ชัดเจน และตรงจุด
อีกฝั่งหนึ่งของห้องกระจกใส ซ่งอันกำลังนั่งห่อไหล่ ศีรษะก้มต่ำจนแทบชิดหน้าอก มีนักสังคมสงเคราะห์หญิงคอยนั่งประกบและตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จ้าวหนิงจงใจดึงตัวเองออกมานั่งรอข้างนอก เธอไม่เข้าไปก้าวก่าย ไม่เข้าไปยืนกดดัน หรือชี้แนะคำตอบใดๆ ให้กับเด็กหนุ่ม อดีตเจ้าแม่แห่งโลกมืดรู้ดีว่า การให้ปากคำที่มีน้ำหนักทางกฎหมายที่สุด คือการให้เหยื่อที่กำลังหวาดกลัวได้เล่าความจริงจากปากของตัวเอง ปราศจากการชี้นำ การเอาตัวเองไปยืนคุมให้เขาพูดตามบทที่วางไว้ มีแต่จะทำให้รูปคดีดูน่าสงสัยมากขึ้น
เสียงผลักประตูสถานีตำรวจดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าวิ่งกระหืดกระหอบ หญิงสาวร่างผอมบางในชุดยูนิฟอร์มพนักงานโรงงานพุ่งพรวดเข้ามาในห้อง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยคราบเหงื่อและฝุ่นควันจากการเดินทาง ซ่งเหม่ยหันซ้ายหันขวา เมื่อเห็นน้องชายนั่งอยู่ในห้องกระจก เธอก็ถลาเข้าไปหา รวบตัวซ่งอันมากอดไว้แน่น ซ่งอันซุกหน้าลงกับไหล่เล็กๆ ของพี่สาว ปล่อยเสียงสะอื้นไห้ออกมาจนตัวโยน
หลังจากเจ้าหน้าที่สอบถามข้อมูลเบื้องต้นเสร็จสิ้น ซ่งเหม่ยเดินตรงมาหาจ้าวหนิง หญิงสาวโค้งศีรษะขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลิ่นเหงื่อผสมกลิ่นน้ำยาซักผ้าจางๆ โชยมาจากตัวเธอ
“ขอบคุณมากนะคะ ขอบคุณจริงๆ ที่ช่วยน้องชายฉันออกมา” ซ่งเหม่ยปาดน้ำตา เล่าด้วยความอัดอั้นตันใจว่าป้าแท้ๆ อย่างกุ้ยเฟินเป็นคนรับหน้าที่ดูแลซ่งอัน แต่กลับยึดเงินช่วยเหลือผู้พิการจากรัฐไปจนหมด ซ้ำยังบังคับใช้งานน้องชายเยี่ยงทาสในบ้าน
จ้าวหนิงรับฟังเงียบๆ สมองปะติดปะต่อข้อมูลอย่างรวดเร็ว เครือข่ายของเหอเสี่ยงและกุ้ยเฟินไม่ใช่แค่นายหน้าหาคู่หลอกๆ ที่ทำงานกันเป็นครั้งคราว แต่เป็นขบวนการค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงานเถื่อนที่มีระบบ มีคนตกเป็นเหยื่อมากกว่าหนึ่งราย นี่คือข้อมูลชิ้นสำคัญ เธอมองเห็นเส้นเชือกที่สามารถสาวไปถึงตัวคนบงการได้ชัดเจนขึ้น
ใช้เวลาไม่นาน สวี่ถัง เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเจ้าของร่างเดิมก็ติดต่อกลับมาทันทีที่เห็นข่าวในอินเทอร์เน็ต เธอขับรถมารับจ้าวหนิงถึงหน้าสถานีตำรวจด้วยสีหน้าตื่นตระหนก สวี่ถังไม่ถามเซ้าซี้ให้มากความ เธอพาเพื่อนตรงไปยังคลินิกเอกชนเพื่อตรวจร่างกายทันที
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทำให้อดีตเจ้าแม่รู้สึกคุ้นเคยและปลอดภัยกว่ากลิ่นอับในห้องขัง ระหว่างที่พยาบาลกำลังทำแผลและทายาแก้ฟกช้ำที่ข้อมือ จ้าวหนิงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูข้อความเก่าๆ เธอต้องการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของคนในครอบครัว
สายตาของเธอสะดุดเข้ากับแชทของ ‘หลินรั่วเวย’ น้องสาวต่างแม่ที่ส่งมาหาเมื่อสองวันก่อน
‘พี่คะ ช่วงนี้พี่ดูเครียดๆ แถมยังป่วยบ่อย ไปพักผ่อนที่คลินิกดูแลจิตใจแถวชานเมืองสักพักไหมคะ เดี๋ยวฉันบอกให้แม่จัดการเรื่องรถรับส่งให้พี่เอง พี่จะได้สบายใจ’
ข้อความนี้ถูกส่งมาก่อนหน้าที่เธอจะหมดสติและตื่นขึ้นมาในชนบท วันและเวลาที่ระบุในแชทสอดคล้องกับจังหวะที่เหอเสี่ยงมารับตัวเธอไปพอดี หญิงสาวแค่นยิ้มมุมปาก จัดการบันทึกภาพหน้าจอและสำรองข้อมูลแชททั้งหมดส่งเข้าอีเมลนิรนามที่เพิ่งสมัครใหม่ทันที เธอเก็บหลักฐานทุกชิ้นไว้ในที่ปลอดภัย ก่อนจะหันไปหาสวี่ถังที่ยืนกอดอกหน้าดำคร่ำเครียดอยู่ข้างเตียง
“ถังถัง” จ้าวหนิงเรียกชื่อเพื่อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ปกติแล้ว... คนที่บ้านปฏิบัติกับฉันยังไงบ้าง”
สวี่ถังชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน คงแปลกใจที่จู่ๆ เพื่อนสนิทก็ถามคำถามแปลกประหลาดราวกับคนความจำเสื่อม แต่ด้วยความโมโหที่เห็นสภาพเพื่อนบอบช้ำ เธอจึงพ่นความอัดอั้นออกมาหมดเปลือก
“ก็เอาเปรียบเธอน่ะสิ! ถามมาได้! ยัยแม่เลี้ยงหลินชูอวิ๋นนั่นต่อหน้าคนอื่นทำเป็นพูดจาอ่อนหวาน ทำทีเป็นรักเธอเหมือนลูกแท้ๆ แต่ลับหลังก็คอยกันซีนกีดกันเธอทุกเรื่อง ส่วนรั่วเวยก็ร้ายลึก ชอบแย่งความสนใจไปจากพ่อ พ่อของเธอก็เอาแต่ห่วงหน้าตาตระกูลเสิ่น กลัวคนอื่นจะมองว่าบ้านมีปัญหา ไม่เคยลุกขึ้นมาปกป้องเธอเลยสักครั้ง มีปัญหาอะไรก็บังคับให้เธอยอมตลอด”
ข้อมูลจากปากเพื่อนสนิททำให้ภาพรวมของครอบครัวเสิ่นชัดเจน ร่างเดิมของเสิ่นจ้าวหนิงไม่ใช่ลูกสาวคนโตที่ได้รับความเคารพ แต่เป็นเพียงหมากบนกระดานที่ถูกคนในบ้านรุมสูบเลือดสูบเนื้อ และเมื่อถึงเวลาที่หมดประโยชน์หรือเริ่มเกะกะ พวกเขาก็พร้อมจะเขี่ยเธอทิ้งด้วยวิธีที่สกปรกที่สุด
ช่วงหัวค่ำ รถยนต์ของสวี่ถังแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น บานประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ดูโอ่อ่าหรูหรา แต่กลับให้ความรู้สึกหนาวเหน็บและอึดอัด จ้าวหนิงก้าวลงจากรถ สูดอากาศเย็นเยียบของยามค่ำคืนเข้าปอด แผ่นหลังเหยียดตรง ก้าวเดินตรงเข้าไปในตัวบ้านอย่างมั่นคง
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูห้องโถง เสียงสะอื้นไห้ที่ถูกดัดจริตปรุงแต่งก็ดังขึ้น หลินชูอวิ๋น แม่เลี้ยงของเธอถลันเข้ามาหา ทำท่าจะโผเข้าสวมกอดพลางบีบน้ำตา กลิ่นน้ำหอมราคาแพงฉุนกึกโชยเข้าจมูก
“จ้าวหนิง! ลูกปลอดภัยกลับมาก็ดีแล้ว แม่ใจคอไม่ดีเลยรู้ไหมตอนเห็นข่าวในเน็ต”
จ้าวหนิงเบี่ยงตัวหลบอย่างมีชั้นเชิง ปล่อยให้ท่อนแขนของแม่เลี้ยงค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ แววตาของเธอเย็นเยียบจนหลินชูอวิ๋นถึงกับผงะ เสิ่นหงอี้ ผู้เป็นพ่อเดินหน้าตาตื่นลงมาจากบันไดชั้นสอง
“รีบปิดประตูบ้านเดี๋ยวนี้! ปิดให้สนิท อย่าให้คนนอกเห็น!” เขาหันไปตะคอกสั่งคนรับใช้เสียงกร้าว ก่อนจะหันมามองหน้าลูกสาวคนโต “แกหายไปไหนมาจ้าวหนิง รู้ไหมว่าข่าวลือข้างนอกมันวุ่นวายไปหมดแล้ว! บ้านเราเสียชื่อเสียงแค่ไหนแกเคยคิดบ้างไหม!”
ไม่มีคำถามว่าลูกสาวบาดเจ็บตรงไหน ไม่มีสายตาที่มองเห็นรอยช้ำบนข้อมือ หรือสภาพเสื้อผ้าที่เปื้อนฝุ่น จ้าวหนิงมองชายกลางคนตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า
หญิงสาวล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกางเกง หยิบเศษกระดาษยับยู่ยี่แผ่นหนึ่งออกมา มันคือสลิปโอนเงินที่เธอเก็บได้จากห้องขัง เธอโยนมันลงบนโต๊ะกระจกกลางห้องโถง เสียงกระดาษตกกระทบโต๊ะเบาหวิว แต่กลับทำให้บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นมาทันที
“ดูชื่อคนส่งเงินซะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าของทุกคนทีละคน “เงินหนึ่งแสนหยวน โอนเข้าบัญชีนายหน้าค้ามนุษย์... มีคนในบ้านนี้จ่ายเงินจ้างคนไปลักพาตัวฉัน”
ห้องโถงใหญ่ตกอยู่ในความเงียบกริบ หลินชูอวิ๋นหน้าถอดสี ริมฝีปากสั่นระริก ส่วนเสิ่นหงอี้ขยับเข้าไปจ้องมองสลิปใบนั้นใกล้ๆ ด้วยแววตาสับสนและตื่นตระหนก
ก่อนที่เสิ่นหงอี้จะทันได้อ้าปากถามอะไร หลินรั่วเวยที่ยืนหลบมุมอยู่ตรงหลังเสาโถงทางเดินก็ก้าวออกมา เธอยกโทรศัพท์มือถือในมือขึ้น หันหน้าจอไปทางจ้าวหนิงและผู้เป็นพ่อ นิ้วเรียวกดเล่นวิดีโอคลิปที่เตรียมเอาไว้
ภาพในหน้าจอคือเสิ่นจ้าวหนิงคนเดิมกำลังนั่งร้องไห้ น้ำตาอาบแก้ม น้ำเสียงสั่นเครือพูดชัดเจน
“ฉันทนอยู่ที่นี่ไม่ไหวแล้ว... ฉันอยากไปจากบ้านหลังนี้ ฉันอยากไปเอง ปล่อยฉันไปเถอะ”
รั่วเวยช้อนตามองพี่สาว แสร้งทำเสียงสั่นเครือ คล้ายคนกำลังจะร้องไห้ “พี่คะ... พี่เป็นคนขอร้องให้พวกเราช่วยพาพี่ออกไปพักผ่อนเองไม่ใช่เหรอคะ ทำไมพี่ถึงพูดจาใส่ร้ายครอบครัวแบบนี้ล่ะ”
คลิปวิดีโอถูกตัดต่อมาอย่างดี ไร้บริบทแวดล้อม กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ฟาดกลับมายังตัวเธอเอง ท่ามกลางสายตาเคลือบแคลงของเสิ่นหงอี้ และรอยยิ้มเยาะที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในดวงตาของสองแม่ลูกตระกูลหลิน
จ้าวหนิงมองหน้าจอนั้น... เกมนี้เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง